ศุภชัย โพธิ์สุ เปิดการประชุมและชี้ประเด็นปัญหาที่ดินทำกินที่ซับซ้อน ทั้งความขัดแย้งแนวเขต ความกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน ปัญหาที่ดินทับซ้อนในพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ รวมถึงความล้มเหลวของระบบข้อมูลแผนที่และการขาดแผนแม่บทการจัดการที่ดินอย่างเป็นเอกภาพ จึงเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและหาแนวทางแก้ไขอย่างบูรณาการและยั่งยืน โดยเสนอให้พิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องร่วมกันและจัดลำดับความสำคัญในการนำเสนอเพื่อความคล่องตัวของกระบวนการประชุม
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกมาประชุมจำนวน ๒๖๐ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุม แล้วนะครับ ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุมนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
เราประชุมวันนี้ก็ถือว่าเป็นการประชุมกรณีพิเศษนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา
เรียนท่านสมาชิกครับ สำหรับการพิจารณาเรื่องที่ค้างพิจารณาในวันนี้จะเป็น การพิจารณากลุ่มญัตติที่ค้างการพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินจำนวน ทั้งสิ้น ๑๔ ฉบับ ประกอบด้วย
๑. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษา หามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนอย่างครบถ้วนเป็นระบบโดยเสนอ ให้เป็นนโยบายวาระแห่งชาติ ซึ่งศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน เป็นผู้เสนอ
๒. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิที่ดินแก่ราษฎร ซึ่งนายธีรภัทร พริ้งศุลกะ เป็นผู้เสนอ
๓. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาที่ดินทำกินและการออกเอกสารสิทธิ ซึ่งนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และ นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน เป็นผู้เสนอ
๔. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ซึ่งนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม กับคณะเป็นผู้เสนอ
๕. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาการออกเอกสารสิทธิและปัญหาที่ดินทำกินของราษฎร ซึ่งนายสาคร เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ
๖. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่ดินป่าไม้ของประเทศ ซึ่งนายนริศ ขำนุรักษ์ เป็นผู้เสนอ
๗. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาที่ดินทำกิน และการออกเอกสารสิทธิที่ดิน ซึ่งนายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ และ นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เป็นผู้เสนอ
๘. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาและหาแนวทางแก้ไขเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการออกเอกสารสิทธิ ซึ่งนางผ่องศรี แซ่จึง และนายสิงหภณ ดีนาง เป็นผู้เสนอ
๙. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการออกเอกสารสิทธิให้แก่ราษฎร ซึ่งนางบุญรื่น ศรีธเรศ กับคณะเป็นผู้เสนอ
๑๐. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ซึ่งนายประสงค์ บูรณ์พงศ์ เป็นผู้เสนอ
๑๑. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับที่ดินทำกินของประชาชนและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ซึ่งนายสฤษดิ์ บุตรเนียร และนายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ เป็นผู้เสนอ
๑๒. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาเรื่องการออกเอกสารสิทธิและที่ดินทำกิน ซึ่งนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เป็นผู้เสนอ
๑๓. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรทับซ้อนในเขตที่ดินของรัฐและการแก้ไขปัญหา ที่ดินทั่วประเทศ ซึ่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้เสนอ
๑๔. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาการออกเอกสารสิทธิและปัญหาที่ดินทำกินของราษฎร ซึ่งนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นผู้เสนอ
ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องในทำนองเดียวกันน่าจะนำมาพิจารณาร่วมกันนะครับ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ปัญหาที่ ๒ ความขัดแย้งในเรื่องของแนวเขตที่ดิน แนวเขตที่ดินที่ประกาศ อย่างเป็นทางการนั้น ได้มีการประกาศต่างกรรมต่างวาระจึงมีความไม่ชัดเจน มาตราส่วนต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนกัน สุดท้ายแล้วเกิดการทับซ้อนของแนวที่ดินแล้วเกิดข้อพิพาทระหว่างแนวเขต ที่ดินขึ้น ระหว่างรัฐกับประชาชนโดยเฉพาะ ระหว่างที่สาธารณะกับที่เอกชนเป็นต้น
ปัญหาที่ ๓ การกระจายการถือครองที่ดิน ที่ดินของเรานั้นส่วนใหญ่ตกอยู่กับ คนบางกลุ่มเท่านั้น ท่านประธานครับ ร้อยละ ๕๐ ของที่ดินในประเทศของเรา ประชาชน ที่ถือครองนั้นมีไม่ถึง ๑ ไร่ ในขณะที่ที่มากกว่า ๕ ไร่นั้นมีเพียง ๒๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ถ้าพูดให้ถึงที่สุดที่ดินขนาดมากถือครองโดยคนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ นี่เป็นปัญหาเรื่องการกระจายการถือครองที่ดิน
ปัญหาที่ ๔ การไร้ที่ทำกิน ผู้มาลงทะเบียนที่ไม่มีที่ทำกินมีจำนวนกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ราย สภาพความเป็นจริงที่ดินที่นำมาจัดสรรนั้นเป็นที่ดินที่มีสภาพไม่เหมาะสม ขาดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้นทำไม่ได้อย่างเต็มที่ และยิ่งไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่เหล่านั้นก็มีความล่าช้า การดำรงชีวิตของประชาชน เป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงส่งผลให้การจัดสรรที่ดินที่รัฐจัดให้กับประชาชนนั้น ไม่เกิดประโยชน์ตามเจตนารมณ์ที่ควรจะเป็น
ปัญหาที่ ๕ การไม่ทำประโยชน์ในที่ทำกินหรือการใช้ที่ทำกินไม่เต็มศักยภาพ ท่านประธานทราบไหมว่าในวันนี้พื้นที่นาร้างของประเทศมีมากกว่า ๑ ล้านไร่ เนื่องจาก เจ้าของที่ดินไม่ยอมให้เช่าที่ดินที่เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายควบคุมค่าเช่าที่ดิน เพื่อการเกษตรเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ที่ดินของเราไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ให้กับ การพัฒนาเศรษฐกิจและเทศชาติของเรา
ปัญหาที่ ๖ การถือครองที่ดินขนาดใหญ่ วันนี้การถือครองที่ดินขนาดใหญ่ ในลักษณะที่เป็นโฉนดกว่า ๒๐๐ ไร่นี้ ตั้งแต่ ๒๐๐ ไร่ขึ้นไปมีถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ น.ส. ๓ ที่มากกว่า ๒๐๐ ไร่มีถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการถือที่ดินดังกล่าวขนาดใหญ่นี้ มีผลอย่างยิ่งกับประเทศไทยของเรา แล้วก็มาตรการที่เราพยายามจะแก้ไขไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของภาษีก้าวหน้าก็ยังไม่มีผลสำเร็จ
ปัญหาที่ ๗ ที่เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือปัญหาการบริหารจัดการ ปัญหา ของเรานั้นส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ หรือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า กับบุคคลบางกลุ่มที่มีการร้องเรียนมากกว่าการแก้ไขปัญหาระยะยาว ประเทศไทย ขาดแผนการใช้ที่ดินที่เป็นกรอบการใช้ที่ดินของประเทศ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือประเทศไทย ไม่มีผังประเทศว่าเราต้องการเห็นประเทศไทยของเราเป็นอย่างไรตลอดไปแบบยั่งยืน และทำให้คนไทยในอนาคตในรุ่นต่อ ๆ ไปสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุข ในเวลาเดียวกัน รักษาสถานภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ได้ องค์กรต่าง ๆ ของรัฐมีกฎหมายต่าง ๆ แตกต่างกันหลายฉบับ ทำให้ไม่สามารถที่จะนำมาเป็นองค์รวมในการแก้ไขปัญหา ได้อย่างครอบคลุมในการบริหารที่ดินของประเทศ จากปัญหาดังกล่าวท่านประธานครับ เมื่อเราไปดูถึงสาเหตุที่มาของความขัดแย้งในเรื่องของการจัดการที่ดิน
ประการแรก จะพบว่านโยบายของรัฐไม่มีเอกภาพ สิ่งที่เราพูดกันเสมอก็คือ วันหนึ่งนโยบายหลายปฏิบัติ หน่วยงานต่าง ๆ ที่ปฏิบัตินโยบายของรัฐบาลก็จะมีวิธีการ และมาตรการที่แตกต่างกันไป ไม่มีเอกภาพ ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหา การกำหนดนโยบายของรัฐมีหลักเกณฑ์มาก เช่นหลักเกณฑ์ในเรื่องเวลา ตัวที่เราพูดกันมาก ก็คือ พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่เราพูดถึงเรื่องของการครอบครองที่ดินแล้วก็ออกกฎหมายหลังจากนั้น นี่ก็เป็นปัญหาครับ โดยเฉพาะในเรื่องของป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ ในเกณฑ์วิชาการ มีการทับซ้อนของพื้นที่บางส่วนที่มีเอกสารสิทธิจึงทำให้พื้นที่ป่าของเรามีผู้ถือครองที่ดิน กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปจนยากแก่การที่จะตรวจสอบแนวเขต แล้วปัญหาที่ว่านั้นก็มีความถูกต้อง มากน้อยเพียงใด ก็ยังไม่มีใครสามารถที่จะชี้ชัดได้
สาเหตุประการที่ ๒ คือการขาดเครือข่ายของระบบข้อมูลที่ดินครับ สาเหตุ เกิดจากระบบข้อมูลที่ดินนั้น โดยเฉพาะระบบแผนที่ที่แต่ละหน่วยงานใช้นั้นมีมาตราส่วน ที่แตกต่างกัน บางหน่วยงานใช้แผนที่ ในมาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ บางหน่วยงานใช้ ๑ : ๕๐๐๐ เมื่อมีการตรวจสอบแนวเขตจึงทำให้ เกิดการดำเนินการเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า ป่าทับคน หรือบางครั้งก็คนทับป่า เป็นต้น จึงต้องใช้เวลายาวนานมากในการพิสูจน์การถือครอง การใช้เวลายาวนานนี้ในการที่จะพิสูจน์ทราบนั้นก็มักจะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งที่เรา ไม่สามารถแก้ไขได้ในเวลาอันสมควร เกิดการสะสมของปัญหาที่มากขึ้นแล้วก็รุนแรงมากขึ้น ระบบข้อมูลที่ดินของหน่วยราชการต่าง ๆ ยังไม่ได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกัน จึงทำให้ เกิดการอ้างที่เกิดประโยชน์เฉพาะบางส่วนและนำไปสู่ปัญหาแก้ไขไม่ได้
สาเหตุประการที่ ๓ ก็คือมาตรการการควบคุมการใช้ที่ดินไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีที่ดินที่เหมาะสมอีกมากมายเพื่อการเกษตร แต่ถูกทิ้งร้างไว้ไม่ใช้ประโยชน์จำนวนมาก แต่มีประชาชนบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ที่มีการสงวนคุ้มครองเพื่อการทำมาหากิน สิ่งเหล่านี้ ก็เกิดปัญหาขึ้น ข้อเสนอแนะในเรื่องของภาษีก้าวหน้า ภาษีที่ดินที่ได้ออกมาบ้างแล้วก็ยัง ไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม การใช้ที่ดินในพื้นที่ราบสูงหรือพื้นที่สูงชัน พื้นที่ ที่มีความลาดเทโดยไม่มีการอนุรักษ์ดินแล้วก็น้ำที่เป็นพื้นที่ผิวดินตอนบน จึงทำให้ในฤดูฝน ที่มีการชะล้างทำลายล้างแล้วก็เกิดการสไลด์ (Slide) ของดินและเกิดความเสียหายตามที่เราเห็น เป็นประจำ
สาเหตุประการที่ ๔ ที่สำคัญคือผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มไม่มีส่วนในการบริหาร จัดการที่ดิน ทั้งนี้เพราะรัฐพยายามป้องกันและลดความขัดแย้งด้วยวิธีการต่าง ๆ มาโดยตลอด แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะว่ารัฐเป็นผู้ดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ไม่ได้เข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
จากเหตุผลดังกล่าวทั้งหมด ผมอยากจะขออนุญาตที่จะชี้กับท่านประธาน ให้เห็นว่าการดำเนินงานของภาครัฐที่ไม่สำเร็จนั้นมันมีกลไกที่เป็นปัญหาในหลายเรื่อง เช่น กระบวนการพิสูจน์สิทธิเพื่อการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทนั้นมีความล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ ไม่มีพื้นที่รองรับประชาชนและชุมชนที่จะเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่สงวน หวงห้าม รวมทั้ง มีการต่อต้านและคัดค้านของประชาชนกันเอง การขาดบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอ ในการดำเนินงาน การขาดการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังและต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลย การปฏิบัติหน้าที่ที่ใช้อำนาจหน้าที่ในการที่จะแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบก็ปรากฏให้เห็น เช่นเดียวกัน และที่สำคัญก็คือเป็นผลทำให้ประชาชนที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ หวงห้ามนั้นมีจำนวนมาก ทั้งนี้ปัญหาความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในสังคมนั้น ก็มีลักษณะที่รัฐไม่สามารถที่จะแก้ไขได้โดยลำพัง การมุ่งประโยชน์ในการป้องกันและสงวน รักษาที่ดินของรัฐเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน นี่เป็นแนวคิดที่เป็น ปัญหา การขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและการรับรองสิทธิของประชาชน ชุมชนในการจัดการที่ดินร่วมกับภาครัฐก็เป็นสิ่งที่ขาดแคลนหรือไม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นจากเหตุผลและการวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวผมขออนุญาตสรุปกับท่านประธาน ว่าปัญหาที่ดินทำกินมีความหลากหลายมิติ หลากหลายด้าน ตั้งแต่การบุกรุกที่สงวนหวงห้าม ของรัฐ แนวเขตที่ดินทำกินที่เห็นต่างกัน การกระจายการถือครองที่ดิน การไร้ที่ทำกิน ของประชาชน การไม่นำประโยชน์ที่ดินหรือการใช้ที่ดินไม่เต็มศักยภาพ การถือครองที่ดิน ขนาดใหญ่ของคนจำนวนน้อยจนถึงการบริหารจัดการที่ดินของประเทศหรือภาครัฐ ทั้งหมดนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขด้วยแนวคิดที่รวบยอดหรือที่เรียกในภาษาวิชาการว่าโฮลิสติก แอปโพรช (Holistic approach) ถ้าเราไม่มองปัญหาเป็นองค์รวมและค้นหาแนวทาง ตลอดจน มาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างครบถ้วนเช่นกล่าวนี้ เราก็จะไม่มีวันที่จะแก้ไขปัญหาได้ ผมคิดว่าหมดเวลาแล้วสำหรับการแก้ไขปัญหาเป็นส่วน ๆ เป็นชิ้น ๆ ที่เราทำมาในเวลา หลายสิบปี มันไม่ได้แก้ปัญหาครับท่านประธาน มันกลับสะสมปัญหาและสร้างปัญหาใหม่ ให้เกิดขึ้น ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมจึงเห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินคือการแก้ไข ปัญหาพื้นฐานของความเป็นธรรมทางสังคม การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินคือการดึงศักยภาพของ ที่ดินและความยากจนของเกษตรกรออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เดินไปข้างหน้า การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อความเข้มแข็ง ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเพื่อการสร้างอนาคต ของคนไทยทุกคน ด้วยเหตุผลดังกล่าวครับท่านประธาน ผมจึงขออนุญาตเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อศึกษาปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนอย่างเป็นระบบและให้เป็นวาระของชาติตามที่ ได้นำเสนอท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ โดยเฉพาะเรียนเจ้าของญัตตินะครับ ถึงแม้จะไม่มีข้อบังคับว่าการนำเสนอญัตติ ใช้เวลากี่นาทีก็ตาม แต่เนื่องจากว่ามีท่านสมาชิกยื่นญัตติทั้งหมดถึง ๑๔ ญัตติ แล้วก็คิดว่า ท่านสมาชิกเราให้ความสนใจที่จะอภิปรายเรื่องนี้จำนวนมาก ฉะนั้นขอพวกเราได้นำเสนอ แบบสั้นกระชับเพื่อที่จะได้ให้สำเร็จลุล่วงโดยรวดเร็ว ต่อไปเป็นญัตติที่ ๒
ญัตติที่ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิที่ดินแก่ราษฎร (นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ เป็นผู้เสนอ)
(เรื่องตามระเบียบวาระหมายเลข ๕.๒-๕.๑๑ ค้างมาจากการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒
เนื่องจากว่า ในญัตติที่ ๕ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การออกเอกสารสิทธิและปัญหาที่ดินทำกินของราษฎร (นายสาคร เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ) ได้รับทราบว่าท่านสาคร เกี่ยวข้อง นั้นป่วยไม่สามารถที่จะมานำเสนอญัตติด้วยตัวเองได้ จึงขอมอบหมายให้ท่านธีรภัทร ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อร่วมเสนอญัตติที่ ๕ ด้วย ให้เป็นผู้นำเสนอ แทน ฉะนั้นท่านธีรภัทรก็เสนอญัตติทั้ง ๒ ญัตติด้วยนะครับ เชิญครับ