ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อภิปรายเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาสาเหตุที่ประชาชนยอมรับรัฐประหาร โดยชี้ว่าความรุนแรงแฝงอยู่ในวัฒนธรรมและวาทกรรม 'ดอกไม้กับรถถัง' ที่หล่อเลี้ยงอำนาจนิยม พร้อมหารือสมมติฐานเรื่องมิติทางเพศและวาทกรรมที่ส่งผลต่อรัฐประหาร โดยเสนอให้รื้อสร้างนิยามความมั่นคงจากอาวุธสู่สันติภาพ
เรียนท่านประธานสภาคะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้ธัญจะขอมาอภิปรายเกี่ยวกับการสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญการศึกษา การป้องกันรัฐประหารไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต สำหรับการอภิปรายวันนี้ธัญขอใช้ชื่อว่า รถถังและดอกไม้นะคะ ย้อนกลับไปรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ ภาพในสื่อสารมวลชนที่ออกมา เราก็จะเห็นรถถังแล้วก็ดอกไม้ผ่านออกมาสู่มวลชนมากมายนะคะ เป็นรัฐประหารที่ไม่ได้ มีการเสียเลือดเสียเนื้อและการสื่อสารของทหารก็ออกมาบอกว่าเราได้นำพาประเทศของเรา พ้นจากความวุ่นวายก้าวสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว ในรัฐประหารครั้งนั้นถ้าเรามองหยาบ ๆ ในสังคมของเรา เราแบ่งคนออกได้เป็น ๒ กลุ่ม คนกลุ่มแรกคือคนที่เห็นดอกไม้ที่เป็นตัวแทน แสดงความรักความห่วงใยของทหาร และคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เห็นความรุนแรงของรถถังว่า รถถังนั้นก็คืออาวุธสงครามที่เราใช้เข่นฆ่ากัน เสียงของคนกลุ่มที่ ๒ นั้นค่อนข้างเงียบหายไป ในหน้าสื่อมวลชนนะคะ แล้วตลอด ๑๓ ปีจากวันนั้นจนถึงวันนี้ความขัดแย้งก็ยังมีมากขึ้น และทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ประชาชนทั้ง ๒ ฝ่ายแบ่งออก ในขณะ ๑๓ ปีที่ผ่านมานั้น คลื่นใต้น้ำที่เกิดขึ้นก็ค่อย ๆ ลืมตาแล้วก็แสดงให้เห็นว่ารับรู้ว่าดอกไม้นั้นไม่สามารถที่จะ เกิดขึ้นจากความรุนแรงได้ค่ะท่านประธาน ความขัดแย้งระหว่างดอกไม้กับรถถัง ความรุนแรง ของอาวุธสงครามนั้นมันคือการหล่อเลี้ยงความขัดแย้งหรือเปล่า เพราะอย่างที่ทราบกัน ถ้าประชาชนทะเลาะกันคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือเผด็จการค่ะท่านประธาน รัฐประหาร กลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๗ ด้วยเหตุผลเดิม ๆ เหตุผลคือเราต้องการความสงบ ต้องการ จัดระเบียบความวุ่นวายของการเมือง และที่สุดการฉีกรัฐธรรมนูญก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประชาชน ไม่สามารถเปิดปากวิพากษ์วิจารณ์ได้ หลาย ๆ ท่านที่นี่ค่ะท่านประธานคงจะเคยได้ยินคำว่า รัฐประหารนั้นเท่ากับการข่มขืน มีคอลัมนิสต์ มีนักเขียนตามเพจ (Page) ต่าง ๆ ได้พูดถึง การรัฐประหารเท่ากับการข่มขืน เหยื่อถูกปิดปาก โดยไม่ให้ร้องขอความช่วยเหลือเลย ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นเหยื่อ ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ ซ้ำร้ายนะคะ ยังเปิดรับปากกระบอกปืนให้ล่วงละเมิดสิทธิของตัวเอง การศึกษาครั้งนี้ธัญต้องการศึกษา เกี่ยวกับว่าอะไรทำให้คนกลุ่มนี้จึงยอมรับรัฐประหาร เราไม่ได้ศึกษาคนที่คิดต่างทางการเมือง เพราะคำถามของธัญใหญ่มากกว่านั้นคืออะไรทำให้คนคิดว่าการรัฐประหารนั้นชอบธรรม ทำให้สิ่งที่ไม่ชอบธรรมกลายเป็นเรื่องที่ชอบธรรม ธัญต้องการให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในการศึกษา มองสังคมให้ลึกลงไปแล้วว่าจริง ๆ เรามีความรุนแรงที่แฝงในดอกไม้ที่เป็น บ่อเกิดในการยอมรับรัฐประหารหรือไม่ อยู่ในวัฒนธรรมรอบ ๆ ตัวเราหรือไม่ มันทำให้ เรารู้สึกว่ารัฐประหารนั้นไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะว่าเราถูกล่วงละเมิดทางความคิด ทางกาย ทางวาจา ด้วยกระบอกปืนเรื่อยมา ท่านประธานค่ะ ธัญอยากจะเรียนให้ทุกท่าน ในที่นี้ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยได้ลองนึกดูว่าตั้งแต่วัยเด็กนั้น สมมุติฐานของธัญจะเป็น จริงไหมว่าเราถูกล่วงละเมิดด้วยกระบอกปืนอย่างไร เริ่มจากวัยเด็กของเรา เราเคยตั้งคำถาม หรือไม่ว่าทำไมกรมทหาร ค่ายทหารจึงเปิดให้ครอบครัวพาลูกเข้าไปในกิจกรรมวันเด็ก ไปสัมผัสอาวุธปืน ทั้ง ๆ ที่เป็นความรุนแรง นั่นคืออาวุธสงคราม มันแยบยลหรือไม่ที่ใช้ ความรุนแรงนั้นผ่านความรักของพ่อแม่เราที่บอกต่อ ๆ กันมาและจะบอกต่อ ๆ กันไปว่า นี่ความดีงาม ท่านคิดว่าสุมมติฐานอันนี้เป็นความจริงหรือไม่ การให้ความหมายของคำว่า ระเบียบวินัยที่ผิดเพี้ยนไป การเรียนแบบท่องจำ การยืนเข้าแถว การยืนตากแดด การตัดผมสั้น กระโปรงยาวใต้เข่ากี่เซนติเมตร กางเกงสั้นเหนือเข่ากี่เซนติเมตร คำถามคือว่าแล้วประชาชน คนไทยนั้นมีระเบียบวินัยจริงหรือไม่ นี่ก็คือสังคมที่เป็นอำนาจนิยม ที่กำลังจะบอกว่านี่คือ ระเบียบวินัยที่คนไทยจะต้องเรียนรู้ แต่จริง ๆ แล้วมันอาจจะเป็นการควบคุมเราทั้งกาย วาจา ใจ จากภายนอกสู่ภายในทำให้เราไม่สามารถที่จะคิดเองได้ เด็กไทยกล้าถามอะไร ผู้ใหญ่บ้าง เด็กไทยเป็นคนที่ไม่กล้าถามใช่ไหมคะ หรือการศึกษาที่สร้างความเป็นเราและ ความเป็นอื่น เราคือพระเอก เขาคือผู้ร้าย เรามีคำว่าต่างด้าว ต่างชาติ และจะเกิดอะไรขึ้น เวลาที่มีผู้มีอำนาจนั้นใช้ความเป็นเราและความเป็นอื่น ตัวอย่างเช่น ฉันเป็นคนดี เธอเป็น คนชังชาติ วาทกรรมเหล่านี้ก็จะถูกปลุกขึ้นมาในสมองกับการเรียนรู้ของเราตั้งแต่เด็ก ๆ นี่คือ ความรุนแรงแฝงในดอกไม้หรือเปล่า ถ้าเราศึกษาแล้วว่านี่คือความรุนแรงที่แฝงในดอกไม้นั้น เราก็อาจจะปรับเปลี่ยนการศึกษาของเราให้เป็นรู้จักเราและรู้จักเขา ซึ่งนั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ ทำให้เราทุกคนบนโลกใบนี้เคารพกันอย่างเท่าเทียม หรือวัฒนธรรมเรื่องเล่าในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิทาน บทเพลง ละคร ถ้าหากเราเทียบการข่มขืนเท่ากับรัฐประหารแล้วนั้น เราเคยสังเกตหรือไม่ว่าสังคมไทยก็มีคนที่คอยเฝ้าดูละครน้ำเน่าที่รอให้พระเอกข่มขืนนางเอก เฝ้ารอด้วยความซาบซึ้ง ซาบซ่าน เฝ้ารอว่าเมื่อไรจะเสร็จสมอารมณ์หมาย และเมื่อพระเอก สามารถข่มขืนนางเอกได้แล้วก็จะรู้สึกเป็นสุข อบอุ่น ได้รับการดูแล เรื่องเล่าต่าง ๆ เหล่านี้ในสังคมไทยนั้นส่งเสริมสิทธิมนุษยชนหรือไม่ มันคือความรุนแรง ที่แฝงในดอกไม้หรือไม่ ข่มขืนเพราะรัก แต่นั่นคือการตัดโอกาสทางเลือกแล้วทำให้เราตกอยู่ ใต้อำนาจของผู้ที่ใช้กำลังกับเรา นี่คือสมมติฐานที่ธัญอยากที่จะศึกษาในคณะกรรมาธิการ วิสามัญด้วย
แล้วสมมติฐานของธัญอีกประเด็นหนึ่งนะคะ มิติทางเพศ บทบาททางเพศ ในสังคมไทยนั้นมีส่วนในการรัฐประหารหรือเปล่า อย่างวาทกรรม เช่น ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ความสัมพันธ์อำนาจอันนี้ระหว่างเพศ ถ้าเราขยายไปสู่ระดับชาติ มองชาติเป็นผู้ชาย มองประชาชนเป็นผู้หญิง เราก็ต้องเดินตามผู้นำแล้วไม่มีทางเลือกเองได้ ใช่หรือไม่คะท่าน จากคำบอกเล่าต่าง ๆ ชายเป็นช้างเท้าหน้า หญิงเป็นช้างเท้าหลังสู่ความ เป็นระดับชาติก็คือการเดินตามเผด็จการแลห้ามแตกแถว ที่ยกมาทั้งหมดนี้คือธัญมองว่า เป็นสมมติฐานที่ธัญอยากที่จะศึกษาในคณะกรรมาธิการวิสามัญการศึกษาเกี่ยวกับการป้องกัน รัฐประหารไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต ท่านประธานคะ การเมืองคือเรื่องของการช่วงชิงพื้นที่ ของอำนาจและการช่วงชิงความหมายของภาษาที่ถ่ายทอดในสังคมเราว่าอุดมการณ์ความรุนแรง หรืออุดมการณ์ของดอกไม้นั้นจะถูกแทรกซึมจนส่งผลต่อความคิด วาจา และการปฏิบัติ ของคนในสังคม ความรุนแรงในภาษาคือกรอบความคิดที่สร้างการรับรู้ต่าง ๆ แล้วกักขังเรา ให้อยู่ที่เดิมวนเวียนผลิตซ้ำอยู่ในความรุนแรง เหมือนรัฐประหารที่เหมือนละครน้ำเน่าที่วนซ้ำ มาถึง ๑๓ ครั้งในประเทศไทย การที่เราบอกต่อ ๆ กันมา แล้วก็บอกต่อ ๆ กันไปโดยไม่ได้ ตั้งคำถาม ธัญคิดว่าการรื้อสร้างเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในสังคมไทยในขณะนี้ค่ะท่านประธาน การตั้งคณะกรรมาธิการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์มากต่อการเมืองไทยแล้วก็ประชาชน หากเราจะช่วงชิงนิยามของความมั่นคงที่ฝ่ายทหารมักจะใช้ในการรัฐประหาร ธัญอยากจะ ให้ประชาชนทุกคนคิดว่าจริง ๆ แล้วความมั่นคงที่จริงแล้วไม่ใช่เป็นการซื้ออาวุธ ลงทุนไป กับอาวุธ แต่ความมั่นคงนั้นคือสันติภาพระหว่างเรา และนั่นคือเราจะมอบดอกไม้ให้กัน ด้วยความจริงใจ ขอบคุณค่ะท่านประธาน