เทพไท เสนพงศ์ หารือเหตุกราดยิงที่นครราชสีมาและปัญหาการซื้อขายอาวุธในหน่วยงานรัฐที่ถูกนำไปแสวงประโยชน์ เสนอให้มีการควบคุมการครอบครองอาวุธอย่างเข้มงวด ตรวจสอบสุขภาพจิตของผู้ครอบครองและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการออกใบอนุญาตที่โปร่งใสและมีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้พกอาวุธผิดกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ผู้เสนอญัตตินี้ด้วยนะครับ จริง ๆ ผมก็อยากจะทำความเข้าใจท่านประธานอีกนิดหนึ่งว่า ผมจองเวลาไว้ ๒๐ นาที ก็เลยแบ่งว่าตอนแรกจะอภิปรายสัก ๑๐ นาที แล้วจะขอใช้สิทธิ ตอนปิดญัตติในฐานะเจ้าของญัตติอีกสัก ๑๐ นาที แต่ว่าเมื่อประธานพยายามรวบรัดได้สัก ๗ นาที ก็จะพยายามบริหารเวลา แต่ว่าขอสงวนสิทธิที่จะพูดในตอนสรุปญัตติ ซึ่งผมมีอยู่ ๒ ประเด็นเท่านั้นครับ ประเด็นของเหตุเกิดขึ้นที่นครราชสีมาต้องเรียนกับท่านประธานว่า ในช่วงวันหยุดผู้แทนราษฎรก็คงลงพื้นที่ไปพบปะพี่น้องประชาชน แต่เมื่อได้รับทราบข่าวว่า มีการยิงกันใช้อาวุธสงครามในลักษณะเช่นนี้ทำให้พวกผมตกใจเลยล่ะครับ ประชาชนก็ตกใจ เพราะเรื่องแบบนี้เราเคยได้ยินเฉพาะที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ในประเทศไทยเรายังไม่เกิดขึ้น ว่ารุนแรงขนาดนั้น แต่ว่าพอมาเกิดขึ้นในประเทศไทยเราก็คิดอันดับแรกเลยคิดว่ามันก็คงจะ เกี่ยวกับคนที่กระทำก็เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิต คือเชื่อว่าถ้าหากไม่มีปัญหาทางจิตคงจะไม่มีใคร ทำแบบนี้ได้ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ๒. ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศไทยเรื่องการบังคับใช้ หรือการมีอาวุธในครอบครอง ทั้ง ๒ ส่วนนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา ผมเลยมีมุมมองต่อเหตุการณ์นี้เพื่อเสนอไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรัฐบาลว่า ควรจะพิจารณาในมุมมองที่ต่างจากคนอื่น ผู้อื่น ผมเชื่อว่าแนวทางออกที่ผมอยากจะเสนอ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า เรื่องอาวุธในประเทศไทยเราต้องควบคุมอย่างจริงจัง วันนี้ต้องยอมรับ ว่าประเทศไทยเราซื้อหาอาวุธง่ายพอ ๆ กับไปซื้อปลาทูเค็มในตลาด มีมาตรการที่ออกมา เอื้ออำนวยให้กับการครอบครองอาวุธเป็นจำนวนมาก แล้วทุกคนก็อยากจะมีอาวุธป้องกันตัว ทุกคนก็อ้างว่าถ้าไม่มีอาวุธป้องกันตัวเดี๋ยวโจรผู้ร้ายเข้ามาทำร้ายแล้วจะเอาอะไรป้องกันตัว นี่ก็เป็นเหตุผลของคนที่อยากมีอาวุธเลยทำให้มีอาวุธเต็มบ้านเต็มเมือง ผมอยากจะเสนอ มุมมองเรื่องการมีอาวุธของคนเพราะคนที่พกอาวุธแต่ว่ามีปัญหาทางจิตก็ไม่ต่างอะไรกับคนบ้า ที่พกปืนครับท่านประธาน เพราะแนวทางของผมผมอยากจะเสนอก็คือ ๑. ผมคิดว่าการที่จะ ให้ใครมีอาวุธไปครอบครองหรือมีใบอนุญาต เจ้าของอาวุธ ผมคิดว่าไม่เฉพาะใบอนุญาตที่ไปขอ ต่อกำนันผู้ใหญ่บ้านหรือนายอำเภอเซ็นแล้วก็ไปซื้อที่ร้านขายปืนได้ มันต้องมีใบตรวจ สุขภาพจิตด้วย แนบเรื่องสุขภาพจิตว่าเขามีจิตพร้อมที่จะมีอาวุธในครอบครองหรือไม่ครับ ๒. ผมคิดว่าต้องตรวจสอบสภาพจิตกับบุคคลที่ใช้อาวุธเป็นประจำ นั่นก็คือตำรวจ ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรหน่วยพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธ ท่านประธานก็จะได้เห็น มีข่าวเป็นประจำว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของตำรวจยิงผู้บังคับบัญชาตายที่โรงพัก ในกรณีนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ กรณีของทหารที่โคราชนี่ก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่านี่จำเป็นที่จะต้องตรวจ สุขภาพจิตคนเหล่านี้อย่างน้อย ๓ ปี ๑ ครั้ง ถ้าได้ปีละ ๑ ครั้งก็ยิ่งจะเป็นการดีเพื่อจะได้ยืนยัน ว่ามีสุขภาพจิตดีพอที่จะครอบครองอาวุธได้ ๓. เรื่องการพกพาอาวุธของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ควรที่จะให้อยู่ในหน้าที่ที่ปฏิบัติเท่านั้น บางคนเลิกจากหน้าที่แล้วท่านประธานก็เห็นครับ ยังพกพาอาวุธอยู่แล้วก็ไปกินเหล้า ไปงานเลี้ยงเกิดเมาขึ้นมาบันดาลโทสะยับยั้งจิตใจอารมณ์ ไม่อยู่ก็ใช้อาวุธปืนนั้นยิง ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านี้อยู่นอกชุดข้าราชการอยู่แล้ว ๔. ผมคิดว่า การเข้มงวดเรื่องการออกใบอนุญาตพกพา อันนี้สำคัญมาก ทุกคนใฝ่ฝัน เวลามีปืนแล้วทุกคน ใฝ่ฝันที่อยากจะได้ใบอนุญาตพกพาทั่วราชอาณาจักร ถ้าไม่ทั่วราชอาณาจักรก็ทั่วจังหวัด แล้วก็ไปให้นายอำเภอ ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเซ็น ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เซ็น นายอำเภอ บางคนก็เซ็น บางจังหวัดบางคนก็มีค่าใช้จ่ายมีตั๋วให้เลยใบละ ๑๐,๐๐๐ บาท ใบละ ๒๐,๐๐๐ บาท ใบละ ๓๐,๐๐๐ บาท มีแบบนี้ เลยออกกันมาแพร่หลายครับท่านประธาน ๕. ผมคิดว่าเรื่องบทลงโทษ บทลงโทษการพกพาอาวุธที่เขาเรียกผิดบ่าหรือไม่มีใบอนุญาตพก หรือว่าปืนเถื่อน อันนี้ต้องมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มข้นและต้องมีโทษหนัก และลงโทษ อย่างน้อยก็ต้องให้จำคุกเพื่อให้เป็นการเข็ดหลาบในการที่จะพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะครับ
ข้อ ๖ ผมอยากเสนอก็คือเรื่องโครงการซื้อขายอาวุธปืน ท่านประธานก็เห็น ปืนสวัสดิการมีหน่วยงานเยอะมาก หน่วยงานตำรวจ หน่วยงานทหาร หน่วยงานกระทรวง มหาดไทย หน่วยงานโน้นหน่วยงานนี้ เปิดโครงการสวัสดิการซื้อขายอาวุธปืน จริง ๆ แล้ว คนในหน่วยงานนั้นก็ไม่ได้ซื้อหรอกครับ สวมให้คนอื่นซื้อแทนกันบ้างอะไรบ้าง แล้วก็เป็น ที่มาหาประโยชน์กันจากโครงการเหล่านี้ เพราะฉะนั้นโครงการเหล่านี้ผมสังเกตดูว่าแพร่หลาย อยู่มากในหน่วยราชการแล้วก็ไม่สามารถที่จะยกเลิกหรือไปขัดขวางเหล่านี้ได้ เพราะอะไรครับ เพราะโครงการเหล่านี้อนุมัติโดยผู้หลักผู้ใหญ่ในหน่วยราชการทั้งสิ้น ถ้าเป็นของกรมต่าง ๆ ก็ระดับอธิบดี ถ้าหากว่าของกระทรวงอย่างน้อยรัฐมนตรีก็เห็นชอบด้วย เลยทำให้มีการทำธุรกิจ ในการซื้อขายอาวุธปืนผ่านโครงการสวัสดิการของหน่วยงานราชการ เลยเป็นที่มาของการมีอาวุธ แพร่หลายในประเทศไทย เพราะฉะนั้นปัจจัยที่ผมอยากจะเสนอในช่วงนี้ก็คือว่าต้องควบคุม เรื่องด้านอาวุธไม่ให้มีการฟุ่มเฟือยและมีมากจนเกินไป ต้องควบคุมคนที่พกพา คนที่ครอบครอง คนที่เป็นเจ้าของอาวุธในเรื่องสุขภาพจิตด้วย ผมคิดว่าอันนี้เป็นข้อเสนอที่อยากจะนำเรียน ไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องครับ ขอบคุณครับ