วรรณวรี ชี้ฝุ่น PM 2.5 วิกฤต เสนอจัดตั้งพื้นที่อากาศสะอาด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๓

วรรณวรี ตะล่อมสิน หารือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง แสดงความผิดหวังต่อการดำเนินการของรัฐบาล และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดตั้งพื้นที่อากาศสะอาดด้วยระบบฟอกอากาศนอกอาคารที่มีประสิทธิภาพและประหยัด รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เมืองเพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตยานนาวา บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานคะ ดิฉันไม่คิดว่าวันนี้จะต้องมีการอภิปราย เรื่องฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในสภาแห่งนี้เลยนะคะ เพราะปัญหานี้จริง ๆ แล้วเกิดขึ้น มานานหลายปีแล้ว และโดยเฉพาะ ๒ ปีนี้ที่ทั้งประชาชน ทุกหน่วยทุกส่วนในราชการ ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ แต่รัฐบาลที่เป็นผู้ที่มีอำนาจในการแก้ไขปัญหานี้กลับไม่ทำอะไรนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่ใช่แค่ ดิฉันเอง แต่ประชาชนทั้งประเทศผิดหวังหมดหวังกับการรับมือปัญหาฝุ่นของรัฐบาลชุดนี้ เป็นอย่างมาก ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันลุกขึ้นพูดดิฉันจะไม่พูดในฐานะของผู้แทนราษฎร แต่ดิฉันอยากจะพูดในฐานะของประชาชนคนหนึ่งที่วันนี้ดิฉันรู้สึกแสบตาและแสบจมูก แล้วก็เริ่มจะไอเล็กน้อยจริง ๆ ค่ะ จากฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ดิฉันอยากจะพูดในฐานะแม่ ของลูกชายวัย ๒ ขวบครึ่งที่ตื๊อดิฉันทุกเย็นเพื่อจะออกไปเล่นที่สนามหน้าหมู่บ้านเป็นเวลา ๒ อาทิตย์แล้ว แต่ดิฉันไม่สามารถอนุญาตให้เขาออกไปได้เพราะมันมีปัญหาเรื่องฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ท่านประธานคะ อย่างไรก็ตามครอบครัวดิฉันก็ยังโชคดีกว่าอีกหลาย ๆ คนนะคะ เพราะว่าเมื่อไรที่เรารู้สึกว่าอากาศภายนอกมันไม่สะอาดเราก็สามารถกลับเข้ามาอยู่ในบ้าน ที่มีเครื่องฟอกอากาศได้นะคะ แต่ยังมีเด็กอีกมากยังมีประชาชนอีกมากกว่าครึ่งประเทศ ที่ไม่โชคดีแบบนี้ อย่าว่าแต่จะซื้อเครื่องฟอกอากาศแม้แต่เงินที่จะไปซื้อหน้ากากเอ็น ๙๕ (N 95) ในราคาหลายสิบบาทยังไม่มีเลยค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้วอากาศหายใจเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชาชน ทุกคนควรที่จะได้รับอากาศสะอาดอย่างเท่าเทียมกันค่ะ วันนี้ ส.ส. ท่านอื่น ของพรรคอนาคตใหม่ก็ได้เสนอทั้งทางแก้ระยะสั้น ระยะยาวปัญหา สาเหตุเอาไว้หมดแล้ว แต่สิ่งที่ดิฉันอยากจะนำเสนอก็คือเรื่องเซฟโซน (Safe zone) หรือว่าพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคนในประเทศนี้ โดยจะแบ่งเป็น ๒ ประเด็นใหญ่ก็คือพัฒนา ระบบฟอกอากาศนอกอาคารแล้วก็เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้นในกรุงเทพมหานครนะคะ

ประเด็นแรก เรื่องการพัฒนาระบบฟอกอากาศนอกอาคารที่มีประสิทธิภาพ ขอสไลด์ (Slide) นะคะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ที่ผ่านมามีหน่วยงานราชการ ที่พยายามจะพัฒนาระบบฟอกอากาศนอกอาคารเพียงหน่วยงานเดียวก็คือกรุงเทพมหานคร ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบฟอกอากาศแบบใช้แผ่นฟอกเฮปาฟิลเตอร์ (HEPA filter) นะคะ ด้วยราคา ๕,๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ไปตั้งเอาไว้ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ (Centralworld) หลังจากตั้งเอาไว้ทางกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้รายงานผลให้ประชาชนทราบ ว่าสามารถฟอกได้จริงหรือเปล่า แต่หลังจากนั้นก็ได้มีอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปวัดปริมาณฝุ่นก็พบว่าฝุ่นไม่ได้ลดลงเลยนะคะ ท่านประธานทราบหรือไม่คะว่าเพราะอะไร เพราะจริง ๆ แล้วหลักการฟอกอากาศด้วยแผ่นเฮปาฟิลเตอร์ (HEPA filter) มันเป็นการ พัฒนาจากระบบฟอกภายในอาคาร ซึ่งเป็นการออกแบบสำหรับพื้นที่ปิดไม่ใช่พื้นที่โล่ง เป็นการออกแบบสำหรับพื้นที่ที่มีปริมาตรที่ควบคุมได้ ดังนั้นสถานที่ที่จะไปตั้งเครื่องฟอก อากาศนอกอาคารจึงเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะทำให้เครื่องฟอกอากาศทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเครื่องฟอกอากาศนอกอาคารควรจะต้องอยู่ในพื้นที่ปิดหรือพื้นที่ที่มีตึก หรืออาคารสูงโอบล้อมนะคะ ถ้าไปตั้งในตำแหน่งที่มีลมพัดเยอะ ๆ ลมพัดแรงประสิทธิภาพ ของเครื่องฟอกอากาศนอกอาคารก็จะลดลงหรือไม่ได้ผลเลยนะคะ นอกจากนี้ระบบเฮปา (HEPA) เป็นการใช้แผ่นฟอกซึ่งมันจะมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแผ่นฟอกอยู่เรื่อย ๆ แต่ตอนนี้ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าเครื่องนี้มันไปอยู่ที่ไหนแล้ว อย่างไรก็ตามโชคดีที่มีองค์กรเอกชน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปนะคะ มีองค์กรเอกชนอย่างศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนได้พัฒนา เครื่องฟอกอากาศที่ชื่อว่ายักษ์เขียวโดยใช้หลักการกรองด้วยความเร็วลม ใช้ความเร็วลม ในการดูดอากาศเข้ามาแล้วก็ปล่อยละอองน้ำเพื่อดักจับฝุ่น ซึ่งจุดเด่นก็คือราคาไม่แพงมาก ต้นทุนการบำรุงรักษาค่อนข้างถูก มีศูนย์วิจัยรองรับ และในอนาคตเราก็สามารถพัฒนาให้ มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นนะคะ นอกจากนี้สไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ ก็ยังมีระบบฟอกอากาศ อีกแบบหนึ่งที่ได้ใช้อยู่ในกรุงปักกิ่งประเทศจีนแล้วก็เมืองรอตเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ใช้ระบบอิเล็กโทรสแทติก (Electrostatic) เป็นการใช้ระบบดักจับฝุ่นโดยปล่อยประจุบวกลบออกมาแล้วก็ดักจับฝุ่นไปเก็บไว้ในเครื่อง ซึ่งเราสามารถถอดตัวอิเล็กโทรสแทติก (Electrostatic) ซึ่งเป็นแผ่นโลหะออกมาล้างได้ ดังนั้นมันก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงมากนัก ซึ่งประเทศไทยเราก็สามารถเลือก เครื่องฟอกอากาศเหล่านี้ที่ได้ถูกพัฒนาแล้วมาใช้ติดตั้งเป็นเซฟโซน (Safe zone) หรือว่า เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับให้ประชาชนทั่วไปได้นะคะ เช่นตั้งไว้ในหอประชุม ในโรงอาหาร หรือโรงยิมที่อยู่ในบริเวณโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลหรือสถานที่ราชการได้นะคะ วันไหนที่ค่าอากาศไม่ดีประชาชนก็สามารถเข้ามาใช้พื้นที่เหล่านี้ มารับอากาศบริสุทธิ์ได้ หรือวันไหนถ้าท่านผู้ว่าราชการอัศวินอยากจะให้เด็กมายืนร้องเพลงสรรเสริญก็สามารถใช้ ห้องเซฟโซน (Safe zone) นี้ในการร้องเพลงสรรเสริญได้โดยไม่ต้องออกไปยืนกลางแจ้งนะคะ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องเพิ่มพื้นที่สีเขียว ท่านประธานคะ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) กำหนดค่ามาตรฐานของพื้นที่สีเขียวเอาไว้ที่ ๙ ตารางเมตรต่อคน กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ สีเขียวไม่ถึง ๓ ตารางเมตรต่อคนนะคะ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน ถึง ๓ เท่า แต่ท่านประธานคะในกรุงเทพมหานครซึ่งดูเหมือนว่าจะมีตึกสูงแล้วก็อาคาร บ้านเรือนเต็มพื้นที่ไปหมด แต่จริง ๆ แล้วมันยังมีพื้นที่ที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการ ปลูกต้นไม้ได้เพิ่มขึ้นอีกเยอะนะคะ เช่น ยกตัวอย่างพื้นที่ใต้ทางด่วน บางพื้นที่ใหญ่พอที่จะ ปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ ทำสวนสาธารณะได้ หรือถ้าเป็นพื้นที่ใต้ทางด่วนที่มีพื้นที่ไม่มากนัก หรือเป็นเกาะกลางถนนก็สามารถปลูกต้นไม้ขนาดเล็กหรือว่าต้นไม้ที่สามารถฟอกอากาศได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่ควรทิ้งพื้นที่เหล่านี้เอาไว้เฉย ๆ ซึ่งดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถ เริ่มทำได้เลย สไลด์ (Slide) จบแล้วค่ะ ทั้งหมดนี้ดิฉันก็ขอสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการ แก้ไขปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งดิฉันหวังจริง ๆ ว่าคณะนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการ แก้ปัญหาฝุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ สุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะฝากท่านประธานผ่านไป ถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าความล่าช้าและความนิ่งเฉยในการแก้ปัญหาฝุ่นของรัฐบาลอาจจะ ซื้อเวลาได้ เพราะจริง ๆ แล้วอีกไม่กี่อาทิตย์ฝุ่นก็จะหายไป แต่สิ่งที่มันจะอยู่และมันไม่มีวัน หายไปและจะอยู่ตลอดไปก็คือสารพิษที่สะสมในร่างกายของคนไทยและของเด็กไทยนะคะ ขอบคุณค่ะ