ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ หารือปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังคุกคามทั้งในและต่างประเทศ เน้นย้ำความจำเป็นในการดำเนินมาตรการป้องกันอย่างทันท่วงทีและจริงจังจากภาครัฐ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงบทบาทเชิงรุก ไม่ใช่เพียงให้ขวัญกำลังใจแต่ต้องลงมือปฏิบัติจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการตั้งจุดคัดกรองและการขาดความชัดเจนในการรับมือ รวมถึงการดูแลนักศึกษาจีนที่เดินทางกลับไทยหลังตรุษจีน ขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลต่อท่าทีที่ดูนิ่งเฉยของผู้บริหารระดับสูง แม้จะชื่นชมศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขออนุญาตท่านประธานเพื่อที่จะร่วมอภิปรายในญัตติด่วน เรื่องมาตรการในการป้องกัน ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) สายพันธุ์ใหม่ ที่ทางสภาได้เสนอเป็นญัตติด่วนให้สมาชิกได้ ร่วมกันเสนอความคิดเห็นเพื่อที่จะส่งข้อเสนอแนะต่าง ๆ ให้กับรัฐบาล เพราะถือว่าเป็น ปัญหาที่เร่งด่วนมาก ๆ แล้วก็กระทบกับพวกเราไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่นั่นหมายถึง ทั่วโลกได้รับปัญหานี้อย่างทั่วกัน แต่สิ่งที่ดิฉันกังวลใจแล้วก็ได้ร่วมรับฟังการอภิปรายของ เพื่อนสมาชิกมา มีหลายประเด็นที่ท่านสมาชิกเห็นพ้องต้องกันว่าควรที่จะต้องเป็นมาตรการ จริงจังที่รัฐบาลนั้นใส่ใจแล้วก็ให้ความสำคัญ ไม่ใช่เป็นปัญหาที่จะปล่อยให้ผ่านไปเหมือนฝุ่น พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่รอให้ลมพัดมาแล้วก็พัดผ่านไป ดิฉันจึงต้องขอเรียนท่านประธานว่า ดิฉันไม่แน่ใจจริง ๆ ว่าขณะนี้รัฐบาลได้ทราบหรือยังว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ถึง ๑๘ รายในประเทศไทยถือเป็นอันดับ ๒ ของโลก เยอะมากนะคะท่านประธาน รองจากประเทศจีนเลย แต่ดิฉันยังเห็นท่าทีที่นิ่งเฉยของรัฐบาล เหมือนว่าเดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป มันแก้ไม่ได้ด้วยการสวดมนต์นะคะท่านประธาน มันต้องรักษาด้วยวิทยาศาสตร์ ต้องเอาจริง เอาจังค่ะ สวดมนต์หรือว่าคิดแค่ดี คิดว่าเดี๋ยวก็หาย มันไม่หายค่ะ มันต้องให้ความรู้กับพี่น้อง ประชาชน ต้องให้ความสำคัญแล้วก็หามาตรการอย่างจริงจังในการป้องกันปัญหาเหล่านี้ค่ะ คำแนะนำต่าง ๆ ที่รัฐบาลให้ ดิฉันฟังก็ชื่นชมนะคะว่าเป็นคำที่เรามองเห็นโอกาส เรามั่นใจ ก็เข้าใจว่าทางท่านรัฐมนตรีก็ต้องให้ความมั่นใจกับประชาชนค่ะ แต่สิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิด ประโยชน์เลยถ้าการปฏิบัติของท่านมันสวนทางกับคำพูด มันจะไม่สามารถสร้างความมั่นใจ ใด ๆ ขึ้นได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเครื่องบินที่จะไปรับนักเรียนไทยหรือว่าคนไทย ในเมืองจีนกลับมานะคะ ดิฉันคิดว่าทางคณะผู้บริหารต้องมีปัญหาในการประสานงานแน่ ๆ เพราะว่าที่ดิฉันได้ฟังจากข่าวสารที่เชื่อถือได้บอกว่าตอนนี้ประเทศอื่น ๆ นั้นมีการรับคนกลับ ถึงประเทศตนเองแล้ว แต่ในขณะที่ประเทศไทยกลับมาฟังข่าวบอกว่าน่าจะ น่าจะ แล้วก็ น่าจะไม่เกินวันโน้นวันนี้ในเดือนหน้า ดิฉันยังไม่เห็นเอกสารที่เป็นทางการใด ๆ ที่จะรับรอง ได้ว่าการประสานงานครั้งนี้ของรัฐบาลจะสามารถดูแลให้ความใส่ใจกับคนไทยในประเทศจีน ได้อย่างจริงจัง แต่ดิฉันก็เอาใจช่วยขอให้สำเร็จโดยเร็วนะคะ
เรื่องที่ ๒ ที่ดิฉันไม่สามารถที่จะให้ความเชื่อถือกับข้อมูลที่ทางรัฐบาลได้บอก กับพี่น้องประชาชน วันนี้เองค่ะท่านประธานคะ ดิฉันได้ฟังทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ท่านสาธิต ปิตุเตชะ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านบอกว่ารัฐบาลมีการ เตรียมการตั้งวอร์รูม (War room) ตั้งแต่วันที่ ๓ มกราคม นั่นหมายถึงว่าเราทราบเรื่องนี้ มานานแล้วใช่ไหมคะ เรารู้อยู่แล้วว่ามีปัญหานี้เกิดขึ้นที่อู่ฮั่น ประเทศจีน แต่คำที่ท่านพูดนี่ มันก็ถูกย้อนแย้งด้วยเพื่อนสมาชิกเราเอง ท่านศุภชัย ดิฉันขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศุภชัย บอกว่าทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านอนุทิน ได้มีการตั้งเครื่องคัดกรอง ตั้งเครื่องตรวจอุณหภูมิร่างกายในวันที่ ๒๒ มกราคมที่ผ่านมานี้ นั่นหมายถึงอะไรคะ รัฐบาล ทำงานล่าช้า ผ่านไปเกือบ ๒๐ วันถึงไปตั้งเครื่องกันที่สนามบิน เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการ ทำงาน เกิดอะไรขึ้นกับคณะ ครม. ที่อุดมไปด้วยคนที่มีความสามารถ แต่การป้องกันแบบเชิง รุกกลับไม่มีเลย ดิฉันก็ต้องขออนุญาตตำหนิไว้ตรงนี้ด้วยค่ะ แต่อย่างหนึ่งที่ดิฉันต้องขอบคุณ ต้องขอชื่นชมก็คือกรมควบคุมโรค บุคลากรทางการแพทย์ของเราถือว่าเป็นคนที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ซาร์ส (SARS) เมอร์ส (MERS) และโรคภัยต่าง ๆ ที่เข้ามา ทางกรมควบคุมโรคสามารถที่จะจัดการได้อย่างทันท่วงที แต่ครั้งนี้ดิฉันไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหา ของผู้นำหรือผู้สั่งการหรือเปล่า ทำให้ความสามารถของบุคลากรของเรานั้นดูจะด้อยต่ำลงไป สักเล็กน้อยนะคะ แล้วในเรื่องนี้ที่ดิฉันเป็นห่วงมาก ๆ เลยก็คือว่าที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วง นักเรียนไทยที่ไปศึกษาที่ประเทศจีน แต่มองกลับกันค่ะ ดิฉันเป็นห่วงนักเรียนจีนที่มาศึกษา อยู่ที่ประเทศไทย และเมื่อช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาเป็นช่วงปีใหม่ของคนจีน นักศึกษาจีนเหล่านี้ ที่ศึกษาอยู่ที่เมืองไทยได้เดินทางกลับไปที่ประเทศจีน ดิฉันขอยกตัวอย่างแค่มหาวิทยาลัยเดียว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตค่ะ ดิฉันมีข้อมูลว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีอาจารย์ชาวจีนรวมถึง นักศึกษาชาวจีนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถึง ๓,๕๐๐ กว่าคน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อช่วงเดินทาง กลับจากประเทศจีนมาประเทศไทย เดินทางกลับเข้ามาพร้อมกัน เพราะว่าพี่น้องประชาชน อาจจะสงสัยว่าก็ประเทศจีนเขาปิดเมืองไปแล้วแต่ทำไมเขายังกลับมาได้ นั่นเพราะว่าเขา ไม่ได้มากับทัวร์ค่ะ เขาเดินทางมาศึกษา เขาใช้พาสปอร์ต (Passport) ที่สำหรับเป็นนักศึกษา มันจะแตกต่างกัน ตรงนี้ขอเรียนถามว่าทางรัฐบาลเองมีมาตรการอะไรที่จะช่วยป้องกันหรือว่า ที่จะเล็งเห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตตอนที่นักศึกษาเดินทางกลับมาพร้อมกันบ้าง เพราะว่าดิฉันเองต้องเรียนทางท่านประธานค่ะ ได้ข้อมูลจากทางมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต โดยท่านอธิการบดี ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ซึ่งเล็งเห็นปัญหานี้แล้วได้พยายามติดต่อหน่วยงานรัฐ ต่าง ๆ ว่าให้เข้ามาช่วยดูแลหน่อยหรือว่าออกมาตรการใด ๆ ก็ได้ที่จะเป็นการสร้างความมั่นใจ ให้กับนักศึกษาไทยที่อยู่ในประเทศจีนอยู่แล้วนักศึกษาจีนที่กลับมานี่จะไม่นำพาเชื้อหรือว่า เป็นแหล่งที่จะเพาะเชื้อต่อไปในอนาคตได้ด้วย ตรงนี้มหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยรัฐ ทำอะไรหรือยัง ตรงนี้ไม่มีใครพูดถึงเลย ดิฉันก็เป็นห่วงอย่างมาก ถ้าหากว่าเกิดเป็นมาตรการที่ชัดเจนได้ก็ถือว่าจะเป็นประโยชน์กับ ประเทศไทยด้วยนะคะ ดิฉันก็ขออนุญาตเรียนทางท่านประธานไว้แล้วก็เห็นด้วยที่จะเร่ง ดำเนินการส่งข้อเสนอแนะต่าง ๆ ให้กับคณะรัฐบาลด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ