สุทัศน์ เงินหมื่น หารือถึงปัญหาการรัฐประหารที่เกิดขึ้นซ้ำในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อภิปรายถึงสาเหตุจากความขัดแย้งในการแย่งชิงอำนาจ รวมถึงบทบาทของฝ่ายการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ที่อาจเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร และเสนอให้ปลูกฝังวัฒนธรรมประชาธิปไตยแก่ประชาชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมแสดงความเห็นต่อการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันรัฐประหารในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เสียดาย ท่านประธานชวน หลีกภัย ท่านคงไม่ได้นั่งอยู่ข้างบน ไม่ทราบว่าท่านได้ฟังอยู่หรือไม่ ผมรู้จัก ท่านประธานชวน หลีกภัย เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๕ เป็นวันที่ท่านประกาศต่อต้าน รัฐประหารในการเล่นงิ้วการเมืองในสมัยนั้นโด่งดังมากครับ ในสมัยนั้นท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นสภามหาวิทยาลัย ในปี ๒๕๑๒ ท่านอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์ และเปิดโปงการทุจริตจนได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง ความหวังของพวกเรา ถึงเวลานี้ท่านมานั่งเป็นประธานรัฐสภานอกจากจะหวังให้ท่านต่อต้านการรัฐประหารแล้ว ยังหวังที่จะให้ท่านพากันสู้กับรัฐประหาร หากมีรัฐประหารเกิดขึ้นในอนาคตพวกเราอยู่ที่นี่ ผมเชื่อว่าทุกท่านไม่เห็นชอบด้วยในรัฐประหาร ทำอย่างไรเราจึงจะพากันลุกสู้ ทำอย่างไร ท่านประธานชวนจึงจะมาออกหนังสือเชิญพวกเรามาประชุมเพื่อเป็นการต่อสู้กับรัฐประหาร ไม่ใช่แค่การต่อต้าน ท่านประธานผมเชื่อว่าสมาชิกทั้งหมดที่นี่ไม่มีใครเห็นด้วยกับการรัฐประหาร ไม่มีใครเห็นด้วยกับการเผด็จการ การพัฒนาการเมืองของไทยนั้นเป็นลักษณะวงจรอุบาทว์ กล่าวคือหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญก็มีการเคลื่อนไหวของประชาชนของพรรคการเมือง มีการเลือกตั้ง มีรัฐสภา จากนั้นก็มักจะมีวิกฤติทางการเมืองก่อให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร และมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รูปแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าหากเราออกกฎหมายมา ออกรัฐธรรมนูญมา บอกว่าใครทำรัฐประหารนั้นก็จะต้องมีโทษ ผมเชื่อว่าเขาก็คงไม่กลัว เขาคงจะฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง มีคำพิพากษาฎีกา ที่ ๑๑๕๓-๑๑๕๔/๒๔๙๕ และ ๑๖๖๒/๒๕๐๕ ซึ่งนักกฎหมายหลายคนมีความหวังหรือความเชื่อว่าหากมีคดีเกี่ยวกับการฟ้องผู้ทำรัฐประหาร ขึ้นไปสู่ศาลฎีกา ท่านผู้พิพากษารุ่นใหม่อาจจะกลับคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวให้ถือว่า การดำเนินการทำรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายแล้วก็ลงโทษไม่ใช่ได้รัฏฐาธิปัตย์เหมือน แนวคำพิพากษาดังกล่าว นั่นก็คือความหวังซึ่งไม่รู้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร ท่านประธานครับ ในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารนั้นผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งก็คือเราจะต้องดูสาเหตุเหมือนกัน ที่ผ่านมาหลายครั้งการรัฐประหารมักจะเกิดขึ้นเพราะ ๑. การแย่งอำนาจกันในระหว่างกลุ่ม ผู้มีอำนาจ ขณะเดียวกันเมื่อมีการแย่งอำนาจแล้วบางครั้งฝ่ายการเมืองของเราก็เป็นเหยื่อให้ ตกเป็นจำเลย ถูกกล่าวหา แล้วก็กล่าวหาแล้วก็อ้างเหตุปฏิวัติ ท่านประธานครับ ปี ๒๔๙๐ ท่านจอมพล ผิน ชุณหะวัณ ได้ทำการรัฐประหาร ท่านควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันท่านไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ไม่ได้มีความบกพร่องอะไรเลยก็ยังทำรัฐประหารได้ เป็นการแย่งอำนาจกัน คณะก่อการหลัง ปี ๒๔๗๕ ก็มีการแย่งอำนาจกันโดยท่านจอมพล ป แยกตัวออกมา เมื่อท่าน จอมพล ป ได้อำนาจก็มีการคุมมือซ้าย มือขวา ซึ่งเป็นขุนพลของท่าน ไม่ได้ก็เกิดการปฏิวัติเมื่อปี ๒๕๐๐ ท่านจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ถึงแก่อสัญกรรมในขณะที่ อยู่ในตำแหน่ง ผลของการอยู่ในตำแหน่งของท่านก็ทำให้เกิดการยึดทรัพย์ ท่านจอมพล ถนอม ก็ทำให้เกิดการยึดทรัพย์ ส่วนหนึ่งก็มักจะมาอ้างฝ่ายการเมือง แต่ฝ่ายการเมืองของเราบางครั้ง ก็มีส่วนเหมือนกัน เช่นในการปฏิวัติตนเองของท่านจอมพล ถนอม ในขณะนั้นเมื่อปี ๒๕๑๔ ก็มีการกล่าวอ้างว่า ส.ส. มีการยุ่งกับการจัดสรรงบประมาณกับการพิจารณางบประมาณแล้วก็ ปฏิวัติตนเอง ส่วนหนึ่งในการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีการกล่าวอ้างว่าฝ่ายการเมืองนั้น ใช้อำนาจในทางการเมืองแทรกแซงองค์กรอิสระ ทุจริตมีการลงโทษคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีการลงโทษข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และรัฐมนตรีหลายท่าน เพราะฉะนั้นในส่วนที่ฝ่ายการเมือง ก็ต้องพึงระวังเหมือนกัน อย่าให้เขามาเป็นข้ออ้างในการที่จะทำปฏิวัติรัฐประหาร แน่นอนที่สุด ถ้าหากพี่น้องประชาชนหรือฝ่ายการเมืองของเรามีความสำนึกว่าจะต้องลุกขึ้นต่อสู้ ผมเชื่อว่า ไม่มีใครกล้าที่จะทำการปฏิวัติ ซึ่งการที่จะมีสำนึกขึ้นต่อสู้นั้นเราจะต้องมีความสำนึก ในวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ วัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยคือจะต้อง มีความศรัทธาในมนุษย์ว่าสามารถที่จะใช้เหตุ ใช้ผล ในการชี้แจงข้อสงสัย เชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน มีจิตใจที่เป็นนักกีฬา เคารพในหลักยุติธรรม ซึ่งถ้าหากให้การศึกษาเช่นนี้ปลูกฝังเยาวชน ปลูกฝังประชาชนเช่นนี้ ประชาชนคงไม่ยอม หากมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น ท่านประธานในญัตติของท่านอาจารย์ปิยบุตรนี้ ผมเห็นด้วย ในส่วนที่ให้สภาศึกษาโดยกรณีป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต แต่ขณะเดียวกัน ผมไม่เห็นด้วยในการที่จะมาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมศึกษาดูแล้วว่าถ้าหากมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญแล้วแทนที่จะรวดเร็วกลับล่าช้า ผมเห็นการทำงานของท่านอาจารย์ ปิยบุตรในการพิจารณาศึกษากรณีผลกระทบจากประกาศคำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ซึ่งส่งเข้าไปศึกษาในคณะกรรมาธิการสามัญ คือคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนใช้เวลาเพียง ๒ เดือนเสร็จสิ้นแล้วส่งรายงานเข้าสภา ซึ่งคาดว่าจะเข้าสภา ในสัปดาห์หน้าและผมเห็นด้วยถ้าจะให้ส่งประเด็นนี้ไปให้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน หรือคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง โดยไม่ใช่สภาส่งไป โดยสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการคณะดังกล่าวนั้นยกเรื่องขึ้นมาปรึกษาหารือแนวทางเดียวกัน กับญัตติดังกล่าวนี้ก็จะทำให้รวดเร็วมากกว่าที่จะมาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขอบคุณครับ ท่านประธาน