อมรัตน์ ชี้โศกนาฎกรรมโคราช ยอดภูเขาน้ำแข็ง ขอ ผบ.ทบ. รับผิดชอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการเหตุกราดยิงที่โคราชอย่างบกพร่อง วิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวของผู้บังคับบัญชาทหารและรัฐบาลในการแสดงความรับผิดชอบ พร้อมเรียกร้องให้ปฏิรูปกองทัพและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่สั่นคลอนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จากจังหวัดนครปฐม ท่านประธานคะ โศกนาฏกรรมที่โคราชคือยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้น เหนือมหาสมุทรให้เราเห็นเท่านั้นเอง ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรียังคงหลีกเลี่ยง ที่จะไม่ยอมตอบคำถามและเสียงเรียกร้องของประชาชน ในการแสดงความรับผิดชอบ และความคาใจของคนทั้งประเทศที่ท่านปฏิบัติกับผู้บังคับบัญชาของท่านอย่าง ๒ มาตรฐาน ครั้งหนึ่งตอนที่ท่านเป็นหัวหน้า คสช. ท่านเคยใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ปลดผู้ใต้บังคับบัญชา คือผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ด้วยข้อหาให้รับผิดชอบกรณีที่มีคดีข่มขืนฆ่าเด็กหญิงอายุ ๑๓ ปีบนโบกี้รถไฟ แต่ท่านไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกันกับ ผบ.ทบ. ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์กราดยิง ที่โคราชมีความรุนแรงมากมายกว่าหลายเท่า ท่านผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยแน่นอน ท่านไม่ได้เป็นคนที่ลงมือข่มขืนเด็กหญิงคนนั้นด้วยตัวเองเหมือนกับที่ท่าน ผบ.ทบ. ไม่ได้เป็น คนที่ลงมือกราดยิงด้วยตัวเองเช่นเดียวกันค่ะ สำหรับท่าน ผบ.ทบ. ดิฉันเห็นว่าการที่ท่านจะ ปกป้องชาติได้ ท่านจะต้องมีความสามารถปกป้องคลังอาวุธในค่ายทหารให้ได้เสียก่อน ถึงวันนี้ดิฉันก็ยังเรียกร้องความรับผิดชอบจาก ผบ.ทบ. ท่านสมควรจะรับผิดชอบตาม มาตรฐานสากลคือการลาออกเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ร้ายแรง รุนแรงที่สุด และเป็นข่าวไปทั่วโลกนะคะ ดิฉันคิดว่าอายุราชการที่เหลืออยู่อีก ๘ ปี คุ้มค่า กับการที่ท่านจะแสดงสปิริต (Spirit) และสร้างมาตรฐานที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมนี้ต่อไป ด้วยการลาออกค่ะ กองทัพคงจะไม่ได้มีแต่ท่าน ผบ.ทบ. ผู้นี้ผู้เดียวที่มีความสามารถนะคะ ยังคงมีความรู้ความสามารถอีกมากมายที่จะมาทำงานแทน ดิฉันเป็นห่วงเหตุการณ์ หลังโศกนาฏกรรม ความสามารถในการถอดบทเรียนของรัฐบาลจะมีประสิทธิภาพแค่ไหนในการรับมือกับ เหตุการณ์ทำนองนี้ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ห่วงเรื่องการฟื้นฟูสภาพจิตใจที่ไม่ใช่เฉพาะ สภาพจิตใจของผู้ที่ประสบเหตุเท่านั้น แต่หมายถึงสภาพจิตใจของประชาชนโดยรวม ทั่วประเทศที่ได้รับความหวั่นไหวหวาดกลัวจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ของรัฐบาลที่จะมีต่อรัฐบาลนี้อีกต่อไปให้กลับคืนมาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะขณะนี้ ที่มีปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าและการที่ท่านไม่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ ได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องฝุ่นพิษพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ปัญหาไวรัสโคโรนา (Virus Corona) และปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่ทุกวันนี้ ประชาชนมีความผิดหวังในฝีมือการบริหารงาน ของรัฐบาลชุดนี้อย่างต่อเนื่อง ท่านประธานที่เคารพ แถลงการณ์ ๒ แถลงการณ์ของท่าน นายกรัฐมนตรี และผบ.ทบ. ๒ วันติดต่อกัน เป็นแถลงการณ์ที่ขาด ๆ เกิน ๆ ไม่ได้แสดง ความมีภาวะผู้นำ เป็นการไม่รู้จักกาลเทศะ คนหนึ่งออกมาแถลงการณ์ด้วยการยิ้มแย้ม แจ่มใส แต่อีกคนหนึ่งมาสะอื้นไห้จนทำให้ประชาชนสับสนวุ่นวายไปหมด การเข้าปล้นอาวุธ โดยง่ายและใช้เวลาอีก ๒ ชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้น ออกจากค่ายทหารโดยที่ไม่มีการติดตาม ไม่มีการใช้แผนสำรองฉุกเฉินของกองทัพเพื่อจะมาสกัดเหตุให้ทัน ถ้าการสกัดเหตุให้ได้ทัน ความเสียหายจะลดน้อยไปกว่านี้มาก และที่สำคัญท่าน ผบ.ทบ. ท่านได้หลงลืมหรือตั้งใจ ละเลยที่จะไม่พูดถึงเหตุการณ์หลังจากออกค่ายทหารแต่ยังเดินทางไม่ถึงห้างเทอร์มินอล ๒๑ คือเหตุการณ์กราดยิงที่วัดอีก ๙ ศพ ตรงนี้ดูเหมือนท่านตั้งใจจะไม่พูดถึง มีเพียงเจ้าหน้าที่ ตำรวจสายตรวจเท่านั้นที่มีปืนพกสั้นไปต่อกรกับผู้ร้ายที่มีอาวุธสงคราม โดยคนในค่ายทหาร ทั้งหมดไม่ได้ติดตามมาอย่างทันท่วงที เหตุการณ์ความสูญเสียจะน้อยกว่านี้มากถ้ากองทหาร มีการสื่อสารและมีการติดตามผู้ก่อเหตุออกมาทันที่ตอนก่อเหตุในวัด ๙ ศพ ดิฉันไม่อยากจะ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาของชาติด้วยการคิดที่จะสร้างภาพยนตร์สงครามปีละเรื่อง อย่างที่ท่านบอกนะคะ การฟื้นฟูศรัทธาที่ประชาชนจะมีต่อประเทศ ต่อกองทัพ ไม่ได้เกิดจาก การสร้างหนังภาพยนตร์สงครามเพื่อปลุกใจคน ภาพยนตร์สงครามปลุกใจให้คนรักชาติได้ จริงหรือคะ มีแต่จะสร้างความรุนแรงและประวัติศาสตร์ภาคประชาชน ดิฉันอยากทราบว่า หายไปไหนคะ ประวัติศาสตร์ภาคประชาชน ประชาชนเป็นคนสร้างชาติและเป็นคนก่อร่าง สร้างแผ่นดินนี้มาไม่ใช่เฉพาะทหารหรือกองทัพ ดิฉันคิดว่าท่านและกองทัพไม่ควรจะตรึง ความสำคัญของสถาบันตัวเองไว้ให้นานที่สุด และจะต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลก ปัจจุบัน ท่านต้องยอมรับว่าโลกปัจจุบันความสำคัญของกองทัพแบบในอดีตมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นอีกแล้ว และโลกที่ไร้พรมแดนในปัจจุบันก็ไม่ได้แบ่งเส้นด้วยเส้นทาง ภูมิศาสตร์เหมือนเดิม ทุกคนติดต่อเชื่อมโยงกันและเราเป็นพลเมืองโลก ขณะนี้ดิฉันคิดว่า สังคมเรามีฉันทามติร่วมกันแล้วว่าถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง อะไรคือต้นเหตุ ของปัญหาทั้งปวงที่เกิดขึ้นในกองทัพ ดิฉันคิดว่าวัฒนธรรมแบบเจ้าขุนมูลนายคือต้นเหตุ ที่สำคัญในการเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกองทัพ เกิดการกดขี่ เกิดการหาประโยชน์ ทับซ้อนในกองทัพ สิ่งนี้จะต้องได้รับการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่ไปพบกับญาติและ ครูบาอาจารย์ของผู้ก่อเหตุ ก็คือผู้ก่อเหตุกราดยิงที่โคราชคนนี้เป็นคนมีสัมมาคารวะ รักครอบครัว เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วทำไมเหตุอะไรที่ทำให้คนที่มีธรรมชาติเช่นนี้ เปลี่ยนแปลงเป็นฆาตกรที่ใจโหดขนาดนี้ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะการกดขี่กดทับ ดิฉันขอเสนอให้ การทำงานของทหารเป็นทหารอาชีพ และล้มเลิกระบบเจ้าขุนมูลนายออกไปจากกองทัพ ให้นิยามคำว่า ยศชั้น เปลี่ยนไป โดยยศชั้นคือการแตกต่างกันทางบทบาทหน้าที่เท่านั้นนะคะ