จาตุรงค์ ชี้ดูแลสุขภาพจิต-ป้องกันวิกฤตซ้ำ หลังโศกนาฏกรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ แสดงความเสียใจต่อโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของประเทศ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการป้องกัน ควบคุม และเยียวยาเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ โดยหารือถึงปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความเครียดสะสมจนนำไปสู่วิกฤตทางอารมณ์และพฤติกรรมรุนแรง พร้อมเรียกร้องการดูแลสุขภาพจิตของผู้เกี่ยวข้อง การเยียวยาอย่างเหมาะสม การไม่เผยแพร่ข้อมูลคนร้ายเพื่อป้องกันการเลียนแบบ และการส่งเสริมจิตสำนึกความเป็นวีรบุรุษเพื่อร่วมกันฟื้นฟูสังคมอย่างเข้มแข็ง

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

ท่านประธานครับ ผมเองและ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความเสียใจแล้วก็มีความรู้สึกเป็นการสูญเสียโศกนาฏกรรม ครั้งนี้ของประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เรามีมา ความสูญเสียตรงนี้ผมและคณะดังที่ ท่านประธานสภาให้พวกเราได้ยืนสงบนิ่งและได้ระลึกถึงผู้สูญเสีย ผู้บริสุทธิ์ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ ท่านประธานครับ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นผมเองในฐานะที่เป็นแพทย์ ผมจะเน้นย้ำไปในเรื่องของการป้องกันควบคุมการรักษาจากการเกิดก่อนหลังเพื่อจะได้ไม่ให้ มีเหตุการณ์เฉกเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย หลายคนมีความกังวลว่าจากเหตุการณ์ที่เห็น ในสื่อทุกคนกังวลว่าจากที่สื่อเสนอบ้าง เห็นจากการมีรูปภาพบ้างจะทำให้เกิดพฤติกรรม เลียนแบบกับคนที่มีแนวพฤติกรรมแบบนี้ซึ่งมีความกังวล ทุกคนก็อยากให้สภาผู้แทนราษฎร ของพวกเราได้มีโอกาสพิจารณาศึกษาและหาข้อสรุปในการแก้ไขป้องกันเพื่อจะให้รัฐบาล รับไปดำเนินการ ผมต้องขออนุญาตนำเรียนว่าสาเหตุจากการสูญเสียนั้นมีผู้เสียชีวิต ๓๐ ท่าน มีผู้บาดเจ็บ ๕๘ ท่าน อันดับแรกต้องขอชื่นชมและขอบคุณเจ้าหน้าที่ภาครัฐโดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ราชการในส่วนของความมั่นคง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันเยียวยา ท่านประธานครับ พี่น้องคนไทยพอทราบข่าว ตั้งแต่วันที่ ๘ จนถึงวันที่ ๙ ทุกคนนั้นใจจรดใจจ่อเอาใจช่วยว่าผู้ซึ่งถูกเป็นตัวประกันนั้นออกมา ได้หรือยัง พ้นไหม เขาจะช่วยส่งกำลังใจให้ทุกคนรอดพ้นเพราะนี่คือคนไทยทั้งประเทศที่เป็น กำลังใจให้กับผู้ที่ประสบภาวะเช่นนี้ ถ้าไม่ได้เจอกับครอบครัวตัวเองหรือกับตนเองผมคิดว่า จะไม่ทราบอารมณ์ของคนที่กังวลใจและส่งกำลังใจให้ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ประสบ

ประเด็นที่ ๒ ผมต้องเรียนว่าสาเหตุ สาเหตุนั้น ๑. เราคงต้องดูตั้งแต่ก่อนเข้า รับราชการ ๒. ขณะเรียน ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่และขณะที่ทำงาน ตรงนี้ถ้าทางด้านจิตแพทย์นั้น ก็ต้องบอกว่าภาวะสะสมนั้นเครียด เครียดสะสมไปเรื่อย ๆ เครียดจากอะไรครับ เครียดจาก การทำงาน เครียดจากภาวะการสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง เครียดจากภาวะที่สูญเสียสภาพ ทางสังคม ซึ่งจะนำไปสู่อะไรครับ ก็คือความโกรธแค้น ถูกดูถูก ถูกโกง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งหมดนี้เป็นฟางเส้นสุดท้าย ผมเชื่อว่าจุดที่ทำให้เครียดสะสมจนถึงจุดขีดสุดฟางเส้นนั้นขาด เขาเรียกว่าอีโมชันนัล เอาต์เบรก (Emotional outbreak) ก็คือภาวะที่ระเบิดอารมณ์โดยไม่ได้ ฟังเหตุผล คิดแต่เรื่องของความรุนแรง และความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นก็มาจากบริบทหรือว่า พื้นฐานของคนใดคนหนึ่งที่ผู้กระทำ เช่น ถ้าพื้นฐานเขาเคยชอบความรุนแรง มีการจับอาวุธ มีการใช้อาวุธ มีการดูวิดีโอเกี่ยวกับการทำร้ายกราดยิงก็จะทำให้พื้นฐานของความรุนแรงนั้น เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ และอันที่ ๒ ก็คือสภาพแวดล้อม เพราะฉะนั้นสภาพแวดล้อมที่เกิด ถ้าสภาพแวดล้อมมีแต่เรื่องของสงครามการยิงตลอดมันก็จะทำให้จิตใจเกิดความเครียด หรือสเตรส (Stress) มากขึ้น

ประเด็นถัดมาก็คือเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วท่านประธานครับ เราก็น่าเป็นห่วง ๒ เรื่อง คือเรื่องแรกเลยเราคงต้องดูว่าผู้ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่มีผลกระทบจริง ๆ คือผู้บริสุทธิ์ ซึ่งพวกเราเป็นห่วงมาก ผู้ที่ไม่รู้เรื่องราวเดินผ่านมาก็สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ผู้ที่เห็น ต่อหน้า โดยเฉพาะไม่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์แต่เห็นจัง ๆ ก็มีโอกาสเกิดสภาพจิตใจแล้วก็ ความเครียดและเกิดโรคตามมาได้ และที่สำคัญก็คือเป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมการเข้าถึงอาวุธนั้น ทำง่าย ๆ เพราะว่าอาวุธนั้นจากที่เราทราบกันอยู่เอาอาวุธมาขนาดนี้เป็นการเข้าถึงที่ทำให้ เกิดความเรียกว่ามันเสี่ยงที่จะทำให้ก่ออาชญากรรมกราดยิงได้มากขนาดนี้ ต้องเรียนว่า ในส่วนของผู้ที่ดูแลนั้นก็มีสภาพที่เรียกว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้แล้วโรคที่จะเกิดก็คือ โรคที่เกิดจากภยันตรายหลังเกิดก็คือใช้คำว่าโพสต์ ทรอแมติก สเตรส (Post-Traumatic Stress) ซึ่งตัวนี้มันทำให้เกิดอะไรบ้างครับ เครียด เครียดแบ่งเป็น ๓ ระยะ ถ้าเครียด แบบรวดเร็วมากฉับพลันภายใน ๒ สัปดาห์ก็อาจจะเป็นโรคจิตได้ หลังจากนั้นระยะกลาง ก็คือตั้งแต่แรกจนถึง ๓ เดือน และสุดท้าย ๓ เดือนเป็นต้นไป เพราะฉะนั้นก็ต้องขอชื่นชม ทางทีมงานของคณะแพทย์ งานนี้ต้องบอกว่าคณะแพทย์เป็นพระเอกในการส่งทีมงาน ที่เข้าไปดูในเรื่องของการดูแลเรื่องของสุขภาพจิตที่เรียกว่าเอ็มซีเอทีที (MCATT) นอกจาก ด้านสุขภาพจิตแล้ว ในด้านฝ่ายกายนั้นอันนี้ต้องขอชื่นชมเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นหมอผ่าตัด แพทย์ที่ดูแลทั้งโรงพยาบาลทุกส่วน ทุกคนทุ่มเท พยาบาล เจ้าหน้าที่ หรือไปดมยา เจ้าหน้าที่ ทุกคน ตลอดจนบุคลากรที่มีส่วนตรงนี้ต้องขอชื่นชมว่าทำให้การแก้ไขสถานการณ์นั้น ผ่านไปด้วยดีนะครับ

ถัดมาก็คือข้อเสนอแนะที่ผมจะนำเรียนว่า ๑. ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือ เร่งด่วนที่จะต้องรีบเยียวยา เยียวยาทั้งสภาพในด้านของปัจจัยเรื่องครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องจิตใจ เรื่องอาชีพ เรื่องลูกจะมีเรียน ขาดผู้ปกครอง ขาดพ่อแม่ ตรงนี้ต้องรีบเยียวยา ทั้งหมดผู้มีผลกระทบ ๒. ก็คือเรามีคำพูดว่าจากที่คนร้ายเห็นหรือเรามีการเสนอภาพคนร้าย ชื่อคนร้ายหรืออะไรต่าง ๆ มาก ๆ มันทำให้การจดจำแล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น เราจะต้องเสนอผู้ซึ่งเป็นวีระบุรุษคือผู้ที่สูญเสียและผู้ที่สละในการช่วยเหลือคือเจ้าหน้าที่ นั่นคือสิ่งซึ่งเราควรต้องเคารพ ๓. ก็คือเรื่องของให้เปิดช่อง เปิดช่องอะไรครับ เหมือนกับ น้ำกำลังพวยแก้ว ถ้าคนที่มีความเครียดเราก็ต้องมีการให้เขารับฟัง ให้เขามีกิจกรรมอื่น เปิดช่องให้เขาได้มีโอกาสได้มีส่วนระบายเพื่อจะได้ไม่เกิดความเครียดที่ทำให้เกิดการสูญเสีย อย่างนี้ นักอาชญาวิทยาในต่างประเทศก็มีการออกข่าวแจ้งเตือนเสมอว่าการเสนอข่าวคนร้าย การรายงานสดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สะเทือนขวัญจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่เลียนแบบก็ไม่ควร ซึ่งในอเมริกาในต่างประเทศก็มีอยู่ตลอดเวลา วันนี้ผมเชื่อว่าการทำงานตรงนี้เป็นการทำงาน ที่พวกเราต้องร่วมกันและเราไม่อยากให้มีเหตุการณ์เฉกเช่นนี้เกิดขึ้น พวกเราคนไทยต้องก้าว ไปด้วยกันในการดูแลตั้งแต่สภาพจิตตั้งแต่เขาเกิด ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงาน ต้องช่วยกันดูแล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ แล้วเมื่อเหตุการณ์อย่างนี้แล้วเราต้องเป็น กำลังใจให้กันและกัน ผมต้องขอแสดงความเสียใจอีกครั้งหนึ่งในการสูญเสียของพี่น้อง และพวกเรา โดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ ในท้ายที่สุดนี้ก็ขอเป็นกำลังใจและขอให้ พวกเราได้ร่วมมือกันในการก้าวเดินไปเพื่อประเทศไทยของเรา ขอขอบคุณมากครับ