นายปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอญัตติให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารในอนาคต โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ อาจถูกกองทัพล้มล้างได้หากไม่มีการปฏิรูปกองทัพ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ผมและเพื่อนสมาชิก จากพรรคอนาคตใหม่ ได้แก่ นายรังสิมันต์ โรม นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ นายเอกภพ เพียรพิเศษ พลโท พงศกร รอดชมภู นายคารม พลพรกลาง นายธีรัจชัย พันธุมาศ นายเกษมสันต์ มีทิพย์ พวกเราได้ร่วมกันเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้รัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต พวกเราได้เสนอญัตติ ตั้งแต่วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒ และวันนี้ก็ได้เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ในเอกสารที่เรา เสนอญัตติไปได้บันทึกเอาไว้อย่างนี้ว่าแม้ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะใช้บังคับแล้ว และมีการดำเนินกระบวนการตามรัฐธรรมนูญไปตามลำดับ มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเพื่อทยอย กลับเข้าสู่ระบบปกติ อย่างไรก็ตามไม่เป็นที่แน่เสมอไปว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะดำรงอยู่ได้ โดยไม่ถูกกองทัพรัฐประหารหรือฉีกรัฐธรรมนูญได้อีก เพราะในอดีตที่ผ่านมานั้นพบว่า มีรัฐธรรมนูญถาวรจำนวนมากประกาศใช้ระบบรัฐสภากลับมาเข้าสู่ระบบปกติ แต่ท้ายที่สุด ก็ต้องสิ้นสุดลงบ่อยครั้งเมื่อเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถปฏิรูป กองทัพ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถหาแนวทางป้องกันการรัฐประหารได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็มีโอกาสอยู่เสมอที่จะเกิดรัฐประหารขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา นี่จึงเป็นที่มาของญัตตินี้ที่สมาชิก จากพรรคอนาคตใหม่ได้เข้าชื่อร่วมกันเสนอ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ เขียนเอาไว้สอดคล้องต้องกันหมดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใด หรือการกระทำใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญจะใช้บังคับมิได้ ในขณะเดียวกันประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ก็เขียนเอาไว้ว่าผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจ บริหารหรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือแบ่งแยก ราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำ ความผิดฐานเป็นกบฏต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ในเมื่อตัวบทกฎหมาย ทั้งในระดับรัฐธรรมนูญเองก็ดี ทั้งในระดับประมวลกฎหมายอาญาก็ดี เขียนเอาไว้แบบนี้ แต่ทำไมในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยกลับมีรัฐประหารที่ทำสำเร็จเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง หลายหน วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๖ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรก ของประเทศไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกางดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราและปิดประชุม สภาผู้แทนราษฎรและรวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว สมัยนั้นสื่อสารมวลชนเรียกกันเล่น ๆ ว่า นี่ไม่ใช่ดิมอคราซี (Democracy) แต่กลายเป็นโมโนคราซี (Monocracy) ล้อชื่อพระยา มโนปกรณ์นิติธาดามา นั่นคือการรัฐประหารครั้งแรกในประเทศไทย แต่รัฐประหารครั้งนั้น ไม่ได้เกิดจากกองทัพ แต่เกิดจากนายกรัฐมนตรีตราพระราชกฤษฎีกาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ งดใช้รัฐธรรมนูญและยึดสภาเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว หลังจากนั้นวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๕ พระยาพหลพลพยุหเสนาจึงตัดสินใจนำกองทัพเข้ายึดอำนาจการปกครองอีกครั้งหนึ่งเพื่อนำ รัฐธรรมนูญวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ กลับมาใช้อย่างเต็มที่ นำระบบรัฐสภากลับมาใช้ใหม่ พูดง่าย ๆ นั่นก็คือการยึดอำนาจเพื่อสถาปนาระบบรัฐธรรมนูญกลับมาใหม่อีกครั้งหลังจาก พระยามโนปกรณ์นิติธาดารัฐประหารไปก่อนหน้านั้น หลังจากนั้นประเทศไทยก็เริ่มเข้าสู่ วงจรแห่งการรัฐประหาร วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ คณะนายทหารชุดหนึ่งนำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ ยศในวันนั้น ต่อมายึดอำนาจเสร็จก็กลายเป็น จอมพล พลโท ผิน ชุณหะวัณ นำคณะนายทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองของรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ หลังจากนั้น วันที่ ๖ เมษายน ๒๔๙๑ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำรัฐประหารเงียบด้วยการเขียนจดหมายน้อย ๑ ฉบับไปขู่ท่านควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีเวลานั้นว่าให้ลาออก แล้วท่านควง อภัยวงศ์ ก็ลาออก หลังจากนั้นวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ จอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐประหาร ยึดอำนาจตัวเองเพื่อจะฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๒ ทิ้ง และนำรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ กลับมาใช้ใหม่ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วเชิญจอมพล ถนอม เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ส่งมอบอำนาจต่อให้กับ จอมพล สฤษดิ์ อีกครั้งหนึ่ง วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ รัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ถนอม เป็นรัฐบาลที่เป็นพวกเดียวกันเองแต่ยึดกันเอง วัตถุประสงค์ไม่มีอะไรหรอกครับ ต้องการให้ จอมพล สฤษดิ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีและต้องการฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๗๕ ทิ้ง และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ซึ่งมีมาตราที่พวกเรารู้จักกันดีคือมาตรา ๑๗ ที่สามารถประหารชีวิตคนได้โดยคำสั่งของ จอมพล สฤษดิ์ หลังจากนั้นประเทศไทยก็พยายาม จะค่อย ๆ กลับคืนสู่ระบบปกติ มีความพยายามในการทำรัฐธรรมนูญที่เขียนกันยาวที่สุด ในประวัติศาสตร์ชาติไทย นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ๒๕๑๑ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างกันทั้งหมด ๙ ปี ผมมีโอกาสไปดูรายงานการประชุมร่างกันยาวนานมากครับ มีการประชุมกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปีหนึ่งประมาณ ๒-๓ ครั้ง ยื้อกันไปเรื่อย ๆ จนในท้ายที่สุดประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้เองที่ท่านประธาน ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี ๒๕๑๒ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ไปสักพักหนึ่ง จอมพล ถนอม ก็เข้ากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เป็นรัฐธรรมนูญแห่งการสืบทอดอำนาจ จอมพล ถนอม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเปิดสภาไปได้สักพักเริ่มทนฤทธิ์เดชของ สภาผู้แทนราษฎรไม่ไหว คนเคยเป็นแม่ทัพนายกอง เคยเป็นนายทหารใหญ่มีแต่ชี้นิ้วสั่งการ วันหนึ่งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเจอสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเกิดเลือกตั้งทนไม่ไหว ยึดอำนาจตัวเองอีกรอบหนึ่งในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ หลังจากนั้นเราเกิดเหตุการณ์ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เราทำรัฐธรรมนูญ ๒๕๑๗ ในท้ายที่สุดก็เกิดรัฐประหารอีกแล้วครับ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นโศกนาฏกรรมฆ่าหมู่กันกลางมหานคร กลางทุ่งสนามหลวง หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นก็เชิญท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร กลับมา เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์ธานินทร์ปกครองประเทศไปสักพักหนึ่งด้วยระบบความคิด ที่ต้องการปฏิรูปแช่แข็งประเทศ ๔ บวก ๔ บวก ๔ ๑๒ ปีประเทศไทยไม่ต้องมีการเลือกตั้ง แต่ในท้ายที่สุดฝ่ายอนุรักษ์นิยมชนชั้นนำก็มองว่าวิธีคิดแบบท่านอาจารย์ธานินทร์นั้นอาจจะ เป็นอันตรายมากกว่าเดิม ก็เลยกลับมายึดอำนาจและผ่อนผันการเมืองไทยให้กลับเข้ามาสู่ ระบบปกติมากยิ่งขึ้น มีการรัฐประหารวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๐ แล้วก็เริ่มทยอยปล่อย นักโทษการเมืองออกมา เราเข้าสู่ประชาธิปไตยที่เรียกกันว่าแบบครึ่งใบ คือมีการเลือก ตั้งแต่ในท้ายที่สุดรัฐบาลนายกรัฐมนตรีก็มาจากทหาร จาก พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และต่อด้วย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เรียกกันว่าประชาธิปไตยครึ่งใบก็ประคับประคองกัน มาได้ จนกระทั่ง พลเอก เปรม วางมือ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๓๑ บริหารประเทศไปสักพักหนึ่งเกิดเหตุ รัฐประหารวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ นำโดย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ในชื่อ รสช. บิดาของแม่ทัพนายทหารบก ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน คือ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ยึดอำนาจในวันนั้นหลังจากนั้นก็มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเทศไทยเริ่มมีความคิดอยากจะปฏิรูปการเมืองกันขึ้นจนครั้งที่สุดเราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นของขวัญ แล้วก็เริ่มเดินหน้าเข้าสู่ปฏิรูปการเมือง ในท้ายที่สุดเกิดรัฐประหาร อีกแล้วในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นำโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ในชื่อของ คปค. แล้วเราก็ทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้กันมาสักพักหนึ่งก็เกิดรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ โดยคณะ คสช. นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมว่ามานี้ รัฐประหารทั้งหมด ๑๓ ครั้ง พบว่ามีรัฐประหาร ๑๒ ครั้งทำโดยกองทัพ ทำโดยนายทหาร ทำโดยผู้บัญชาการทหารเหล่าทัพต่าง ๆ มีเพียง ๑ ครั้งที่รัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกา นั่นคือรัฐประหารครั้งแรกในประเทศไทย รัฐประหารทั้ง ๑๓ ครั้งในประเทศไทย ๑๒ ครั้ง เป็นการยึดอำนาจการปกครองและมี ๑ ครั้งที่ยึดอำนาจเพื่อสถาปนาเอารัฐธรรมนูญวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ กลับมาใช้ใหม่ คือยึดเพื่อเอาระบบรัฐธรรมนูญกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๑๓ ครั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นเป็นที่น่าแปลกใจว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด ในเมื่อประมวลกฎหมายอาญาเขียนเอาไว้ชัดว่าใครฉีกรัฐธรรมนูญ ใครล้มล้าง การปกครองคนนั้นจะต้องถูกประหารชีวิต คนนั้นจะต้องถูกจำคุกตลอดชีวิตมีความผิดฐานกบฏ ในราชอาณาจักร แต่ทำไมประเทศไทยกลับมีรัฐประหารบ่อยครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ยคือทุก ๆ ๖ ปีเศษ เราจะเจอรัฐประหาร ๑ ครั้ง ท่านประธานครับ รัฐประหารในภาษาต่างประเทศ ในทางตำรา ในทางสื่อสารมวลชนที่เขาเรียกกันทั่วไปเวลาแปลคำศัพท์คำนี้ เราเรียกกันว่า กูเดตา (Coup d’etat) กูเดตา (Coup d’etat) เป็นศัพท์ภาษาฝรั่งเศสแต่ตอนนี้ใช้กันเป็นสากลแล้ว ทุกประเทศ เขาใช้ตรงกันว่าถ้าพูดถึงรัฐประหารคือกูเดตา (Coup d’etat) กูเดตา (Coup d’etat) เป็นการ ผสมคำ ๒ คำ คำว่า กู (Coup) ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่ากระแทก ตี ทุบ ส่วนเดตา (d’etat) แปลว่า สเตต (State) หรือรัฐ นั่นก็คือการตี การกระแทก การทุบเข้าไปที่รัฐ เมื่อเราถอด คำศัพท์เป็นภาษาไทยเราเลยแปลว่ารัฐประหารหรือการกระทำที่ประหารชีวิตของรัฐนั้นทิ้ง รัฐประหารก็คือยึดอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างฉับพลัน ทันทีทำแล้วจบในตัว ทำแล้วยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทันที ประเทศไทยเรา รัฐประหารกันมาหลายครั้งหลายหนแล้วก็มีความพยายามจะทำรัฐประหารหลายครั้งหลายหน แล้วไม่สำเร็จกลายเป็นกบฏก็มี รัฐประหารที่สำเร็จก็มี ทั้งหลายทั้งปวงข้ออ้างที่คณะรัฐประหาร นำมาใช้อยู่สม่ำเสมอนั้นวนเวียนกันอยู่ไม่กี่ข้อครับ
ข้อ ๑ รัฐบาลในเวลานั้นมีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีกลุ่มบุคคล พยายามบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ใช้กันบ่อยคือเรื่องของ ภัยคอมมิวนิสต์กำลังคุกคามประเทศ เหตุผลอีกข้อหนึ่งนำมาใช้กันในระยะหลัง ๆ นั่นก็คือ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลเวลานั้น เหตุผลหนึ่งซึ่งใช้กันในสมัยก่อนและปัจจุบัน ไม่ค่อยกล้าใช้แต่เป็นเหตุผลที่แฝงไว้อยู่นั่นก็คือรัฐบาลมีความขัดแย้งกับกองทัพ เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้วนเวียนกันอยู่ในคำประกาศเวลายึดอำนาจทุกครั้งไป เราก็จะเข้าสู่ลูป (Loop) เดิม ๆ เวลายึดอำนาจเกิดขึ้นนายทหารเข็นรถถังกันออกมาแล้วก็ไปยึดสถานีโทรทัศน์ ๑ ช่อง ไปยึดสถานที่สำคัญ ๆ แล้วก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกัน แล้วก็บอกว่าบัดนี้ยึดอำนาจไว้ได้หมดแล้ว ให้ทุกคนอยู่ในความสงบ หลังจากนั้นก็จะไปฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญทิ้ง แล้วก็ปกครองประเทศโดยไม่มีรัฐธรรมนูญ สักพักหนึ่งก็จะออกรัฐธรรมนูญชั่วคราวขึ้นมา ซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้ล่ะจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจคณะรัฐประหารในการสืบทอดอำนาจ ต่อไปแล้วก็ไปทำรัฐธรรมนูญถาวร ถ้าอยากอยู่ยาวก็จะดึงเวลารัฐธรรมนูญชั่วคราวให้นาน ถ้าอยู่สั้นหน่อยรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ชั่วคราวจริง ๆ แล้วก็ใช้ถาวร พวกเขาก็เอารัฐธรรมนูญ ถาวรนั้นเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ เมื่อเราดูวัฏจักรวงจรของรัฐธรรมนูญไทย ชั่วคราวกับถาวรประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๗๕ ปีนี้เข้าสู่ปีที่ ๘๘ แต่ปรากฏว่าเรามีชีวิตอยู่กับรัฐธรรมนูญชั่วคราว เรามีชีวิตอยู่กับระบบ รัฐประหารมากกว่าการมีชีวิตอยู่ในระบบรัฐธรรมนูญถาวรหรือรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย นี่คือปัญหาเรื้อรังของประเทศไทย จริง ๆ แล้วถ้าเราลองดูสิ่งที่นักวิชาการในทางรัฐศาสตร์ พยายามจะเรียกกันว่า วงจรอุบาทว์หรือวิเชียส เซอเคิล (Vicious circle) คือมีวิกฤติเกิดขึ้น ทหารออกมายึดอำนาจ เมื่อทหารออกมายึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ทำรัฐธรรมนูญถาวร เสร็จแล้วก็ไปเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จประคองกันไปสักพักหนึ่งมีวิกฤติอีก แล้วกลับมายึดอำนาจใหม่ ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำรัฐธรรมนูญชั่วคราว ทำรัฐธรรมนูญถาวร เลือกตั้ง วิกฤติ รัฐประหาร วนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนักวิชาการรัฐศาสตร์บอกว่านี่คือวงจร อุบาทว์ที่สิงสถิตอยู่ในประเทศไทย พี่น้องประชาชนคนไทยจำนวนมากใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ จนเริ่มมีความรู้สึกว่ารัฐประหารเป็นเรื่องปกติ รัฐประหารเป็นยาสามัญประจำบ้าน เวลาปวดหัว ไปซื้อพาราเซตามอล (Paracetamol) เวลามีวิกฤติก็ไปเรียกรัฐประหารออกมา มีความรู้สึก ว่ารัฐประหารเป็นเรื่องปกติในชีวิต ทุก ๆ ๖ ปี ทุก ๆ ๗ ปี เดี๋ยวก็เวียนมาอีก ทั้งที่รัฐประหาร เป็นการกระทำผิดกฎหมาย รัฐประหารเป็นอาชญากรรมสูงสุดต่อแผ่นดิน รัฐประหาร เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อพัฒนาการของประชาธิปไตย รัฐประหารเป็นเรื่องแปลกประหลาด เป็นเรื่องพิเศษเป็นเรื่องยกเว้น แต่ ณ วันนี้เราเกิดความรู้สึกนอร์มอลไลเซชันออฟกูเดตา (Normalization of coup d'etat) นี่คือมีความรู้สึกว่าทำให้รัฐประหารเป็นเรื่องปกติ วันนี้อยู่ ๆ กันไปเดี๋ยวก็มาอีก ถ้ามาเมื่อไรพวกเราก็แยกย้ายกลับบ้านไปพักผ่อนเดี๋ยววันหน้า กลับมามีรัฐธรรมนูญถาวรพวกเราเพื่อนสมาชิกแห่งนี้ก็ไปลงเลือกตั้งกันใหม่ แล้ววันหน้า เขายึดอีกถือว่าเป็นวาเคนซี (Vacancy) พักผ่อนของพวกเรา เดี๋ยววันหน้ายึดใหม่เรากลับมาอีก ยึดใหม่ปุ๊บกลับมาเลือกตั้งเราก็กลับมาอีกวนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คืออาการที่เราอยู่กับมัน จนคุ้นชินโดยเราไม่รู้ตัว ทั้ง ๆ ที่มันเป็นอนันตริยกรรม แต่เราอยู่กับมันจนคุ้นชินโดยไม่รู้ตัว ทั้งหลายพวกนี้เอาเข้าจริง ๆ แล้วผมอยากจะชี้ชวนให้เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านลองพิจารณาดูว่าในท้ายที่สุดวงจรรัฐประหาร วงจรอุบาทว์ที่เรียก ๆ กันนี้ เอาเข้าจริงมันคืออะไร เรามักจะบอกกันว่าการรัฐประหารมีความจำเป็นต้องทำเพราะเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมือง หาทางออกไม่ได้ เรามักจะบอกว่ารัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อเกิดความแตกแยกของคนในชาติ เรามักจะบอกว่านักการเมืองเป็นคนไม่ดี ดังนั้นทหารจำเป็นต้องเข้ามายึดอำนาจปกครอง ประเทศเพื่อปฏิรูปการเมือง นี่คือข้ออ้างที่วนอยู่แล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนำซ้ำบางคนไปไกล กว่าเดิมบอกว่ารัฐประหารต้องเกิดขึ้น เพราะคนไทยไม่รู้จักประชาธิปไตยดีพอ เพราะคนไทย ปกครองกันเองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ต้องให้ทหารเข้ามาเซ็ตติง (Setting) จัดตั้ง รูปแบบการปกครองให้ใหม่ทุกครั้งไป ความเชื่อแบบนี้เป็นมายาคติ แล้วเป็นมายาคติที่ทำให้ เรามีความรู้สึกว่ารัฐประหารเป็นเรื่องปกติจะเกิดขึ้นอีกสักครั้งก็ไม่เป็นไร เอาเข้าจริงวงจร อุบาทว์ที่หมุนเวียนกันไปตลอด ๘๘ ปี หลังจากเราสถาปนาประชาธิปไตย เอาเข้าจริงแล้ว รัฐประหารที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งเป็นการตัดตอนพัฒนาการของประชาธิปไตยครับ มันตัดตอน ตรงไหนครับ วันที่รัฐประหารเกิดขึ้นวันแรกเราจะไม่ค่อยรู้สึกว่ามันส่งผลร้าย เราไม่ค่อยเห็น การต่อต้านรัฐประหารหรอกครับ เราไม่ค่อยเห็นเหตุการณ์ที่ประชาชนออกไปลุกฮือขึ้นไป ต่อต้านไม่ให้รัฐประหารเกิดขึ้นหรอกครับ เราก็รู้สึกว่ามันเกิดแล้วก็ไม่มีอะไรก็ถือว่าเป็นช่วง พักยกกันไปช่วงหนึ่งแล้วเดี๋ยวก็กลับมาใหม่ นานบ้าง สั้นบ้าง ยาวบ้างแล้วแต่สถานการณ์ เรามักจะคุ้นชินกันแบบนี้ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วรัฐประหารส่งผลร้ายระยะยาว ส่งผลร้าย ระยะยาวเรื่องอะไรบ้างครับ ๑. นี่คือการสถาปนาระบบที่ให้ทหารเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ในทางการเมือง นี่คือการสถาปนาระบบให้รัฐไทยเป็นรัฐทหารมากยิ่งขึ้น นี่คือการเปิดโอกาส ให้ทหารได้เข้ามาปกครองประเทศ ซึ่งประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยจะยอมไม่ได้ เป็นอันขาด ยังมีผลร้ายเรื่องอะไรอีกครับ ยังมีผลร้ายในเรื่องของโครงสร้างในทางเศรษฐกิจ เวลารัฐประหารอยู่อำนาจยาวนาน ยกตัวอย่างเช่นสมัยจอมพล สฤษดิ์ ลองไปดูสิครับ แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแบบสมัย จอมพล สฤษดิ์ นั้นในท้ายที่สุดประเทศไทยได้การพัฒนา ไปในทิศทางแบบใด เรารับการสนับสนุนงบประมาณจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกาในนาม ของการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่การพัฒนานั้นในท้ายที่สุดผลพวงยังตกอยู่ทุกวันนี้ นั่นก็คือ สร้างความเหลื่อมล้ำ เช่นเดียวกันรัฐประหาร ๕๗ ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกัน เราสามารถเห็นได้เลยว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้รับผลประโยชน์จำนวนมาก จากการรัฐประหารครั้งนี้ โครงการขนาดใหญ่ ๆ ต่าง ๆ ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ยังไม่นับถึงเรื่องการออกกฎหมายกฎกติกาต่าง ๆ ยกเว้นให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่อยู่ ตลอดเวลา วันนี้เราไม่เห็นมันหรอกครับ แต่เมื่อผ่านไป ๒๐ ปีเรามองย้อนกลับมานักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าโมเดล (Model) ทางเศรษฐกิจของ ประเทศไทย การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยเดินไปในทิศทางใดหลังจากเราปล่อยให้ รัฐประหารอยู่อำนาจอย่างยาวนาน เช่นเดียวกันครับ เราบอกว่ารัฐประหารนั้นเขาเข้ามา ปราบคอรัปชัน เขาเข้ามาปราบโกง แต่ในท้ายที่สุดคณะรัฐประหารกี่ชุดต่อกี่ชุดที่เข้ามา เมื่อจากไปก็มีปัญหาเรื่องของคอร์รัปชันอยู่เสมอ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อนิจกรรม ในตำแหน่ง หลังจากนั้นก็เกิดการฟ้องร้องคดีความกันเต็มไปหมด ระหว่างภรรยาต่าง ๆ ของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และก็ถูก จอมพล ถนอมใช้มาตรา ๑๗ ยึดทรัพย์ จอมพล ถนอม เมื่อออกจากตำแหน่งอีกเช่นกันก็ถูกรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ยึดทรัพย์อีกเช่นเดียวกัน พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ เมื่อออกจากตำแหน่งเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินสมัยนั้นเราไม่มี การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินแต่มารู้ก็เพราะว่าภรรยาของท่านมีการฟ้องร้องเรียกมรดกกัน ครั้งนี้ก็อีกเช่นเดียวกัน ทุกวันนี้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน แม้จะเปิดบ้างไม่ยอมให้เปิดบ้าง มีข้ออ้างต่าง ๆ นานา แต่เชื่อผมเถอะครับว่าในท้ายที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปเรามองย้อนกลับมา เราก็จะเห็นว่าการยึดอำนาจนั้นไม่ใช่เป็นเครื่องมือในการปราบโกง แต่การยึดอำนาจ การรัฐประหารแต่ละครั้งเปิดโอกาสให้คณะนายทหารกลุ่มหนึ่งเข้ามาครองอำนาจและ ทุจริตคอร์รัปชัน ใช้ผลประโยชน์ต่าง ๆ มีผลประโยชน์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ปราบโกงนั้น ในท้ายที่สุดก็จะปราบไม่สำเร็จ และในท้ายที่สุดก็จะได้การคอร์รัปชันในรูปแบบใหม่ ๆ และเป็นการคอร์รัปชันที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วย เช่นเดียวกันรัฐประหารเราบอกว่า ทำลายเรื่องอะไรอีก มาวันแรกเราอาจจะดีใจว่าเข้ามาจัดการแก้ปัญหาได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ มันกลับสร้างความขัดแย้งความแตกแยกร้าวลึกลงไปอีกเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน ในอดีตที่ผ่านมาหลายครั้งเราก็เห็นแล้วว่าการรัฐประหารเพื่อต่อต้านการสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ ในท้ายที่สุดส่งผลอะไร เราส่งผลให้ผลักดันคนที่ก้าวหน้านิสิตนักศึกษา เยาวชนคนหนุ่มสาว คนก้าวหน้าต้องไปอยู่ในป่า ต้องออกจากระบบการต่อสู้การเมืองในประเทศไทยในระบบ ออกไป ต้องหันเหไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกเขา อาจจะไม่ศรัทธา ไม่นิยมก็ได้ แต่ในเมื่อปราบปราม บีบคั้น กดขี่กันแบบนี้ ก็เหลือทางเลือกเดียว ก็คือต้องหาทางเข้าไปสู่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเพื่อต่อสู้กับรัฐไทย แล้วผลเสีย ผลร้ายที่ตามมาคืออะไร เกิดความแตกแยกกันภายในชาติเยอะกว่าเดิมอีก แล้วในท้ายที่สุด ก็ต้องออกนโยบายชวนกันกลับเข้ามาสู่ประเทศไทย กลับเข้ามาต่อสู้กันในระบบการเมือง ปกติตามนโยบาย ๖๖/๒๓ ครั้งนี้ก็อีกเช่นเดียวกัน รัฐประหารเกิดขึ้นก็มีผู้ลี้ภัยทางการเมือง ออกไปจำนวนมาก เกิดความแตกแยกกันขึ้นมากกว่าเดิม แน่นอนบนพื้นผิว บนพื้นระนาบ ที่ปรากฏให้เราเห็นเราอาจจะบอกว่านี่คือความสงบ แต่ในท้ายที่สุดความคิดของผู้คนก็ยังคง แตกแยกแตกต่างกันอยู่นั่นเอง ตรงกันข้ามมันจะยิ่งแตกแยกลงไปลึกขึ้น ๆ เพราะเขาไม่มี โอกาสแสดงออกต่อผู้มีอำนาจว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคุณ เขาไม่เห็นด้วยกับระบบที่คุณมา เขาไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่คุณใช้กำลังเข้าปราบปรามห้ามจำกัดสิทธิเสรีภาพ ไม่เปิดพื้นที่ทางการเมืองแบบใหม่ ๆ ให้เลย อย่างนี้ความแตกแยกก็ยิ่งฝังลงไปลึกมากขึ้นอีก ความไม่พอใจที่ฝังตัวกันมาไว้ต่อเนื่องหลายสิบปีมันถูกซุกขยะไปไว้ใต้พรมเพราะเกรงกลัว อำนาจเผด็จการในบางช่วงบางตอนเท่านั้นเอง เห็นไหมครับท่านประธาน นี่คือหนังม้วนเดิม ที่วนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศไทยอยู่เสมอ ทีนี้เราจะจัดการตัดวงจรรัฐประหาร ที่เราเรียกกันว่าวงจรอุบาทว์ออกไปจากประเทศไทยได้อย่างไร เอาเข้าจริง ๆ แล้ววงจรนี้ มันคือการตัดตอนพัฒนาการประชาธิปไตย ประชาธิปไตยกำลังเริ่มเดินหน้า แล้วผู้มีอำนาจ เริ่มมีความคิดว่าประชาชนจะเริ่มตื่นรู้มากขึ้น ประชาชนจะรู้ว่าเสียงของเขามีความหมาย เพียงใด ประชาชนเริ่มเรียกร้องอะไรต่าง ๆ จากรัฐ ประชาชนรู้แล้วว่ามีอำนาจ เริ่มคุมไม่อยู่ ก็จะยึดอำนาจตัดตอนบอนไซพัฒนาการประชาธิปไตยแบบนี้อยู่ร่ำไป เอาเข้าจริงแล้ว รัฐประหารที่เกิดขึ้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาชนคนไทยบอกว่าไม่รู้ประชาธิปไตยหรอกครับ แต่ปัญหามันกลับตาลปัตรครับ เพราะประชาชนคนไทยรู้จักประชาธิปไตยเห็นคุณค่า ของประชาธิปไตย เชื่อมั่นในอำนาจของประชาชน เชื่อว่าอำนาจของประชาชนกำหนด ชะตากรรมประเทศได้กำหนดอนาคตของเขาได้ เพราะเขาเป็นแบบนี้ล่ะครับผู้มีอำนาจ ถึงไม่ยอมปล่อยให้ประชาธิปไตยเดินต่อ และอาวุธสุดท้ายที่เขาเลือกใช้ก็คือการรัฐประหาร ยึดอำนาจตัดตอนประชาธิปไตย ท่านประธานครับ แล้วเราจะหาทางป้องกันมันได้อย่างไร ญัตตินี้เราเสนอเข้ามาก็มีเพื่อน ๆ หลายคนแล้วก็สื่อสารมวลชนก็มาพูดคุยกับผมบอกว่า นักวิชาการบางท่านก็มากระซิบข้างหูผมบอกว่าญัตติแบบนี้เป็นญัตติที่เพ้อฝัน เป็นญัตติ ที่อุดมคติ เพราะในท้ายที่สุดคุณป้องกันมันอย่างไร ป้องกันให้ตายเดี๋ยวมันก็เกิดอีกอยู่ดี แต่ผมคิดว่าญัตตินี้เป็นเรื่องสำคัญครับ จะเพ้อฝันหรือไม่ก็ตาม จะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม แต่เป็น เรื่องสำคัญเพราะนี่คือโอกาสที่เราได้พูดคุยกันเรื่องรัฐประหารในสภาผู้แทนราษฎร พูดคุยกัน เพื่อจะหาทางป้องกันมัน แนวทางการป้องกันรัฐประหารจากการศึกษาของผมทั้งในกฎหมาย ของประเทศไทยเอง ทั้งในกฎหมายของต่างประเทศ ทั้งในประสบการณ์ของต่างประเทศ ที่เขาเคยมีรัฐประหารมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางประเทศมีเยอะกว่าเราอีก แต่วันนี้เขาไม่มีรัฐประหาร เกิดขึ้นอีกแล้ว วันนี้แม้เขาจะมีวิกฤติการณ์ทางการเมือง วิกฤติทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่เรียก ทหารออกมายึดอำนาจอีกแล้ว ทหารอยู่ในกรมในกองกลายเป็นทหารมืออาชีพ เราไปศึกษา ดูมาครับ แล้วก็พบว่าวิธีการป้องกันการรัฐประหารให้อย่างเด็ดขาดชะงักมีอยู่หลากหลายวิธี เรื่องแรกคือการปฏิรูปกองทัพให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย หลักการประชาธิปไตยยืนยันว่า รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือทหาร เดอะ ซูเพรมมะซี ออฟ ซิวิลเลียน กัฟเวิร์นเมนต์ (The Supremacy of Civilian Government) รัฐบาลพลเรือนต้องอยู่เหนือทหาร มิใช่ให้ทหาร ขี่คอรัฐบาลพลเรือน เพราะเมื่อไรก็ตามทหารมาขี่คอรัฐบาลพลเรือน รัฐบาลพลเรือนจะ ไม่กล้าทำอะไรเลย วันไหนทำอะไรที่ไม่ถูกใจกองทัพ กองทัพก็ขู่ กองทัพก็ตบเท้า กองทัพ ก็ส่งจดหมายน้อย กองทัพก็โทรศัพท์ไปบอกนายกรัฐมนตรีให้ลาออก กองทัพก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ให้นายกรัฐมนตรีลาออก ถ้าไม่ออกก็ยึดอำนาจ ดังนั้นถ้าเราสถาปนาหลักการรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือทหารไม่ได้ นั่นก็หมายความว่ารัฐบาล พลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลายทั้งปวงอยู่ในอำนาจด้วยใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ตลอด วัน ไหนไปเดินเหยียบเท้านายพลสักคนหนึ่งคุณอาจโดนยึดอำนาจก็ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็น เรื่องสำคัญ ซึ่งการปฏิรูปกองทัพนั้นเดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกจากพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเป็นนายพลมาก่อนจะมาให้ความรู้เรื่องพวกนี้เหล่านี้ได้ว่าการปฏิรูปกองทัพ ให้ทันสมัยเพื่อให้สอดคล้อง และจะทำให้กองทัพไม่ออกมารัฐประหารอีกต้องทำอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของมาตรการในทางรัฐธรรมนูญและเป็นมาตรการ ในทางกฎหมาย ผมขออนุญาตพูดถึงกฎหมายก่อน กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เมื่อสักครู่นี้ ผมอ่านประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ความผิดฐานกบฏในราชอาณาจักรให้ที่ประชุม แห่งนี้ฟังไปแล้ว แต่เราก็สงสัยกันมาโดยตลอดว่ารัฐประหารกัน ๑๓ ครั้งแล้วทำไมมาตรา ๑๑๓ มันหายไปไหน มาตรา ๑๑๓ ไม่เคยถูกยกเลิก อยู่ในระบบกฎหมายไทยตลอด แต่ทำไม ไม่มีโอกาสใช้ ไม่มีโอกาสจับคณะรัฐประหารมาดำเนินคดี ปัญหาเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน เวลาเขายึดอำนาจเสร็จปุ๊บเขาตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เขาอยู่ด้วยอำนาจทางกายภาพ ถ้าหาก เขายังไม่ออกรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเขาเอง นั่นแสดงว่าความผิดยังอยู่ ใช่ไหมครับ เขายังมีความผิดฐานกบฏอยู่ แต่ปรากฏว่าพี่น้องประชาชนผู้เสียหายต่าง ๆ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจต่าง ๆ ได้ลองไปฟ้องศาลกันดูครับ พอไปฟ้องศาลว่าช่วยจับ คณะรัฐประหารชุดนี้ที่เป็นกบฏมาดำเนินคดีให้หน่อย ปรากฏศาลของประเทศไทยจะมองว่า คนที่มาฟ้องนั้นไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่รับฟ้อง กรณีเกิดขึ้นครั้งแรกก็คือสมัยท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ที่ไปฟ้อง จอมพล ถนอมจากการยึดอำนาจในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ท่านบุญเกิด หิรัญคำ ท่านอนันต์ ภักดิ์ประไพ ๓ ส.ส. ไปฟ้องศาลอาญาว่า จอมพล ถนอม มีความผิดฐานกบฏในราชอาณาจักร โดยอ้างว่าตนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสียหายเพราะตัวเองเป็นผู้แทนของราษฎรและเมื่อยึดอำนาจแล้วก็ทำให้สภาหายไปเป็น ผู้เสียหาย แต่ปรากฏว่าศาลได้วางแนวไว้ว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลไม่รับฟ้อง แล้วหลังจากนั้น นายอุทัย พิมพ์ใจชน นายบุญเกิด หิรัญคำ นายอนันต์ ภักดิ์ประไพ เจออะไรครับ เจอคำสั่ง มาตรา ๑๗ ของจอมพล ถนอมเอาไปเข้าคุก จอมพล ถนอม ออกคำสั่ง มาตรา ๑๗ เอา ๓ คนนี้ไปเข้าคุก มันเลยกลับตาลปัตรที่สุดว่าคนยึดอำนาจทำความผิดเป็นกบฏ ในราชอาณาจักร มี ส.ส. ๓ คนไปฟ้องศาล ศาลบอกไม่ใช่ผู้เสียหาย ดังนั้นเลยเจอผู้ยึดอำนาจ ออกคำสั่งเอามันไปติดคุกเลยครับ คนทำผิดกฎหมายสูงสุดของแผ่นดินไม่ติดคุก คนกำลัง ต่อสู้กับคนทำผิดกฎหมายสูงสุดของแผ่นดินติดคุกแทนครับ นี่คือเกิดขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๑๔ และจนกระทั่งได้รัฐบาลท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ถึงมีออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ให้ทั้ง ๓ คนออกจากคุก รอบล่าสุดก็มี ปี ๒๕๔๙ เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร ไปฟ้องศาล เหมือนกัน ศาลเขาบอกว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย ปี ๒๕๕๗ ไปฟ้องศาลเหมือนกัน คุณพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ และคณะไปฟ้องศาลเหมือนกัน ศาลบอกไม่ใช่ผู้เสียหาย แล้วถ้าเราไปริเริ่มกับตำรวจ ไปริเริ่ม กับอัยการล่ะครับ ลองไปให้ตำรวจเขาร้องทุกข์กล่าวโทษเริ่มต้นที่ตำรวจ เริ่มในชั้นอัยการ แล้วส่งไปศาลดูสิตามกระบวนวิธีพิจารณาความอาญา กว่าจะไปถึงวันนั้นคนที่ยึดอำนาจก็จะ ออกคำสั่ง ออกประกาศ ออกพระราชบัญญัติหรือออกรัฐธรรมนูญชั่วคราวนิรโทษกรรม ตัวเองไปหมดแล้ว แล้วเมื่อวันนั้นเรื่องไปถึงศาล ศาลก็จะบอกว่ายกฟ้องเหมือนกันเพราะว่า มีการนิรโทษกรรมเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว เวลาเขานิรโทษกรรมเขาเขียนกันแบบไม่อายนะครับ เขาเขียนบอกว่าการกระทำใดที่เป็นความผิดในวันยึดอำนาจให้ถือว่าไม่ผิด แสดงว่ารู้อยู่แล้ว ว่าที่เขาทำนั้นเขาผิด แต่เวลาที่เขายึดอำนาจที่ผิดให้บอกว่าไม่ผิดนะครับ นี่ยิ่งกว่าไม้กายสิทธิ์ เสกอะไรก็ได้ ทำผิดกฎหมายเสร็จยึดเสร็จ เขาบอกว่าตัวเองไม่ผิดทำกันแบบนี้ร่ำไป เราจึง พูดคุยกันเสมอว่ารัฐประหารยึดอำนาจเมื่อไรยึดสำเร็จตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ยึดไม่สำเร็จ กลายเป็นกบฏรอถูกดำเนินคดี ถ้าประเทศไทยอยู่กันแบบนี้นั่นคือจะใช้กำลังตัดสินอย่างเดียว ทีนี้ครับผมมีข้อเสนอในเรื่องนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ในเมื่อปัญหาเกิดขึ้น ตรงที่ว่าพี่น้องประชาชนคนไทยเดินทางไปฟ้องศาลอาญาบอกว่าคณะรัฐประหารมีความผิด ฐานกบฏในราชอาณาจักร ศาลบอกไม่ใช่ผู้เสียหาย ดังนั้นเราเขียนลงไปเลยครับเป็นมาตรา ๑๑๓/๑ เขียนลงไปให้ชัดเลยว่าประชาชนคนไทย ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นผู้เสียหายในคดีกบฏ ในความผิดฐานกบฏ ในราชอาณาจักร ถ้าเป็นแบบนี้ศาลท่านจะบอกไม่ใช่ผู้เสียหายไม่ได้แล้ว ต่อไปนี้ยึดอำนาจ เกิดขึ้นปุ๊บผมเดินทางไปฟ้องศาลแน่นอนนะครับ และจะบอกผมไม่ใช่ผู้เสียหายไม่ได้แล้ว กฎหมายบอกว่าเป็นผู้เสียหาย แล้วศาลท่านก็จะวินิจฉัย นี่คือวิธีการแก้ข้อที่ ๑ ทีนี้พอศาล พิจารณาคดีแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาของประเทศไทยก็ยืนยันตรงกันหมดว่ายึดอำนาจ เสร็จแล้วเป็นรัฏฐาธิปัตย์สืบเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๙๐ จนถึงปัจจุบันก็อธิบายแบบนี้ตลอดเวลา ว่ายึดอำนาจสำเร็จแล้ว จริง ๆ แล้วผมเคยศึกษาวิจัยเขียนหนังสือไว้หลายเล่มเกี่ยวกับ เรื่องศาลกับการรัฐประหารว่าศาลในต่างประเทศเขามีวิธีเขียนเหตุผลในคำวินิจฉัยอย่างไร ในการเอาคณะรัฐประหารมาดำเนินคดี แต่ในศาลไทยนั้นยังยึดถือแบบเดิมมาโดยตลอด คือยึดอำนาจเสร็จแล้วเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ถ้าเป็นแบบนี้ลองทดลองดูไหมครับเราเขียน ในรัฐธรรมนูญลงไปเลยครับ เขียนลงไปสักมาตราหนึ่ง สักวรรคหนึ่งให้ชัดว่าห้ามมิให้องค์กร ตุลาการยอมรับการยึดอำนาจการรัฐประหารนั้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เขียนล็อกเอาไว้อย่างนี้เลย อีกมาตรการหนึ่งในทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญควรจะต้องรับรองสิทธิและหน้าที่ของปวงชน ชาวไทยในการต่อต้านรัฐประหาร ผมเอาตัวแบบมาจากรัฐธรรมนูญประเทศหนึ่งนะครับ รัฐธรรมนูญประเทศกรีซซึ่งมีรัฐประหารบ่อยครั้งหลังจากเขากลับสู่ระบบประชาธิปไตยได้ เขาเขียนในมาตราสุดท้ายบอกว่าปวงชนชาวกรีซที่เขาเรียกกันชาวเฮลเลนิก (Hellenic) มีสิทธิ ไม่ใช่แค่สิทธิด้วยนะครับ มีหน้าที่ด้วยครับ มีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้านการแย่งชิง อำนาจสูงสุดของประชาชนไปโดยทุกวิธีการ เขาเขียนแบบนี้นะครับ แล้วนอกจากนั้นยังเขียน ต่อไปว่าในวันที่ระบบปกติกลับเข้ามาเราฟื้นฟูระบบประชาธิปไตยกลับเข้ามาใหม่ให้ดำเนิน คดีอาญาต่อคณะรัฐประหารทันทีโดยไม่มีอายุความ เขาประกาศไว้ในรัฐธรรมนูญแบบนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้คือมาตรการทางกฎหมาย มาตรการในทางรัฐธรรมนูญ ผมพูดมาถึง ตรงนี้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็จะบอกว่าเพ้อฝันอีกแล้วเพราะว่าเขา ยึดอำนาจเมื่อไรเขาฉีกทิ้งทันที พอเขาฉีกทิ้งปุ๊บแล้วจะเหลือกฎหมายอะไรให้เราไปเล่นงาน คณะรัฐประหารก็ฉีกทิ้งหมด ฉีกทิ้งหมดยิ่งคุณเขียนเดี๋ยวผมก็ฉีกเยอะขึ้น คุณเขียนไว้ กี่มาตราป้องกันการรัฐประหารไว้ ยึดอำนาจเมื่อไรฉีกทิ้งหมด ฉีกทิ้งหมด ฉีกทิ้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดวันหนึ่งถ้าเรากลับเข้าสู่ระบบปกติเรายังมีหมุดหมาย เรายังมีสัญลักษณ์ เรายังมีตัวบทรัฐธรรมนูญ ตัวบทกฎหมายที่รับรองเอาไว้อยู่ และเมื่อนั้นเราหาวิธีการ ดำเนินคดีกับคนยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่งก็ไม่สายจนเกินไป ในท้ายที่สุดเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมไปดูประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของหลากหลายประเทศที่เขามีรัฐประหารเกิดขึ้น บ่อยครั้งแล้ววันนี้ไม่มีแล้วจะยุติรัฐประหารได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง จำเป็นต้องมีการรื้อฟื้น เอาผู้ก่อการรัฐประหารมาขึ้นศาลมาดำเนินคดีในศาลและลงโทษให้ศาลที่มีคำพิพากษาลงโทษ สักครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อไรครั้งหนึ่งรัฐประหารจะไม่มีอีกเลย นี่เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศอาร์เจนตินา ที่ประเทศกรีซ ที่ประเทศฝรั่งเศส ที่ประเทศเกาหลีใต้ ที่ประเทศตุรกี เขาทำกันมาแล้วครับ พอเอาคณะผู้ก่อการทั้งหลายกลับมาดำเนินคดีและลงโทษในความผิดฐานกบฏ หลายท่าน เป็นนายพลอายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปีแล้วต้องกลับมาขึ้นศาลแล้วถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิตบ้าง จำคุกในช่วงเวลาหลาย ๆ ปี พอทำอย่างนี้เกิดขึ้นนายทหารรุ่นน้องทั้งหลายก็จะพึงสังวรได้ ว่ายึดอำนาจเมื่อไรหมดอำนาจลงไปแล้วถูกดำเนินคดีได้ตลอดเวลา ถ้าเราทำแบบนี้ได้ ผมมั่นใจจริง ๆ ว่าประเทศไทยจะไม่มีรัฐประหารอีกเลย นายทหารจะกลับเข้าไปสู่กรม กองและเป็นนายทหารมืออาชีพ ท่านประธานครับมีอีกวิธีหนึ่งเช่นเดียวกันคือมาตรการ ในทางระหว่างประเทศ ประเทศในแอฟริกาจำนวนมากเป็นประเทศที่แข่งกับประเทศไทย ในการทำยอดรัฐประหาร เวลาบันทึกกินเนสส์บุ๊ค (Guinness book) บันทึกสถิติกันว่า ประเทศไหนรัฐประหารเยอะนี่ประเทศที่เป็นคู่แข่งเราส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกา แต่ตอนนี้หลายประเทศดูเหมือนว่าของเราจะแซงแล้วและอาจจะแซงได้อีกในไม่กี่ปี เพราะว่า ประเทศในแอฟริกาตอนนี้มีรัฐประหารเกิดขึ้นปรากฏว่าทำไม่สำเร็จ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีความพยายามรัฐประหารหลายครั้งแต่ทำไม่สำเร็จ เขาทำไม่สำเร็จส่วนหนึ่งเพราะว่าองค์กร ที่ชื่อว่าแอฟริกัน ยูเนียน (African Union) เป็นสหภาพของประเทศในแอฟริการวมกัน เขาเข้มงวดกวดขันกับเรื่องนี้มาก ถ้าเกิดรัฐประหารขึ้นมาในประเทศใดอยู่ไม่ได้ ไม่มีใครคบ ประเทศในแอฟริกาจะช่วยกันรุมบอยคอต (Boycott) ไม่คบครับ จนไปต่อไม่ได้ เพราะว่า เขาไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ลำพังในทวีปนั้นโดยที่เพื่อนไม่คบเลยก็เป็นมาตรการแซงชัน (Sanction) มาตรการกดดันกันในทางระหว่างประเทศนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เวลารัฐประหารเกิดขึ้นมักจะมีการใช้อำนาจเผด็จการ จำกัดสิทธิและเสรีภาพ หลายครั้งหลายหนก็มีการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนที่ลุกขึ้นมา ต่อต้าน วิธีการหนึ่งซึ่งในทางระหว่างประเทศเขาคิดค้นกันขึ้นมา นั่นก็คือกำหนดให้ความผิด ต่อมวลมนุษยชาติยกระดับให้เป็นความผิดอาญาระหว่างประเทศแล้วตั้งศาลเฉพาะขึ้นมา ชื่อว่าศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตามธรรมนูญกรุงโรม หลายประเทศไปให้สัตยาบันรับรองอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศไว้ การรับรองอันนี้ไว้ มีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์ตรงที่ว่าผู้มีอำนาจในแต่ละช่วง ในแต่ละเวลาของแต่ละประเทศ หากคุณปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน หากคุณทำผิดอาญาต่อมนุษยชาติ แม้คุณจะนิรโทษกรรม ตัวเองให้ตายอย่างไร คุณก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือของศาลอาญาระหว่างประเทศ วันนี้เผด็จการ จำนวนมากจากหลากหลายประเทศถูกดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่ ถ้าเกิด แบบนี้อย่างน้อยที่สุดคนที่มีอำนาจจะต้องยับยั้งชั่งใจว่าจะเข่นฆ่าประชาชน จะปราบปราม ประชาชนไม่ได้ ประเทศไทยเราพูดเรื่องนี้กันมาหลายสิบปี แต่ในท้ายที่สุดเราก็ยังไม่ให้ สัตยาบัน มักจะอ้างกันว่าเพราะประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุข ดังนั้นลงนามไม่ได้ จากการสำรวจพบว่าประเทศที่มีรูปของรัฐแบบราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขจำนวนมากก็ให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรม ยอมรับ อำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศกัมพูชา ประเทศสเปน ประเทศสวีเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศเหล่านี้ให้การรับรองหมดครับ เพราะฉะนั้นประเทศไทยจึงมีโอกาสที่จะป้องกันการรัฐประหาร การใช้อำนาจเผด็จการ เข่นฆ่าประชาชนโดยใช้กลไกของศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาช่วยได้ ทั้งหมดที่ผมพูดไป ก็จึงเป็นวิธีการป้องกันรัฐประหารทั้งในรูปแบบของการปฏิรูปกองทัพทั้งในรูปแบบของ มาตรการในทางรัฐธรรมนูญ มาตรการในทางกฎหมาย และมาตรการในทางระหว่างประเทศ แต่ทั้งหลายทั้งปวงครับ ท่านประธาน สิ่งที่จะสำคัญที่สุดและจะเป็นยารักษา ยาที่จะกำจัด ไม่ให้รัฐประหารกลับมาเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย สำคัญที่สุดไม่ใช่พวกมาตรการทางกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องแค่เพียงการปฏิรูปกองทัพเท่านั้น แต่นั่นคือการสร้างความคิดแบบใหม่ การสร้าง ความคิด ความเชื่อ จิตสำนึกแบบใหม่ให้กับประชาชนคนไทย ให้กับนักการเมืองไทย ให้กับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้กับข้าราชการทั้งหมด ถ้าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันหนึ่ง พวกเราประชุมกันอยู่มีการยึดอำนาจแล้วพวกเราพร้อมใจกันต่อต้านรัฐประหาร ผมเชื่อว่า คณะรัฐประหารทำไม่สำเร็จ ถ้าวันใดวันหนึ่งการรัฐประหารเกิดขึ้นแล้วพี่น้องประชาชน คนไทยพร้อมใจกันต่อต้านรัฐประหารการรัฐประหารก็จะไม่สำเร็จ ถ้าวันใดวันหนึ่งมีการ รัฐประหารเกิดขึ้น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนทั้งหมดพร้อมใจกันต่อต้าน คณะรัฐประหาร รัฐประหารก็จะไม่มีวันทำได้สำเร็จ ถ้าวันใดวันหนึ่งมีรัฐประหารเกิดขึ้น สื่อมวลชนพร้อมใจกันต่อต้านรัฐประหารการรัฐประหารก็จะไม่มีวันสำเร็จได้ ดังนั้นความสำคัญ ต้องขจัดความคิดมายาคติ ความเชื่อออกไปจากพี่น้องประชาชนคนไทยให้ได้ว่ารัฐประหาร คือยาวิเศษ รัฐประหารคือเรื่องปกติในสังคมไทย เราต้องคิดให้ได้ว่ารัฐประหารเป็นเรื่องผิด รัฐประหารเป็นเรื่องที่ในฐานะพลเมืองคนไทยทั้งหลายต้องออกไปต่อต้านอย่าให้มันเกิดขึ้นอีก ถ้าไม่คิดว่าสู้เพื่อตัวเอง คิดว่าสู้เพื่อลูกหลาน สู้เพื่ออนาคตประเทศไทย เพื่อไม่ให้ประเทศไทย กลับมามีรัฐประหารอีก
ท่านประธานครับ ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดไปในสภาแห่งนี้ก็เพื่อจะนำมาสู่ บทสรุปตรงนี้ พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมย้ำประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสภาแห่งนี้ ตลอดรอบเกือบปีที่ผ่านมาว่า สภาผู้แทนราษฎร ณ เวลานี้เป็นเพียงองค์กรเดียวที่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีแต่พวกเราเท่านั้นละครับที่อยู่ในสภาแห่งนี้ที่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีแต่พวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้เท่านั้นละครับที่เป็นผู้แทน ของราษฎรอย่างสมเกียรติ มีศักดิ์ศรีเต็มภาคภูมิเพราะประชาชนเลือกเรามา ดังนั้นการเสนอ ญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการป้องกันรัฐประหารในสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ก็เพื่อจะเปิดโอกาสอันดียิ่งให้กับผู้แทนราษฎรทุกท่านในสภาแห่งนี้ได้พินิจพิจารณา และตัดสินใจร่วมกันว่าพวกเรามีจุดยืนกับรัฐประหารอย่างไร พวกเราพร้อมจะป้องกัน รัฐประหารไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างไร และอย่างน้อยที่สุดก็เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญครับว่า วันนี้สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปักธงขึ้นแล้วว่าเราจะร่วมกันศึกษาหาแนวทางป้องกัน การรัฐประหาร ผมขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ช่วยกันลงมติให้ความเห็นชอบ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางป้องกันการรัฐประหารเพื่ออนาคตของประเทศไทย เพื่ออนาคตของลูกหลานไทย เพื่ออนาคตของประชาธิปไตยไทย ขอบคุณท่านประธานครับ