สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี หารือเรื่องรัฐประหารในประเทศไทย และเรียกร้องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการป้องกันการรัฐประหารในอนาคต

นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ผมอยากจะมาแสดงเหตุผลแล้วก็เรียนรู้ ประวัติศาสตร์ไปร่วมกันกับเพื่อน ๆ สมาชิกที่อยู่ในห้องนี้ทุกท่านครับว่าทำไมผมถึงเห็นด้วย กับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาแนวทางในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการ รัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต เริ่มกันที่พื้นฐานก่อนเลยครับ คำว่า รัฐประหาร เป็นการผสมกัน ระหว่าง ๒ คำ คือรัฐกับคำว่าประหาร รัฐประกอบด้วย ข้อ ๑ ประชากร ข้อ ๒ คือเขตแดน ข้อ ๓ คือรัฐบาลและมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ส่วนคำว่า ประหาร ถ้าเป็นคำนาม หมายความว่า การฆ่า การผลาญ ถ้าเป็นคำกริยาหมายความว่า ทำให้ตาย เมื่อนำ ๒ คำนี้ มารวมกัน หมายความว่า การทำให้รัฐตาย สิ่งทั้ง ๓ อย่างที่อยู่ในองค์ประกอบของรัฐก็คือ จะตายไปด้วย ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงใช้คำนี้ในตอนเริ่มต้น แต่ผมคิดว่ามันเป็นคำที่มีความหมาย ในเชิงลบในตัวเองอยู่แล้ว คำว่า ประหาร ไม่ว่าจะอยู่ในคำด้วยอะไรก็จะเป็นเชิงลบทั้งหมด จากนั้นผมอยากจะเล่าให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านฟังว่ารัฐประหารของประเทศไทยอาจจะ น่าเบื่อนิดหนึ่งแต่จำเป็นต้องเล่า เพราะจะได้เกิดกระบวนการเรียนรู้กัน เราเกิดรัฐประหาร ครั้งแรก วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๖ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๖ ครั้งที่ ๓ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ครั้งที่ ๔ วันที่ ๖ เมษายน ๒๔๙๑ ครั้งที่ ๕ วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ ครั้งที่ ๖ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ ครั้งที่ ๗ วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ ครั้งที่ ๘ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ครั้งที่ ๙ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ครั้งที่ ๑๐ วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๐ ครั้งที่ ๑๑ วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ครั้งที่ ๑๒ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๑๓ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทำไมผมถึงต้องไล่เหตุการณ์มาทั้งหมด เพราะว่า จริง ๆ มันคือไทม์ไลน์ (Timeline) ของชีวิตคน ตัวผมเองเกิดปี ๒๕๒๐ ระหว่างที่ผมอายุ ประมาณ ๖ เดือน เกิดรัฐประหารครั้งแรกในชีวิตผมแล้ว จากนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ผมอายุ ๔๒ ปี ผมผ่านการรัฐประหารมาแล้วทั้งหมด ๔ ครั้ง ผมรู้สึกว่าเบื่อหน่าย ผมรู้เลยว่าตัวนี้ ไม่ใช่กระบวนการที่เหมาะสมกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย แต่ท่านประธานรู้ไหมครับ ผมอยากยกตัวอย่างของบุคคลที่ผมเคารพรัก ๒ ท่าน ท่านแรก คือท่านประธานสุชาติ ตันเจริญ ท่านเกิดเมื่อปี ๒๕๐๑ ตลอดชีวิตท่านผ่านการรัฐประหารมาแล้ว ๗ ครั้ง และอีกท่านหนึ่ง ด้วยความเคารพท่านประธานชวน หลีกภัย ท่านเกิดเมื่อปี ๒๔๘๑ ผ่านการรัฐประหารมาแล้ว ๑๑ ครั้ง ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าขนาดผมซึ่งผ่านการรัฐประหารมาแค่ ๔ ครั้ง ผมยังแทบจะ ทนไม่ได้กับการที่มีอำนาจนอกระบบมาจัดการกับอำนาจสูงสุดของประเทศของเราอย่างนี้ คนจำนวนมากในห้องนี้ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ผ่านการรัฐประหารมาไม่มากก็น้อย ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎรของเรามีขึ้นมาเกิดจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนที่เขามอบอำนาจ มาให้เราที่จะใช้อำนาจแทนเขา แต่ปรากฏคำว่า วงจรอุบาทว์ ที่เราได้ยินกันทุกคนที่มีการ พูดถึงการรัฐประหาร มีการรัฐประหารเข้ามาแทรกแซงอยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย ทำให้อะไรครับ ทำให้การพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทยไม่มีการต่อเนื่อง เหมือนกับโดนตัดตอนอยู่ตลอดเวลา มันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ได้อย่างไรครับ ผมวิงวอน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนช่วยกันผลักดัน ในการที่จะไม่ให้เกิดรัฐประหารอีกในอนาคต สิ่งที่เราขาดหายไปคืออะไรครับ ที่ผมมาเล่าว่า รัฐประหารมีกี่ครั้ง เกิดเมื่อวันที่เท่าไร เดือนอะไร ปีอะไร เพื่อจะให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และการถอดบทเรียน ถ้าเรามีกระบวนการการเรียนรู้และการถอดบทเรียนผมว่ามันจบตั้งแต่ ครั้งที่ ๑ ไปแล้วครับท่านประธาน ทุกวันนี้ผ่านมาถึง ๑๓ ครั้ง ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเริ่มต้นในกระบวนการที่จะถอดบทเรียนโดยสภาผู้แทนราษฎร ของเรานี่ละครับ จะต้องเป็นผู้ให้ยาเข็มแรกต่อโรคร้ายที่เราเรียกว่าการรัฐประหาร เพื่อให้ การพัฒนาประชาธิปไตยเป็นไปอย่างมีระบบแล้วต่อเนื่อง นั่นคือสิ่งที่ผมยกเหตุผลมาในการ ที่จะเห็นด้วยกับการให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการป้องกันการรัฐประหาร ในอนาคต และผมหวังว่าการรัฐประหารวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จะเป็นการรัฐประหาร ครั้งสุดท้ายของสังคมไทยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ