กษิดิ์เดช อภิปรายเสนอ กมธ.ศึกษาแนวทางป้องกันรัฐประหาร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

กษิดิ์เดช ชุติมันต์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เมื่อเทียบกับตะวันตก และเสนอให้ใช้กรอบความคิดนี้ในการบริหารประเทศ

นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตลาดพร้าว วังทองหลาง พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ขออภิปรายเรื่องของให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทาง การป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ผมไม่ได้เห็นด้วยหรือไม่ได้ขัดแย้ง อะไรเกี่ยวกับเรื่องการเสนอญัตติในครั้งนี้ แต่กำลังจะมาพูดในภาพรวมในฐานะนักรัฐศาสตร์ อาจจะดูไม่ค่อยเหมือน แล้วก็อยากออกตัวก่อนว่าไม่ใช่พวกคลั่งเผด็จการด้วย ในมุมมอง ของนักรัฐศาสตร์ในเชิงรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง วิชารัฐศาสตร์นั้นจะมุ่งเน้นในเรื่อง ของการปรับกระบวนวิชาอยู่ตลอดเวลาให้สอดคล้องกับแนวทางความคิดทางวิทยาศาสตร์ แนวทางประจักษ์นิยม ซึ่งเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นในกระแสโลก นักรัฐศาสตร์คือนักวิทยาศาสตร์ ที่พยายามแสวงหาความเข้าใจของธรรมชาติ ของการเมืองการปกครอง นิยามของรัฐศาสตร์ ทั่ว ๆ ไปที่หลาย ๆ คนพอจะทราบ รัฐศาสตร์ก็คือว่าด้วยเรื่องของการศึกษา เรื่องของรัฐ ในเรื่องของการปกครองในการปกครองบ้านเมืองโดยมีรัฐเป็นองค์กรหลัก ๆ มุมมองในฐานะ นักรัฐศาสตร์ก็จะมองในเรื่องของการเมืองการปกครองว่าวิชารัฐศาสตร์นั้นมีเรื่องของปรัชญา ทางการเมือง ทฤษฎีทางการเมืองอุดมการณ์ว่าด้วยการเมืองมากมาย แล้วก็มีทฤษฎีวิธีการ เปรียบเทียบการเมืองระหว่างประเทศที่จะส่งผลดีกับการปกครองในแต่ละประเทศว่าจะ มีความเหมาะสมแต่อย่างไร การเมืองในอนาคตส่วนมากนักรัฐศาสตร์ก็จะใช้การศึกษา ประวัติศาสตร์ของการเมืองมาเป็นตัวกำหนดการเมืองในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ส่วนมากนักรัฐศาสตร์ก็จะใช้การศึกษาประวัติศาสตร์ของการเมืองไปเป็นตัวกำหนดการเมือง ในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทั่วทุกประเทศก็จะใช้วิธีแบบนี้กัน เราทราบดีครับประเทศไทย ของเราการปกครองในระบอบประชาธิปัตย์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นข้อตกลง ของพวกเราชาวไทยทุกคนว่าเราจะอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบนี้แล้วก็ มีธรรมนูญที่เป็นแบบนี้ ผมถึงมองว่าในส่วนของการปกครองบ้านเมืองในทางรัฐศาสตร์มีนิยาม ที่สั้นมาก คือการปกครองบ้านเมืองอย่างไรก็ได้ที่ประชาชนจะมีความสุข อันนี้สั้นมากเลย ฉะนั้นไม่ว่าจะปกครองระบอบไหนก็ตามแต่ถ้าส่งผลให้ประชาชนในประเทศมีความอยู่ดีกินดี และมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบอบอะไรก็ตามแต่นอกเหนือจากประชาธิปไตยก็สามารถ ทำได้ เพราะในโลกาภิวัตน์ในโลกแห่งนี้ไม่มีอะไรที่จีรัง การพัฒนาการเมืองก็เฉกเช่นเดียวกัน ก็มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบหนึ่งซึ่งบริหารรัฐมาจากเสียงข้างมาก ของประชาชนที่เลือกผู้แทนราษฎรอย่างพวกเรามา แล้วก็มาใช้สิทธิใช้เสียงในฐานะตัวแทน เสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ ซึ่งเสียงข้างมากในรัฐบาลบางรัฐบาลก็อาจจะขาดธรรมาภิบาล เพียงพอ อาจจะเป็นรัฐบาลประโยชน์นิยมซึ่งก็ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นการปกครองที่ดีที่สุด การศึกษาประชาธิปไตยแบบไทย ๆ มีการเปรียบเทียบหลายหน่วยงานได้ศึกษาว่าประชาธิปไตย แบบตะวันตกเปรียบเทียบกับประชาธิปไตยแบบไทยก็มีผลการศึกษาวิจัยแล้วว่าจริง ๆ แล้ว ประเทศไทยในส่วนภูมิภาคนี้ก็เหมาะกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ แบบบ้าน ๆ เรา ฉะนั้นผมถึงไม่ค่อยอยากจะหยิบยกในเรื่องของประชาธิปไตยแบบตะวันตก มาเป็นกรอบความคิดเป็นทฤษฎีให้กับบ้านเรามากมายนัก

ส่วนเรื่องของการปฏิวัติก็เป็นส่วนหนึ่งของกลไกทางการเมือง ซึ่งมันไม่สามารถ ถอดออกจากการเมืองการปกครองได้ ถ้าเราจะมาศึกษาผมก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรแต่แค่คิดว่า เหตุที่เกิดจากการปฏิวัติเนื่องจากว่ารัฐไม่สามารถบริหารจัดการราชการได้ ไม่สามารถสั่งการ หน่วยงานได้ อำนาจรัฐไม่สามารถดำเนินการได้ เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง เกิดวิกฤติ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐและประชาชน จึงทำให้มีเหตุต้องทำการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งถ้าเป็นทหารเขาเรียกปฏิวัติ ถ้าประชาชนมาล้มรัฐบาลสุดแล้วแต่จะเลือกกัน ในยุคนั้น เราก็รู้เขาเรียกว่ากระแสการเมืองโลกที่มักจะทำอย่างนี้เสมอ ดังนั้นนักการเมืองส่วนใหญ่ จะใช้วิธีแบบนี้กันเพื่อจะล้มรัฐบาล ซึ่งผมมองว่าในส่วนตัวก็พอ ๆ กันเพียงแต่วันนี้ใครอยู่ มุมไหนแค่นั้น เหตุของการปฏิวัติก็มีส่วนหนึ่งในการใช้อำนาจรัฐในรัฐบาลมุ่งเน้นแก่ผลประโยชน์ ส่วนตัวโดยขาดธรรมาภิบาลและขาดเจตนาทำเพื่อส่วนรวม ไม่ว่ารัฐบาลไหน และที่ผ่านมา แบ่งสีแบ่งฝ่ายกันบางคนจำได้ อยู่กันไม่ได้ ไม่ใช่แค่นักการเมือง ประชาชนทุกหมู่เหล่า เป็นอย่างนี้หมด เกิดความแบ่งแยกรุนแรงแล้วก็แนวความคิดการบริหารบ้านเมืองถึงทางตัน ทำไมผมต้องพูดอย่างนี้เพราะมันใส่ร้ายกันครับ ใส่ร้ายกันทุกวัน เปิดทีวี (TV) ก็มีเสื้อแดง เสื้อฟ้า เสื้อเหลืองบ้าง ซึ่งสังคม ณ วันนั้นถ้ากลับไปมองถึงแล้วมันไม่จรรโลงโลกเหมือนวันนี้ บางคนอาจจะมองว่าวันนี้เรามีรัฐบาลเป็นรัฐบาลเผด็จการ บางทีสุดแล้วแต่จะคิด แต่ส่วนตัว ผมมองว่าเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งแล้วก็จะสามารถนำพาประเทศชาติฝ่าวิกฤติไปได้ ณ วันนั้น มันมีเหตุปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงองค์กรอิสระหลายคน พูดมา ผมมองว่าสิ่ง ๆ นี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด โดยเฉพาะองค์กรศาล องค์กรที่มีผลต่อการ อยู่รอดของรัฐบาล ซึ่งส่อถึงความไม่เป็นธรรมในทางการเมืองอย่างรุนแรง ผมมองว่าหลาย ๆ เรื่องปัจจัยหลาย ๆ อย่างทำให้เราต้องมีการปฏิวัติรัฐประหาร ส่วนตัว ผมมองว่าในรัฐบาลที่ผ่านมาเก่งทุกรัฐบาลแต่มีอีโก (Ego) สูง ถ้ารัฐบาลที่เก่งเรื่องเศรษฐกิจ มาออกนโยบายอะไรอีกรัฐบาลหนึ่งที่ชอบอีกแบบหนึ่งก็จะไม่รับนโยบายที่ดีของเขามาปฏิบัติ เรามักจะเห็นอยู่เสมอว่าการออกแนวนโยบายในการบริหารราชการมักจะทำในแบบที่เป็น การนิยมชมชอบในมุมของตัวเอง ซึ่งผมมองว่าประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์มากมายจากตรงนี้ ส่วนตัวผมมองว่ารัฐบาล คสช. มีความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองพอสมควร หลังจากที่ผ่านมา ผมเองมีผลกระทบโดยตรง ในอดีตเคยเป็นผู้แทนในระดับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ๒ สมัย แล้วก็โดนผลจากการปฏิวัติรัฐประหารทำให้ผมตกงานเพราะว่า คสช. นั้นได้มี สก. สรรหาเข้ามาแทนที่ ซึ่งผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า ณ วันนั้นการปฏิรูปประเทศไทย การชัตดาวน์ (Shutdown) ประเทศไทยมันต้องเริ่มจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นก่อนนะครับ เพราะว่า รูปแบบการใช้อำนาจที่อาจจะมองว่าไม่ค่อยโปร่งใสในเรื่องกรุงเทพมหานคร หรืออาจจะมองว่า ไม่ค่อยถูกต้องนัก ซึ่งผมมองว่าด้วยความเป็นธรรมผมก็มองในแง่ดีนะครับ ก็ให้โอกาสรัฐบาล ในยุคนั้นเข้ามาดำเนินการชัตดาวน์ (Shutdown) ประเทศไทย แต่ในส่วนสตาร์ตอัป (Startup) ผมไม่ได้เน้นว่าจะต้องเร็วเท่าไรเพราะผมมองเห็นถึงความแตกแยกของการแบ่งสีเลือกฝ่าย มันจะส่งผลให้เขาทำงานยากขึ้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศในวันนั้น การทำทุกอย่าง เพื่อลดความแตกแยกของประชาชนทำอย่างไรก็ได้ให้บ้านเมืองสงบมันต้องใช้เวลา อันนี้เป็น สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะอภิปรายให้ท่านสมาชิกมองในแง่ดีของการปฏิวัติแล้วก็การปฏิรูป ประเทศในช่วงนั้น ส่วนการรีสตาร์ต (Restart) ก็มีผล เราพอทราบกันดีในฐานะนักการเมือง รัฐบาล คสช. สิ่งที่ผมชอบที่สุดแล้วก็ยังประทับใจอยู่จนถึง ณ วันนี้คือการออกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพราะว่าในส่วนของนักการเมือง อดีตนักการเมืองท้องถิ่นจะมองเลยว่าทุกยุคทุกสมัย ของรัฐบาลเมื่อเข้ามาแล้วชอบเอานโยบายรัฐบาลเก่าที่ดีโละทิ้งไปหมดและเอานโยบายของ ส่วนตัวที่อาจจะเป็นส่วนตัวจริง ๆ มาใช้ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมกับประเทศชาติครับ แล้วก็ในยุทธศาสตร์ชาติลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระ เพิ่มอำนาจในการตรวจสอบ ผมว่ามันแฟร์ (Fair) กับทุกฝ่ายนะครับ ในส่วนของผม เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ยังเห็นว่า ณ วันนี้การพัฒนาทางการเมืองจะเกิดขึ้นจากพวกเราถ้าเราสร้างสรรค์กันแล้วตั้งใจทำงาน และอย่างน้อยที่สุดผลดีจากการปฏิวัติพวกท่านก็อาจจะไม่อยากที่จะเสียบบัตรแทนกัน รู้จักใช้อำนาจรัฐของการเป็นนักการเมืองในทางสร้างสรรค์ ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นี่ละครับ จะได้ไม่ต้องมีการปฏิวัติอีก ขอบคุณครับ