ณัฐวุฒิ ชี้ปัญหาละเมิดทางเพศรุนแรง สนับสนุนตั้งกรรมาธิการวิเคราะห์ต้นตอ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือปัญหาการละเมิดทางเพศที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนในสังคมไทย โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการตั้งสติรับฟังประเด็นที่มักถูกมองข้าม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขที่ครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนแปลงมายาคติ การเยียวยาผู้เสียหาย การปรับปรุงระบบยุติธรรม และการป้องกันตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ รวมถึงการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาทั้งมิติของเหยื่อ ผู้ก่อเหตุ และปัจจัยทางสังคมและจิตวิทย์ โดยเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมแก้ไขอย่างจริงจังและไม่ซ้ำเติมผู้ประสบปัญหา

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จังหวัดอ่างทอง ในความเป็นจริงผมขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายญัตตินี้เป็นเวลา ๑๕ นาที แต่ท่านประธานได้กรุณาให้เวลา ๑๐ นาที ไม่เป็นอะไรครับ ผมคิดว่าเป็นสิ่ง ที่สามารถพูดคุยได้ใน ๑๐ นาที ถึงแม้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมทำงานมาตลอดชีวิต และผมอยากจะมาพูดในสภาแห่งนี้มาตลอดระยะเวลา ๑๘ ปีที่ได้ทำงานในประเด็น เหล่านี้มา ผมอยากจะให้ที่ประชุมแห่งนี้และท่านผู้ชมทางบ้านได้ใช้เวลาในการตั้งสติ ได้ใช้เวลาในการถอนหายใจ ได้ใช้เวลาในการตริตรองในการรับฟังสัก ๕ นาทีก่อนที่จะเข้าสู่ เนื้อหา เพราะว่าเรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ต้องขออนุญาตที่จะชื่นชมผู้เสนอญัตติทั้ง ๕ ท่าน ที่ท่านมีความกล้าหาญในการเสนอญัตติที่เป็นเรื่องใกล้ตัวของพวกเรา เพราะสังคมไทยจะมี อยู่คำหนึ่งครับ คำที่บอกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงท่านจะเห็นได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการละเมิดทางเพศ เรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องเพศอยู่เต็มสังคมไทย ไปหมด เพียงแต่ว่ามันมีเส้นแบ่งบาง ๆ ในทางศีลธรรม เส้นแบ่งบาง ๆ ในทางความเชื่อ เส้นแบ่งบาง ๆ ในการวัดว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดีบางประการที่พูดถึงเรื่องเพศ เพราะฉะนั้น ความกล้าหาญของท่านผู้เสนอญัตติทั้ง ๕ ท่าน จึงสมควรแก่การชื่นชมเป็นประการแรก

นอกเหนือจากนั้นผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็น ส.ส. จากพรรคพลังประชารัฐ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ จากพรรคภูมิใจไทย จากพรรคเพื่อไทย พูดคุยกันถึงความดำรงอยู่ของการเป็นครอบครัวในปัจจุบัน ท่านทราบหรือไม่ว่าเพื่อนสมาชิก หลายคนไม่กล้าที่จะมีครอบครัวและไม่กล้าที่จะมีบุตร เพราะห่วงแต่เพียงว่าถ้าบุตรเขา เติบโตขึ้นมาในสังคม สังคมที่อาจจะยังมีความไม่ปลอดภัยไม่ว่าจะเดินออกไปที่ใดก็แล้วแต่ แล้วบุตรของเขาจะดำรงอยู่ได้อย่างไร แสดงว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและเป็นเรื่อง ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการมาพูดคุยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในที่ประชุมสภาแห่งนี้ ผมมั่นใจว่าไม่เคยมีใครที่คุยกับเหยื่อของการถูกละเมิดทางเพศ หรือผู้เสียหายจากการถูก ละเมิดทางเพศที่มากกว่าผมครับ ไม่นับถึงการพูดคุยกับคนที่เป็นอะบิวเซอร์ (Abuser) หรือผู้กระทำความรุนแรงทางเพศที่ผมก็ได้มีโอกาสสัมผัส ได้มีโอกาสพูดคุย ได้เห็นถึง ความเป็นมนุษย์ของเขาที่ไม่ได้เหมือนหรือไม่ได้แตกต่างจากการที่เขาเป็นเหยื่อของการถูก ละเมิดเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเราจะมองเขา เราจะจัดวางเขาอย่างไรในสังคมไทย ปี ๒๕๔๔ ที่ผมมาทำงานในด้านของการคุ้มครองเด็กครั้งแรก ผมเริ่มจากประสบการณ์ของการให้ ความช่วยเหลือเด็กหญิงอายุ ๑๐ ปีที่ถูกตาเลี้ยงละเมิดทางเพศมากกว่า ๒๐ ครั้งในรอบ ๒ ปี ที่ผ่านมา ผมนั่งน้ำตาไหล นั่งพูดคุยกับเขาไม่สามารถที่จะถามเขาในสิ่งที่เราเตรียมมาได้ แต่วันนี้พัฒนาการของปัญหาเปลี่ยนไปแล้ว ในอดีตที่เราพบแต่คนที่อาจจะมีความสัมพันธ์ ที่ห่างในการละเมิดทางเพศ แต่วันนี้ล้วนมีแต่คนที่อยู่ใกล้ตัว หลายคนเป็นบิดาแท้ ๆ ล่วงละเมิดทั้งลูกสาวและลูกชาย หลายคนมีความสัมพันธ์เป็นคนในเครือญาติ หลายคน มีความสัมพันธ์แม้ไม่ใช่เครือญาติแต่เป็นคนที่มีอำนาจหรือสถานะเหนือกว่าเด็กหรือผู้หญิง ที่ถูกละเมิด ไม่ว่าจะเป็นครู ไม่ว่าจะเป็นพระ ไม่ว่าจะเป็นหมอ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ทุก ๆ ระดับที่ผมได้มีโอกาสเคยเข้าไปร่วมมีส่วนในการจับกุม ฉะนั้นวันนี้ปัญหา ลงรายละเอียดลึกซึ้งมากกว่าที่ควรจะเป็นหรือที่ควรจะมีในสังคมไทยแล้ว ท่านประธานครับ ผู้เสียหายเหล่านี้จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็แล้วแต่เขาเหมือนกระจกที่แตกร้าว กระจกที่แตกร้าว ดังกล่าวเราไม่สามารถใช้กาวตราช้างหรือกาวยี่ห้อใด ๆ ในการแปะให้เหมือนเดิมหรอกครับ มีคนตั้งคำถามกับผมว่าถ้าอย่างนั้นจะเยียวยาหรือบำบัดฟื้นฟูเขาทำไม ผมก็ตอบแต่เพียง ได้ว่าการเยียวยาหรือการบำบัดฟื้นฟูไม่ได้ทำให้เขาลืมในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ต้องเยียวยา และบำบัดฟื้นฟูทำให้เวลาที่เขานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่กับเหตุการณ์ นั้นได้ สิ่งเหล่านี้เดินไปในตัวของเขาเองไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการยุติธรรม จำเป็นต้องมีคนรอบข้างที่สนใจและมีส่วนในการเยียวยาและฟื้นฟู ผมมีเวลาอีก ๕ นาทีกว่า ๆ ที่จะพูดถึงสิ่งที่อยากตั้งใจพูดอยู่ ๓ ประการใหญ่ ๆ ด้วยกัน

หมวดหมู่ประการที่ ๑ คือการทำความเข้าใจและมายาคติที่เกี่ยวข้องกับ การละเมิดทางเพศในสังคมไทย

หมวดหมู่ประการที่ ๒ คือการศึกษาถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น

หมวดหมู่ประการที่ ๓ ก็คือการพูดถึงแนวทางหรือการศึกษาในการแก้ไข ปัญหาในเชิงป้องกันหรือปัญหาในระยะยาว

ท่านประธานที่เคารพครับ ๓๐ ปีที่ผ่านมาพลอต (Plot) เรื่องของละครไทย ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม มีฉากที่พระเอกข่มขืนนางเอก มีฉากที่ฝนตก มีฉากที่มีคนขับรถไป แล้วรถเสียในบรรยากาศที่ฝนตก มีกระท่อมปลายนา หรือเถียงนาในภาษาอีสาน แล้วพระเอกนางเอกก็หายเข้าไปในกระท่อม ปลายนา ผมคงไม่ต้องลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลับมาวันหนึ่งกลายเป็นว่านางเอกที่ถูก พระเอกละเมิดนั้นกลับมารักคนที่ละเมิดเขา ชีวิตจริงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ชีวิตจริงไม่มีหรอก สำหรับคนที่ถูกละเมิดแล้วจะกลับมารักคนที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเขา นั่นคือ สิ่งที่เราพูดคุยกันมาโดยตลอดในสังคมไทย ไม่ต่างอะไรกับเอกสารที่ประกอบการพิจารณา ที่ทางสภา ได้กรุณาทำทั้ง ๒ ชุด มีข้อความในหนังสือเล่มเดิมในหน้า ๗ และหน้า ๘ ถ้าเป็น ฉบับใหม่จะเป็นในหน้า ๕ และหน้า ๖ ก็ตอกย้ำความเชื่อแบบเดียวกัน ตอกย้ำความเชื่อว่า ผู้หญิงไทยนั้นบรรพบุรุษเขาสั่งสอนว่าต้องรักนวลสงวนตัว ต้องมีเพศสัมพันธ์เมื่อถึงวัย อันสมควร ที่ประชุมแห่งนี้ตอบได้หรือไม่ว่าวัยอันสมควรคือเท่าไร ที่ประชุมแห่งนี้ตอบได้ หรือไม่ว่าการมีเพศสัมพันธ์เมื่อวัยที่เหมาะสมคือเท่าไร เราตอบไม่ได้หรอกความเชื่อของ การรักนวลสงวนตัวยังถูกตอกย้ำด้วยความเชื่อว่าผู้หญิงนั้นต่างหากที่พาตนเองไปเสี่ยงภัย การแต่งกาย การเที่ยวกลางคืน การเมาสุรา การไปในที่ที่อาจจะมีที่ไม่ปลอดภัย ไม่ใช่ตัวตอบว่า จะมีใครมีสิทธิมาละเมิดทางเพศต่อตัวเขา มายาคติแบบนี้ยังฝังอยู่เต็มไปหมดเพราะเราอยู่ บนพื้นฐานที่เรียกว่าวัฒนธรรมอำนาจเหนือ วัฒนธรรมที่มีอำนาจนิยม วัฒนธรรมที่มีการเหยียด การมองคนไม่เท่ากัน ฉะนั้นวันนี้ประเด็นเรื่องของการเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจเรื่องเพศ ที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะมีการตั้งขึ้นในอนาคตท่านต้องทำ ความเข้าใจ ในขณะเดียวกันท่านต้องทำความเข้าใจบริบทของผู้ไปละเมิดเขาหรืออะบิวเซอร์ (Abuser) ผู้กระทำความผิดในคดีเพศหลายรายเคยมีประวัติการถูกละเมิดทางเพศในวัยเด็ก ผู้กระทำความผิดในคดีทางเพศหลายรายมีภาวะด้านจิตวิทยาเป็นกลุ่มที่ชอบมีเพศสัมพันธ์ กับเด็กที่เรียกว่าเพดโดไฟล์ (Pedophile) เป็นกลุ่มที่มีบุคลิกภาพแปรปรวนหรือบุคลิกภาพ ๒ ขั้ว เป็นกลุ่มที่มีโรคทางจิตเวช หลายรายมีปัญหาเรื่องการฟังก์ชัน (Function) หรือวิธีคิด ความเข้าใจเหตุและผล ฉะนั้นหากเราไม่ค้นหาสาเหตุของการกระทำความผิดที่ชัดเราก็ไม่ สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการละเมิดทางเพศได้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะพูดถึงการคัดกรองและการจัดการเวลาที่เกิดเหตุ ตัวเลขสถิติบอกชัดเจนว่าในบรรดาคดีที่เกิดขึ้นและมีการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม นั่นอาจจะเป็นเพียง ๓ เปอร์เซ็นต์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ แสดงว่า ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออยู่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงวันนี้อยู่ที่ไหนครับ ผมมีอยู่ ๔ ข้อสั้น ๆ ว่าเราจำเป็น ต้องมี

ประการที่ ๑ กระบวนการคัดกรองแต่ไม่ใช่การตัดตอน เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้ว มีครูคนหนึ่งโทรมาปรึกษาผมถึงการถูกละเมิดทางเพศของลูกศิษย์ในโรงเรียน เขาได้นำความนี้ ปรึกษาผู้บริหาร ผู้บริหารบอกว่าคุณต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับเพราะห่วงต่อชื่อเสียงโรงเรียน ท่านเห็นหรือไม่ครับ การคัดกรองกลายเป็นการตัดตอน

ประการที่ ๒ จะต้องรู้จักวิธีการที่เรียกว่าการอินเทก เคส (Intake case) หรือการเข้าไปจัดการว่าเวลาที่เกิดเหตุแล้วจะต้องมีกระบวนการในการดำเนินการอย่างไร กระบวนการยุติธรรมที่เพื่อนสมาชิกหลายคนพูดถึงต้องไม่ใช่กระบวนการที่รีอะบิวส์ (Re-abuse) หรือกระทำซ้ำต่อเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่าทำไมถึงไม่ร้อง ไม่ว่าจะเป็น คำถามว่าทำไมถึงปล่อยตัว ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่าไปอยู่ตรงนั้นทำไม สิ่งเหล่านี้คือความคิด หรือมายาคติที่ตอกย้ำมาโดยตลอด ตอกย้ำแม้กระทั่งในเวลาที่เขาไปขอรับค่าตอบแทน ผู้เสียหายในคดีอาญาต่อสำนักงานยุติธรรมจังหวัด เด็กหญิงอายุ ๑๒ ปีถูกละเมิดทางเพศ จากผู้ชายอายุ ๔๐ กว่าปี สำนักงานยุติธรรมท่านให้ความเห็นบอกว่าเด็กหญิงอายุ ๑๒ ปี เป็นคนเปิดประตูบ้านให้เขาเข้ามาข่มขืนเอง ถ้าว่าแบบนี้เรายอมรับได้หรือไม่ครับ กระบวนการ ต่อมาคือกระบวนการเรื่องการเยียวยา และที่ไม่มากหรือไม่น้อยไปกว่ากันก็คือต้องทำงาน กับผู้กระทำความผิดเช่นเดียวกัน นั่นเป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมจำเป็นต้องพูดถึงในระยะเวลาที่มีอยู่น้อยนิดก็คือการป้องกัน ใน ๔ ระดับ

การป้องกันประการที่ ๑ ที่เรียกว่าการป้องกันปฐมภูมิคือการสอนให้เด็กรู้จัก ทักษะการปฏิเสธ รู้จักขอบเขตหรือร่างกายของตนเองว่าแค่ไหนมากน้อยต่างกันอย่างไร เขาเรียกฟีลลิง เยส (Feeling Yes) ฟีลลิง โน (Feeling No)

การป้องกันประการที่ ๒ คือการป้องกันที่เรียกว่าการคัดกรอง คนใดตกอยู่ ในภาวะเสี่ยงวันนี้ พ่อแม่ดื่มสุรา อยู่กับครอบครัวตามลำพัง ไม่มีผู้ดูแล มีภาวะไอคิว (IQ) หรือระดับสติปัญญาต่ำต้องคัดกรองก่อนเขาถูกกระทำ

การป้องกันประการที่ ๓ คือการป้องกันเมื่อเกิดเหตุแล้วจะให้ความช่วยเหลือ เขาอย่างไร

การป้องกันประการที่ ๔ คือการป้องกันที่จะทำให้คนที่ถูกกระทำไม่กลายเป็น ผู้กระทำความผิดซ้ำ

ผมขออนุญาตท่านประธานที่เคารพจบภายใน ๒๐ วินาทีต่อไปนี้ ท่านประธาน ผมอยากย้อนให้กลับไปนึกถึงเหตุการณ์กรณีของน้องผู้หญิงที่ถูกข่มขืนบนรถไฟแล้วเสียชีวิต เพื่อนสมาชิกหลายคนก็พูดถึง แต่ผมเป็นคนที่คุยกับครอบครัวของเขา ผมเป็นคนที่คุยกับ คุณครูของเด็กผู้หญิงคนนี้ ครอบครัวไม่ติดใจว่าผู้กระทำความผิดจะต้องโดนประหารชีวิต หรือไม่ พูดในทางตรงกันข้ามอาจจะไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ครอบครัวนี้ติดใจ คุณครูของเขา ติดใจ เขียนจดหมายน้อยผมยังเก็บไว้เลยถ้าท่านประธานอยากดู วันหลังจะเอามาให้ดูครับ เขาเขียนแบบนี้ครับ สิ่งที่เขาติดใจก็คือว่าเขาติดใจโลกโซเชียล (Social) โลกสังคมออนไลน์ (Online) ที่มีการเขียนต่อ ๆ กันไปว่าในขณะที่น้องผู้หญิงถูกละเมิดทางเพศทำไมไม่รู้จักร้อง ทำไมไม่รู้จักต่อสู้ เธอสนุกกับเขาอยู่ใช่หรือไม่ แล้วทำไมพาตนเองไปในที่ไม่ปลอดภัยแบบนั้น สิ่งเหล่านี้ที่เราเรียกว่าวาทกรรมหรือความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นผมสนับสนุนให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการละเมิดทางเพศที่มากและไกลไปกว่า การข่มขืนกระทำชำเราอย่างเป็นระบบ และขอบพระคุณสภาแห่งนี้ที่ตั้งใจจะทำเรื่องนี้ ขอบพระคุณครับ