นริศ ขำนุรักษ์ เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาดินทำกินและป่าไม้ โดยชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมในการถือครองที่ดินและการขาดการแบ่งโซนนิ่งที่เหมาะสม พร้อมระบุว่ากฎหมายปัจจุบันมีช่องโหว่และไม่ทันสมัยจนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นริศ ขำนุรักษ์ ยกตัวอย่างโครงการที่สูญเสียพื้นที่อย่างหนัก เช่น การจัดหมู่บ้านชายแดน ส.ป.ก. และนิคมสร้างตนเอง รวมถึงปัญหาทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งทำให้ประชาชนเสียเปรียบ จึงเสนอให้คณะกรรมาธิการทบทวนโครงการรัฐ จัดทำแนวเขตป่าให้ชัดเจน และคืนพื้นที่ราชการที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์สู่ประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการแก้ไข ปัญหาที่ดินทำกินและที่ดินป่าไม้ของประเทศ ร่วมกับเพื่อนสมาชิกอีกหลายญัตติในวันนี้ เพราะว่าปัญหาที่ดินป่าไม้ ปัญหาที่ดินทำกินเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องยาวนานและยังเป็นปัญหา อยู่ในขณะนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีที่ดินทำกิน ที่ดินทั้งหมดของประเทศถึง ๓๒๐ ล้านไร่ และมีประชากรถึง ๗๐ ล้านคน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะมองว่ามากก็ไม่มากแต่ว่าก็ไม่น้อย หากเปรียบเทียบกับบางประเทศจะพบว่ามีบางประเทศพื้นที่น้อยกว่าประเทศไทยและ มีประชากรมากกว่าประเทศไทย แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลน ความยากจนและความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกินก็มีหลายประเทศ และบางประเทศ มีพื้นที่ใหญ่กว่าเรา ประชาชนน้อยกว่าเราก็ยังมีปัญหาที่ดินทำกิน แต่สำหรับประเทศไทยแล้วต้องยอมรับว่าขณะนี้ปัญหาที่ดินทำกินยังเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สาเหตุสำคัญที่เป็นสาเหตุหลัก ๆ ของปัญหาที่ดินทำกิน ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรมนี่ก็เป็นปัญหา ที่สำคัญ บางคนมีที่ดินมากเกินไป บางบริษัทเอกชนมีที่ดินมากเกินไป บางคนมีที่ดิน น้อยเกินไป และคนจำนวนมากไม่มีที่ดินแม้แต่จะอยู่อาศัย นี่คือปัญหาความไม่เป็นธรรม ในการถือครองที่ดินนะครับ เพราะเราครอบครองที่ดิน ถือครองที่ดินโดยเสรี ไม่มีการจำกัด การถือครองที่ดินเหมือนบางประเทศ
เรื่องที่ ๒ ไม่มีการโซนนิง (Zoning) ที่ดินของประเทศที่มีความเหมาะสม และศักยภาพของที่ดินนะครับ เราไม่เคร่งครัดในเรื่องว่าที่ใดควรเป็นป่าและจำนวนเท่าใด ที่ใดเป็นที่ทำกินทางการเกษตรอยู่ตรงไหนและจำนวนเท่าไร ตรงไหนควรเป็นที่อยู่อาศัย และตรงไหนควรเป็นที่อุตสาหกรรม เราก็ไม่ได้เคร่งครัดอะไรมากมาย ปัญหาการสูญเสีย ที่ดินในเรื่องของโซนนิง (Zoning) ก็ถือว่าเป็นการสูญเสียที่ดินที่เกิดปัญหานี้ไม่น้อยนะครับ
เรื่องที่ ๓ ปัญหาระเบียบและข้อกฎหมาย กราบเรียนท่านประธานครับว่า กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินได้ โดยสรุปก็คือไม่สามารถตอบโจทย์ ปัญหาที่ดินป่าไม้และปัญหาที่ดินทำกินได้แต่อย่างใด กฎหมายที่มีอยู่มีช่องโหว่ให้บางคน หาผลประโยชน์ได้ผลประโยชน์จากกฎหมายที่ดินที่มีอยู่และภาษีที่ดินที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ ก็ไม่เหมาะสม ไม่ทันสมัย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินได้ การใช้ที่ดินที่ไม่เป็น ศักยภาพก็เป็นปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน เพราะประเทศไทยมีตัวเลขรายงานบอกว่าเราใช้ที่ดิน เพียง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เราทิ้งร้างที่ดินไว้ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่น สวนยางพารา พื้นที่ใต้สวนยางพารามีมากมายเราสามารถปลูกพืชสมุนไพร ปลูกเครื่องเทศได้แต่ว่า เราก็ปล่อยทิ้งร้างเอาไว้ รวมทั้งนาข้าวนอกฤดูกาลเรายังสามารถทำอะไรได้มากมาย แต่ว่า เราก็ไม่ได้ทำให้เต็มศักยภาพ ปัญหาที่ดินป่าไม้เกิดจากการเพิ่มของประชากร ซึ่งเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่รับทราบทั่วไปครับ จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมาต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่ม ต้องการ ที่ทำกินเพิ่ม ต้องการที่พักผ่อนหย่อนใจ ต้องการพื้นที่สีเขียว ต้องการพื้นที่ป่ามากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นหลักทั่ว ๆ ไปนะครับ และสำคัญที่สุดก็คือเราได้สูญเสียที่ดินป่าไม้ ที่ดินทำกิน จากนโยบายของรัฐหลายนโยบายที่ผ่านมา ครั้งหนึ่งในปี ๒๕๒๔ เราสูญเสียที่ดินป่าไม้ ที่ดินทำกินจากการจัดหมู่บ้านชายแดนตามนโยบายป้องกันประเทศ ป้องกันตนเอง เราจัดหมู่บ้านป้องกันตนเองไทย-ลาว ไทย-พม่า ไทย-มาเลเซีย รวมทั้งหมด ๒๔ หมู่บ้าน จำนวนพื้นที่ที่สูญเสียไปกับโครงการนี้มากมายทีเดียว เรามาสูญเสียที่ดินป่าไม้ในโครงการ การจัดที่ดินเพื่อการครองชีพของกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็อีกหลายสิบล้านไร่ นี่ก็ถือว่าเป็น การสูญเสียที่ดินทำกิน ที่ดินป่าไม้ในปี ๒๕๑๑ เราสูญเสียที่ดินทำกิน ที่ดินป่าไม้จาก ส.ป.ก. ปี ๒๕๑๘ เพราะกรมป่าไม้ได้มอบที่ดินให้ ส.ป.ก. ไป ๔๔ ล้านไร่ ส.ป.ก. จัดสรรได้ ไม่มากครับ แต่ว่าส่งคืนกรมป่าไม้เพียง ๘ ล้านไร่ ที่เหลือมีการบุกรุกและไม่เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของ ส.ป.ก. มีการปล่อยปละละเลยเป็นจำนวนมาก เราสูญเสียที่ดินจากมติ ครม. วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ เจ้าหน้าที่ไปสอบสวนสิทธิ ขณะนี้ ยังไม่เสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ปล่อยให้คนที่บุกรุกที่ดินโดยไม่ชอบยังครอบครองและขยาย มากยิ่งขึ้น นี่ก็ถือว่าเป็นการสูญเสียที่ดินสำคัญอีกโครงการหนึ่ง เราได้สูญเสียที่ดินทำกิน ที่ดินป่าไม้ในโครงการนิคมสร้างตนเอง ในปี ๒๕๑๑ จำนวนถึง ๔๔ แห่ง ๓ ล้านกว่าไร่ ซึ่งถือว่า เป็นการสูญเสียครั้งสำคัญเช่นกัน เราสูญเสียที่ดินป่าไม้ ที่ดินทำกินจากการทุจริตของ เจ้าหน้าที่รัฐไปจำนวนมากมาย นี่ต้องยอมรับครับ มีรายงานจาก ป.ป.ช. เมื่อปี ๒๕๖๑ ว่า มีเรื่องร้องเรียนมีเรื่องที่ ป.ป.ช. รับเรื่องเข้ามาพิจารณาเรื่องปัญหาการหาประโยชน์จากเรื่อง ที่ดินถึง ๑๔,๓๔๘ เรื่อง ซึ่งไม่น้อยเลยนะครับ
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องหาผลประโยชน์จากเรื่องที่ดิน ทำกิน ปรากฏรายงานของ สตง. เมื่อปี ๒๕๕๙ ว่ามีการจัดทำโครงการนาบันไดในพื้นที่ จังหวัดน่าน โครงการ ๒๑๙ ไร่ สตง. รายงานบอกว่าทำจริงเพียง ๖๒ ไร่ โครงการดำเนินการ ขุดปรับแต่งพื้นที่ ๒๒๐ ไร่ ทำจริง ๕๘ ไร่ โครงการติดตั้งระบบน้ำเข้าสู่นาของโครงการ นาขั้นบันไดที่จังหวัดน่าน พื้นที่ ๒๒๑ ไร่ ทำจริง ๕๘ ไร่ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผู้รับผิดชอบในโครงการนี้คือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คนที่ทุจริตเรื่องนี้ ตามรายงานของ สตง. ยังมีอำนาจวาสนาอยู่ในกระทรวงจนถึงขณะนี้ครับ ไม่มีการสอบสวน เอาจริงการทุจริตในครั้งนี้แต่อย่างใด รวมทั้งเราได้สูญเสียพื้นที่ทำกินพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ สวนป่าของประเทศ พื้นที่สวนป่าของประเทศมีมากมายครับ แต่ขณะนี้เหลือที่เป็นสภาพป่า อยู่น้อยมาก ปล่อยปละละเลยให้มีการบุกรุกจนไม่สามารถที่จะส่งมอบคืนไปให้หน่วยงานอื่น ได้เลยครับ เช่นพื้นที่สวนป่าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชดูแล มีการให้ส่งมอบ ไปยังกรมป่าไม้ ส่งมอบไม่ได้ กรมป่าไม้ไม่รับ เพราะว่าไม่เหลือสภาพป่าอยู่ ปล่อยปละละเลย ให้มีการเข้าบุกรุกทำลาย เราได้สูญเสียพื้นที่ป่าโดยการปล่อยปละละเลยให้มีการเสื่อมโทรม หลายพื้นที่ ยกตัวอย่าง ม่อนแจ่ม ภูทับเบิก ซึ่งเป็นข่าวคราวอยู่ในขณะนี้ เรียนท่านประธาน ว่าม่อนแจ่มไม่ได้มีความผิดเพียงเดือนนี้หรือปีนี้นะครับ ความผิดนี้เกิดต่อเนื่องมาหลายสิบปี แต่ข้าราชการที่ปล่อยปละละเลยก็ยังอยู่ได้อย่างมีความสุขจนถึงวันนี้ วันนี้ม่อนแจ่มเป็น ปลายทางเท่านั้นเอง ผมจึงขออนุญาตได้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมาธิการที่จะเกิดขึ้น หลังการพิจารณาเรื่องนี้ว่าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ที่ดินป่าไม้ ๑. ตามข้อเสนอของ เพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้าผม คือต้องจัดทำแนวเขตพื้นที่ป่าให้ครบถ้วนเรียบร้อย ซึ่งมีไม่มากแล้วนะครับ แนวเขตป่าเหลือไม่เท่าไรแล้ว เพราะว่าป่าส่วนใหญ่ก็มีแนวเขตเป็น แนวธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้าไม่สามารถจัดทำแนวเขตป่าให้ครบถ้วน ชัดเจน ปัญหาที่ดินทำกิน ก็ไม่มีวันที่จะจบสิ้นลงได้ ความขัดแย้งระหว่างพี่น้องประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังเป็น ความขัดแย้งต่อไป ๒. ต้องจัดทำโซนนิง (Zoning) ขนาดใหญ่ แบ่งพื้นที่ว่าที่ใดเป็นที่ทำกิน ที่ใดเป็นที่อยู่อาศัย ที่ใดเป็นที่อุตสาหกรรม ที่ใดเป็นที่ส่วนกลางสาธารณะ พื้นที่ป่า พื้นที่ สีเขียวต้องมีความชัดเจน ๓. ต้องทบทวนแก้ไขโครงการรัฐในหลาย ๆ โครงการที่ผ่านมา รัฐมีโครงการหวังที่จะแก้ปัญหาที่ดิน แต่ว่าบางปัญหามีการทุจริต บางคนได้โครงการรัฐ เกือบทุกโครงการ แต่ว่าได้เสร็จแล้วก็ขาย แล้วก็สร้างปัญหาใหม่ อยากให้กรรมาธิการ ได้พิจารณาศึกษาทบทวนโครงการ สทก. ของกรมป่าไม้ โครงการตามมติ ครม. วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ เข้าไปดู ส.ป.ก. อยากให้กรรมาธิการไปศึกษาเรื่องนิคมสร้างตนเอง อยากให้ คณะกรรมาธิการเข้าไปดูสหกรณ์ พื้นที่สหกรณ์การเกษตร ผมจึงขอฝากให้ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาทบทวนการใช้พื้นที่ของส่วนราชการ บางส่วนราชการมีพื้นที่ไม่ใช้ประโยชน์มากมาย อยากให้เอาพื้นที่ที่ราชการครอบครองเอาไว้ มาให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ประโยชน์เช่นพื้นที่ทหาร ผมคิดว่าทหารครอบครองพื้นที่ ไว้จำนวนหลายล้านไร่ ที่ใช้ประโยชน์ก็เป็นความจำเป็นที่ทหารต้องใช้ แต่ว่าหลายพื้นที่ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็ควรจะคืนกลับมาสู่รัฐ แล้วก็เข้ากระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับ พี่น้องประชาชน ที่ดินหลังสัมปทาน หลายพื้นที่ที่มีการสัมปทานที่ดินแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สัมปทานป่าชายเลน ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานขุดเหมืองแร่ พื้นที่ ๒ อย่างนี้มีการไปออกเอกสารสิทธิ ที่จริงแล้วการสัมปทานก็คือการเข้าไปทำประโยชน์บนที่รัฐ แต่ว่าหลังจากใช้ประโยชน์ บนพื้นที่รัฐเสร็จคนที่ได้ประโยชน์คือเจ้าของสัมปทาน หลายพื้นที่ไปออกเอกสารสิทธิ ผมอยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ศึกษาเรื่องพื้นที่หลังสัมปทานว่ามีการออกเอกสารสิทธิ มากน้อยแค่ไหน ทั้งสัมปทานป่าชายเลน ทั้งสัมปทานขุดเหมืองแร่ ที่เรียกว่า ขุมเหมือง
สุดท้ายอยากให้เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับที่ดิน จำนวนมากมายหลายโครงการอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพราะเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้เกิดการทุจริตแล้วก็มีการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ญัตตินี้ จึงเสนอมาเพื่อมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เกิดความเหมาะสม ญัตตินี้มีความมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับ ความเดือดร้อนน้อยลง และญัตตินี้หวังแก้ไขไม่ให้ข้าราชการและกลุ่มบุคคลหาผลประโยชน์ จากที่ดินของรัฐ กราบขอบคุณท่านประธานครับ