อนุรักษ์ ชี้ปัญหาที่ดินมุกดาหารเรื้อรัง ขอเร่งออกสิทธิ์ให้ประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓

อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ หารือปัญหาที่ดินทำกินในจังหวัดมุกดาหารที่เกิดข้อพิพาทกับหน่วยงานรัฐ โดยเสนอแนวทางแก้ไขผ่านโครงการให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในที่ราชพัสดุระยะยาว 100 ปี เพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมทั้งต่อรัฐและประชาชน

นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ มุกดาหาร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เรื่องที่ดินทำกินมันมีทุกจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดมุกดาหารในพื้นที่ผมนี่ เมื่อคราวที่แล้วที่ผมได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมก็แก้ปัญหาได้ ๑ ตำบล ๑ ตำบลนั้นเป็นหมู่บ้านทหารผ่านศึก ตำบลดงหมู อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร โครงการนี้เป็นโครงการหมู่บ้านทหารผ่านศึกให้ทหารผ่านศึกที่ไปรบมาแล้วก็ไม่มีทำกิน ให้ครอบครัวละ ๑๕ ไร่ แต่พอโครงการออกไปทำอะไรเสร็จแล้วสรุปแล้วที่หมู่บ้านทหารผ่านศึก กลายเป็นที่อยู่ในที่ป่าไม้ก็เลยทำอะไรไม่ได้ ก็อยู่กันมาตั้งหลายสิบปีแล้วก็อยู่ในบ้านดงหมู ทั้งหมู่บ้านมีทั้งวัด มีทั้งโรงเรียนทุกอย่างหมดครับ ผมก็ได้นำกรมทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเข้าไปตรวจสอบ ฉะนั้นแสดงว่าหมู่บ้านทหารผ่านศึกอยู่มาก่อน พ.ร.บ. ป่าไม้ ทางรัฐบาลก็เลยออกเอกสารสิทธิให้จบไปแล้ว คือหมู่บ้านทหารผ่านศึก ตำบลดงหมู อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร แต่ในจังหวัดมุกดาหารในเขตพื้นที่ผมยังมีอีกหลาย หมู่บ้านที่ยังมีข้อพิพาทกับทางราชการก็คือตำบลดงเย็น อำเภอเมือง ตำบลดงเย็น อำเภอเมืองนี่ทั้งตำบล ตอนนี้เป็นเทศบาลตำบลดงเย็นแล้วทั้งเทศบาลตำบลดงเย็นนี่อยู่ใน ที่ป่าไม้หมด ฉะนั้นมันเป็นไปได้อย่างไร อีกที่หนึ่งเป็นตำบลสามขา อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร พี่น้องประชาชนอยู่มา ๒๐๐ ปีแล้ว อยู่มา ๒๐๐ ปีป่านนี้ยังไม่ไปมาถึงไหน ทำอะไรก็ไม่ได้ก็อ้างว่า ๒๐๐ ปีชาวบ้านอยู่ ไม่มีเอกสารสิทธิ ฉะนั้นผมว่าสภาผู้แทนราษฎรเราทุกรัฐบาลก็ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาแก้ปัญหา ที่ดินทุกรัฐบาล แก้ได้มากได้น้อยมันก็อยู่ที่ใครจะเข้าถึงรัฐบาลหรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้น ท่านลองดูว่าถ้าเรายังมัวมาพูดแต่เรื่องการแก้ปัญหาที่ดินทำกินมันไม่จบ เพราะแต่ละที่ก็ต้อง ออกกฎหมายแต่ละฉบับไม่เหมือนกัน ตั้งแต่เช้าผมนั่งฟังการเสนอแนะการออกเอกสารสิทธิ ผมไม่เห็นมีใครแนวคิดเหมือนผม ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าถ้าผมคิดนะครับ ผมแก้ปัญหา นำไป เสนอต่อทางกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ ฉะนั้นผมว่าถ้าผมเข้าไปเป็นกรรมาธิการแต่มันเต็มแล้ว ผมก็ไม่ได้เป็น แต่ว่าผมเสนอแนะไปว่าวิธีคิดของผม ผมว่าปัญหาทั้งหมดมันก็เป็นปัญหา ระหว่างประชาชนกับรัฐ แต่ละที่จะมีปัญหาแตกต่างกันไปเพราะเป็นที่ป่าไม้บ้าง ที่ ส.ป.ก. บ้าง ที่อะไรบ้างเยอะแยะมันแตกต่างกันไป ถ้ากรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ออกข้อกำหนดว่า ใครยอมรับว่าที่ดินอยู่ในที่ของหลวงก็เอามาเข้าโครงการ อันนี้พูดถึงทั้งประเทศเลยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดมุกดาหาร มาเข้าโครงการ เข้าโครงการเราอาจจะให้กำหนดสัก ๖๐ วัน พอเข้าโครงการเสร็จกรมที่ดินมีระบบจีพีเอส (GPS) อยู่แล้วว่าใครอยู่ตรงไหน ฉะนั้นใครเข้า โครงการก็ออกเอกสารสิทธิให้เขาเลยเป็นที่ราชพัสดุ ไม่ได้เป็นที่ราษฎรครับ เป็นที่ราชพัสดุ แต่ให้เจ้าของที่อยู่ที่เข้าโครงการนั้นทำกิน ทำกินไปมีระยะเวลา ๑๐๐ ปี ข้าราชการที่จะไป ออกเอกสารพวกนี้พอออกมาเป็นที่ราชพัสดุเขาก็ไม่กลัวเพราะออกเป็นที่หลวง แต่ถ้าแต่ละที่ จะไปเถียงเพื่อจะชนะหรือไปฟ้องร้องกันเพื่อจะชนะราชการ ไม่มีประชาชนฟ้องแล้วชนะ ราชการได้ เพราะเอกสารพวกนี้ หรือว่าข้อกำหนด ข้อระเบียบของทางราชการประชาชน สู้ไม่ได้อยู่แล้ว ฟ้องส่วนใหญ่จะแพ้หมด ฉะนั้นถ้าออกไปตามโครงการที่ผมว่าพอออกเป็น เอกสารสิทธิแล้ว เป็นที่ราชพัสดุแล้วก็ให้เขาทำกินไป ๑๐๐ ปี ฉะนั้นราษฎรก็จะเอาที่ที่ได้ สิทธิการเช่า ๑๐๐ ปีไปจำนองได้ ไปเปลี่ยนแปลงเป็นทุนได้ ไปเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรได้หมด ฉะนั้นพื้นที่ในจังหวัดมุกดาหาร ผมสอบถามทุกที่ที่มีที่ดินทำกินและมีปัญหาพิพาทกับ ราชการทุกคนเอาหมด เอาตามที่ผมเสนอแนะหมดว่าเอาเลยเขาก็ยอมจะเข้าโครงการ แล้วก็มารังวัดกันแล้วออกเป็นที่ของราชพัสดุไปเลย แต่ว่าต้องให้เขากินไป ๑๐๐ ปีนะ พอครบกำหนด ๑๐๐ ปี ถ้าเขาจะเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ จะต้องมาขอทางราชการ เพราะบางทีอนาคตที่ตรงนั้นมันอาจจะเจริญครับ การเปลี่ยนแปลงที่ทำกินให้เป็นที่อย่างอื่น ก็จะต้องให้ราชการอนุญาต ฉะนั้นวิธีการเช่าต้องแพงขึ้นถ้าเป็นเชิงพาณิชย์ ฉะนั้นผมเรียนว่า ถ้าทำอย่างที่ผมกราบเรียนนี้ได้ผมเชื่อว่าจะแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบัน นี้ให้หมดไป ดังนั้นประกาศแล้วก็เป็นไปตามที่ผมเรียนนั้น ผมว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อสภา เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง สภาก็จะไม่ต้องมาตั้งกรรมาธิการ แก้ปัญหาที่ดินแห่งชาติขึ้นมาอีกแล้ว ฉะนั้นใช้โดยวิธีนี้ เขาเรียกว่ามองโดยสังคมรวมครับ อย่างที่ที่พูดมานี่เป็นการพูดแต่ล่ะที่แต่ละอัน แต่วิธีเสนอแนะไม่เหมือนกัน แต่ผมเสนอแนะว่า ถ้าออกเป็นที่ราชพัสดุแล้วทางราชการก็สบายใจ ออกไปแล้วก็ยังเป็นของหลวงอยู่ แต่ก็ขอให้ ชาวบ้านที่อยู่นั้นได้ทำกินไป ชาวบ้านก็สบายใจว่ามีที่รั้วรอบขอบชิดสามารถเอาเอกสารนั้น ไปดำเนินการจำนองธนาคารเอาเงินมาทำทุนทำอะไรได้หมดครับ อันนี้ผมก็กราบเรียน ผ่านท่านประธานสภาไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อจะนำข้อคิดนี้ ทำได้ไม่ได้ก็ลองดูครับ ผมเชื่อว่าทุกคนอาจจะมีความคิดที่แตกต่างกัน แต่ว่าในความคิดของผมนั้น ผมเชื่อว่า มันถูกต้องส่วนหนึ่งหรืออาจจะมีวิธีขัดระเบียบแก้ไขอย่างไรก็สามารถไปปรับปรุงให้เป็นไป ตามที่ผมเสนอแนะนั้นได้เพื่อจะเป็นประโยชน์ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ