เอกภพ เพียรพิเศษ ขออนุญาตแสดงภาพประกอบก่อนหารือปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยเน้นผลกระทบต่อสุขภาพและอายุขัย โดยเฉพาะในภาคเหนือที่ประสบปัญหานานกว่ากรุงเทพฯ พร้อมเรียกร้องให้ใช้ข้อมูลเรียลไทม์จากหลายแหล่งเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ และเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือแก้ไขอย่างเป็นระบบด้วยวิทยาศาสตร์และจิตสำนึกเพื่ออนาคตของลูกหลาน โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคอนาคตใหม่ ขอภาพประกอบ ที่ขออนุญาตไว้แล้วด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ผมขอพูดในมุมมองที่มากกว่าเพื่อน ๆ ในสภาที่พูดไปแล้วนะครับ ผมจะพูดในมุมมองของฝุ่นกับสุขภาพ เพราะว่าฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ทำให้ป่วยจริงตายจริงครับ และประชากรทางภาคเหนือบ้านผมที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่แล้วก็ภาคเหนือตอนบนเราประสบปัญหาเผชิญกับฝุ่นนี้มาหลายปีก่อน ที่กรุงเทพมหานครจะเจอนะครับ นี่คือข้อมูลที่เก็บมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๔-๒๐๑๔ ครับ ข้อมูลนี้ สีแดงคือจำนวนโรคที่ชุกมากนะครับ ที่ผมวงจะมีเรื่องของมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพองแล้วก็ โรคหอบหืด จะเห็นว่าภาคเหนือตอนบนมีคนที่เป็นโรคพวกนี้เยอะกว่าภูมิภาคอื่นของประเทศ เกิดอะไรขึ้นครับ เพราะว่าพวกเขาได้รับผลกระทบได้รับฝุ่นมาก่อนนะครับ ฝุ่นตัวนี้มีผล การศึกษาว่าทำให้อายุคนเฉลี่ยลดลง ๒-๔ ปีครับ ถ้าเราติดตามต่อไปเรื่อย ๆ ฝุ่นที่มีปัญหา มากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ จะทำให้ประชากรทั่วประเทศมีอายุไขเฉลี่ยลดลงและเป็นโรคมากขึ้น ในอนาคตได้นะครับ ถ้าเราไม่ทำอะไรตั้งแต่วันนี้ ต่อไปเด็กมีโอกาสได้รับผลกระทบมากกว่า ผู้ใหญ่ และเด็กมีโอกาสได้รับผลกระทบที่ส่งผลต่อสมองครับ ทำให้พัฒนาการทางสมอง เขาแย่ลงเกิดเป็นผู้ใหญ่ที่อาจจะป่วยในอนาคต เกิดโรคปอดได้ก่อนวัยอันควร แล้วประเทศไทยต้องเผชิญกับเอจจิง โซไซตี (Ageing Society) ในระยะเวลาอีกไม่นาน เกิดอะไรขึ้นถ้าเรามีผู้ใหญ่ที่ป่วยเยอะ แล้วผู้ใหญ่พวกนี้ไม่สามารถทำงานเลี้ยงเด็กและ คนชราที่มีเยอะได้ ปัญหาของประเทศไทยจะไปทางไหนต่อครับ เราจะเป็นประเทศที่พัฒนา หรือร่ำรวยแล้วได้หรือเปล่า เราจะป่วยก่อนรวย ภาพต่อไป ผมมีข้อมูลที่ยืนยันเป็นข้อมูล จากผลการวิจัยต่างประเทศให้เห็นว่าถ้าเราอยู่ในที่มีพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ยิ่งมีความเข้มข้น มากขึ้นเท่าไร เราจะยิ่งป่วยมากขึ้นเท่านั้น ภาพบนคือเส้นภาพรวมของโรคทุกโรค แต่ภาพล่าง จะเห็นว่าเป็นโรคแต่ละโรค ไม่ว่าโรคทางเดินหายใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ ทุกโรคพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ทำให้เพิ่มขึ้นทั้งหมด ขอภาพต่อไป นอกจากพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ทำให้เราป่วยมากขึ้นแล้วยังเสียชีวิตมากขึ้นด้วยครับ องค์การ อนามัยโลกบอกว่าแต่ละปีมีคน ๗ ล้านคนในโลกนี้ที่เสียชีวิตจากมลภาวะทางอากาศ แล้วเสียชีวิตจากหลาย ๆ โรคที่ผมได้พูดไปแล้วเราพูดกันมาหลายโรคแล้วเมื่อสักครู่ครับ ภาพต่อไป สิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่เราต้องมีคือต้องทำให้ประชาชนมีข้อมูลเพื่อตัดสินใจในการ ดำเนินชีวิตและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ สิ่งที่เราต้องมีคือเราต้องให้ข้อมูลประชาชน ว่าวันนี้อากาศดีพอที่เขาจะมาออกกำลังกายนอกบ้านไหม อากาศดีพอที่เด็กจะออกมา ทำกิจกรรมนอกห้องเรียน อากาศดีพอที่เราจะออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ เราต้องมีให้ประชาชนครับ ไม่ใช่เราจะพูดบอกว่าไม่เป็นไรหรอกหายใจไปเถอะ อันนี้ไม่ถูก แล้วสิ่งที่เรายังถกเถียงกันแล้วก็หลาย ๆ หน่วยงานยังถกเถียงกันอยู่ คือข้อมูล ข้อมูลฝุ่น ของกรมควบคุมมลพิษเป็นข้อมูลที่ได้จากการเก็บฝุ่นแล้วก็ให้ผลย้อนหลัง ๒๔ ชั่วโมง ถามว่า ถ้าเราจะออกจากบ้าน ณ ตอนนี้เวลานี้เราดูผลของกรมควบคุมมลพิษคือดูผลย้อนหลังไป ๒๔ ชั่วโมง แต่สิ่งที่เราอยากรู้คืออยากรู้ ณ วันนี้และตอนนี้ ในปัจจุบันมีเอกชนมีหน่วยงาน มีองค์กรหลาย ๆ หน่วยงานที่ทำเครื่องวัดที่สามารถแสดงผลแบบปัจจุบันหรือเรียลไทม์ (Real time) หรือว่าย้อนหลังไป ๑ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมงให้เราสามารถตัดสินใจได้ ทำไมเราถึง ยังติดกับความเชื่อเก่า ๆ ว่าข้อมูลจากรัฐเป็นข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดมันอาจจะไม่ถูกหรอกครับ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไป แล้วโลกเปลี่ยนไป ข้อมูลที่มีมากมายอาจจะทำให้ ประชาชนได้ข้อมูลที่ดีกว่าเป็นข้อมูลจากรัฐ ภาพต่อไป ข้อมูลที่ผมนำมาโชว์เป็นข้อมูลที่มีอยู่ ในบางแหล่งที่ใช้กันประจำ ภาพหนึ่งเป็นของจังหวัดเชียงใหม่ อีกภาพหนึ่งเป็นของแอร์วิชวล (Air Visual) นอกจากข้อมูลทางด้านที่บอกว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยงแล้วเราอาจจะต้องดู เรื่องของฝุ่น เรื่องของจุดฮอตสปอต (Hot spot) เรื่องของลม เรื่องของสภาพอากาศร่วมด้วย ถ้าเราเอาภาพพวกนี้มาทำเป็นภาพเคลื่อนไหว เราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ มีเพื่อนจากพรรคอนาคตใหม่ไปดูงานที่ประเทศไต้หวัน ทางประเทศไต้หวันเขาโชว์ภาพแล้ว ทำเป็นภาพวิดีโอ (Video) ในช่วงตรุษจีนของหลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าช่วงเริ่มมีการไหว้ จะมีจุดแดงมีอากาศที่แย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แล้วก็เชื่อข้อมูลจากหลายแหล่งแล้วนำมารวมกันเราจะได้ข้อมูลที่มีคุณค่าแล้วก็สามารถ นำมาสู่การแก้ปัญหาได้ครับ ภาพต่อไป นอกจากเรายังถกเถียงกันไม่จบเรื่องของเราจะใช้ ข้อมูลค่าฝุ่นจากการวัดแบบไหนแล้ว ค่าฝุ่น ค่ามาตรฐานเราก็ยังเถียงกันไม่จบของประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษประกาศว่าใช้ ๕๐ ในค่าเฉลี่ย ๒๔ ชั่วโมงที่ ๕๐ ของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) องค์การอนามัยโลกกำหนดเอาไว้ที่ ๒๕ ๒๔ ชั่วโมงนะครับดับเบิลยูเอชโอ (WHO) บอกว่าเขาให้โอกาสประเทศที่กำลังพัฒนาในการที่จะพัฒนาและแก้ปัญหาของตัวเอง มีเป้าหมายระหว่างทางระดับ ๑ เราอยู่ระดับ ๒ ร่วมกับประเทศมาเลเซียและประเทศเกาหลีใต้ มีเป้าหมายระดับ ๓ ที่จะทำให้พัฒนาดีขึ้น ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไต้หวันอยู่ที่ ๓๕ ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ ๓๕ สิ่งที่ผมไม่เห็นและไม่เจอคือรัฐบาลประกาศว่าเราจะเดินทาง ไปถึงเป้าหมายของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) คือ ๒๕ ภายในเวลากี่ปี ถ้าเราไม่มีเส้นชัยเราไม่มี เป้าหมายเราก็วิ่งไม่ถูกทางครับ นี่คือสิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลต้องทำต่อไปครับ สิ่งที่จะนำเสนออีกอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนในห้องนี้อาจจะยังไม่ได้พูดถึงมากนัก คือเรื่อง ของมาตรฐานการแจ้งผล ผมมีมาตรฐานตัวหนึ่งที่มีหลายประเทศใช้ ประเทศแคนาดา ประเทศฮ่องกงเริ่มมีการใช้ และหลายประเทศเริ่มใช้ เราเรียกว่าเอคิวเอชไอ (AQHI) ไม่ใช่ เอคิวไอ (AQI) ที่เราดูกันทั่วไปที่เรารู้ ๆ กันนะครับ เอคิวเอชไอ (AQHI) แอร์ ควอลลิตี เฮลท์ อินเดกซ์ (Air Quality Health Index) เราใช้ค่าคุณภาพอากาศบวกกับผลกระทบต่อสุขภาพ เลขตัวนี้เราไม่ต้องแปลผลเลยครับ ถ้าขึ้นสีแดงเมื่อไรบอกได้เลยว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพ ของทุกคน เริ่มมีสีส้มราง ๆ ก็เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ถ้าสีเขียวออกกำลังกายออกไป ใช้ชีวิตตามปกติได้และค่ามีตัวเลขจาก ๑-๑๐ เท่านั้นเอง แปลผลง่ายครับ ไม่เหมือนเอคิวไอ (AQI) ที่เป็น ๑-๑๐๐ บางทีอาจจะเข้าใจยาก นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำครับ คือนอกจาก เราถกเถียงกันเรื่องของเราจะเชื่อตัวค่าวัดจากแหล่งไหนแล้ว ซึ่งไม่ต้องเถียงแล้ว เราจะเถียง เรื่องของเราจะใช้ค่ามาตรฐานที่เท่าไร ซึ่งผมคิดว่าไม่ต้องเถียงกันแล้ว เราอาจจะถกเถียงกัน ที่ว่าเราจะไปถึงเป้าหมายของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ภายในเวลาเท่าไรดีกว่า อีกอันหนึ่ง ที่ผมเพิ่มข้อให้ไปถกเถียงกันในคณะกรรมาธิการ คือเราจะนำแอร์ ควอลลิตี เฮลท์ อินเดกซ์ (Air Quality Health index) มาใช้เพื่อบอกผลกระทบต่อสุขภาพให้คนไทยตระหนักหรือไม่ ภาพต่อไปครับ เมื่อเรารู้ว่าฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มีผลต่อสุขภาพจริงครับ ป่วยจริง ตายจริง เมื่อเรารู้ว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มีค่ามาตรฐาน มีการวัด มีตัวบ่งชี้อย่างไรเพื่อให้ประชาชน ได้ดูแลตัวเอง ต่อไปครับ นี่คือหน้าที่ของรัฐ หน้าที่ของรัฐนอกจากการแก้ปัญหาแล้วต้อง จัดการให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพที่ดีและมีอากาศหายใจที่ดี ยังมีข้อถกเถียงกันอีกว่า หน้ากากแบบไหนที่เราควรจะต้องใช้ในช่วงที่มีฝุ่นควันแบบนี้ ใช้เอ็น ๙๕ (N 95) หรือหน้ากาก ผ่าตัดทั่วไปดี มีข้อแนะนำอย่างนี้ครับ ดีที่สุดสำหรับช่วงที่ฝุ่นควันเกินเกณฑ์มาตรฐาน มีผลกระทบต่อสุขภาพแล้วให้อยู่ในบ้าน แต่ถ้าจำเป็นต้องออกมาทำงานข้างนอกบ้านดีที่สุด คือเอ็น ๙๕ (N 95) ซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง แต่ถ้าหลาย ๆ ท่านไม่ได้อยู่กลางแจ้งเป็นระยะ เวลานาน ๆ สามารถใช้หน้ากากธรรมดาได้นะครับ หน้ากากที่เรียกว่าหน้ากากผ่าตัดธรรมดา นี่ละสามารถกรองฝุ่นได้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ข้อสำคัญที่ควรจะต้องเน้นย้ำคือไม่ว่า ใส่หน้ากากแบบไหนก็ตามควรต้องให้แนบกับใบหน้าโดยที่ไม่มีรูรั่ว นี่คือความสำคัญต้องเน้นย้ำ ให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจ เพราะทุกวันนี้เราเผชิญภัยฝุ่นยังมีคำถามมาถึงในอินบอกซ์ (Inbox) ในเพจ (Page) ผมหรือว่าถามเพื่อน ๆ เวลาเจอกันก็ถามว่าเราใช้หน้ากากแบบไหนดี คิดว่าคำตอบง่าย ๆ สั้น ๆ คือถ้าสะดวกแบบไหนใช้ไปก่อนได้ แต่ต้องใส่ให้แนบแล้วก็ใส่ ให้ถูกต้อง เนื่องจากผมเป็นหมอที่ดูแลทางด้านการออกกำลังกายและนักกีฬาด้วย คำแนะนำ อีกอย่างนะครับ ไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยออกกำลังกายเป็นอันขาด ไม่ควรเลยครับ เพราะว่าโดยเฉพาะหน้ากากเอ็น ๙๕ (N 95) จะมีอากาศที่เราหายใจออกวนอยู่ข้างใน อยู่ส่วนหนึ่งด้วย ทำให้หัวใจและการทำงานของปอดของการเปลี่ยนแปลงการแลกเปลี่ยน ก๊าซในร่างกายต้องมีการทำงานเยอะขึ้น ข้อแรกที่รัฐบาลต้องทำคือเรื่องของการแจกจ่าย หน้ากากให้เพียงพอกับทุกคน ขอภาพสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เราไม่สามารถทำให้ทุกบ้าน มีเครื่องฟอกอากาศได้ แต่เราสามารถทำให้ทุกหมู่บ้านทุกตำบลมีห้องที่เรียกว่าห้องเซฟโซน (Safe zone) ห้องคลีนรูม (Clean room) ห้องที่มีอากาศสะอาดที่มีเครื่องฟอกอากาศได้ เมื่อเราคิดว่าอากาศสะอาดเป็นสิทธิของทุกคน เพราะฉะนั้นแล้วรัฐน่าจะเป็นคนที่จัดสรร และลงทุนห้องเหล่านี้ให้คนในทุกชุมชน นี่คือสิ่งที่เราจะต้องทำในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การแก้ปัญหาฝุ่นที่จะให้หายไปอาจจะต้องใช้เวลาและต้องใช้ความรู้หรือรวมพลังกันอีกมาก
ต่อไปครับ นี่คือผมจะฝากไว้ปัญหาฝุ่นและผมใช้คำว่า ฝุ่นพิษ เราต้องแก้ด้วย วิทยาศาสตร์ เราต้องใช้องค์ความรู้ทุกอย่างมาร่วมกันและช่วยแก้ปัญหาและเราต้องแก้ด้วย หัวใจ ทุกคนในที่นี้คือผู้ประสบภัยด้วยกัน และลูกหลานของเราทุกคนคือผู้ประสบภัย เหมือนกัน เราคงไม่อยากส่งมอบสังคมที่เปื้อนด้วยมลพิษแบบนี้ให้ลูกหลานเราแล้วให้เขามา บอกชี้หน้าเราว่าตอนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่แก้ให้เขาไม่ได้เราร่วมมือกันเถอะครับ วันนี้ฝ่ายค้าน รัฐบาลและทุกคนในประเทศไทยเรามาร่วมมือกันทำให้ปัญหาฝุ่นหมดไปและเรามาช่วย แก้ปัญหานี้ด้วยกันเป็นวาระแห่งชาติ ขอบคุณครับ