เอกภพ เพียรพิเศษ หารือประเด็นการใช้กัญชาทางการแพทย์ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการอิงข้อมูลวิชาการ ความเสี่ยงจากผลข้างเคียงและปัญหาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ไม่สม่ำเสมอ พร้อมเรียกร้องให้เน้นการวิจัยอย่างเข้มข้นเพื่อจัดทำกรอบการใช้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
เมอร์รีคริสต์มาส (Merry Christmas) ครับท่านประธาน ผม นายแพทย์ เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคอนาคตใหม่ ก่อนอื่นผมต้องขอบอกว่าผมเห็นด้วยกับการที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือว่า ยารักษาโรคชนิดใหม่ ๆ ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการบ่งชี้ว่ามีประโยชน์ต่อการรักษาโรคและสุขภาพ ของคนไทย ผมเน้นย้ำนะครับ ต้องมีข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนว่ามีประโยชน์ในเรื่องของ กัญชาที่ผมจะพูดถึงนี้ กัญชาถือว่าเป็นยาใหม่เหมือนกันมนุษย์เรารู้จักกัญชามาหลายพันปีแล้ว แต่เราเริ่มพบว่ามีสารในกัญชาที่ออกฤทธิ์สกัดออกมาได้เริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๖๗ หรือเมื่อ ๕๒ ปี ที่แล้วเท่านั้นเองที่เราพบว่ากัญชามีสารทีเอชซี (THC) แล้วจากนั้นเราต้องรอมาอีก ๓๐ ปี เราถึงรู้ว่าเจ้าทีเอชซี (THC) นั้นออกฤทธิ์ในร่างกายด้วยการมีตัวรับในร่างกายที่ชื่อว่าซีบี ๑ (CB1) แล้วเราเจอว่ามีอีกตัวหนึ่งที่ชื่อว่าซีบี ๒ (CB2) สำคัญอย่างไรครับ สำคัญตรงที่ว่า ถ้าในร่างกายมีตัวรับแบบนี้แสดงว่าร่างกายของเราสามารถผลิตสารอะไรบางอย่าง ที่ออกฤทธิ์คล้าย ๆ กัญชาที่เราใช้เหมือนกัน หลังจากนั้นมนุษย์เราก็ค้นพบว่ามีสาร ในร่างกาย ๒ ตัวที่ออกฤทธิ์แบบเดียวกับกัญชาในร่างกาย ชื่อว่าอนันดามายด์ (Anandamide) กับ ๒ เอจี (2-AG) ในปี ๑๙๙๕ หรือว่าเมื่อ ๒๔ ปีก่อนหน้านั้นเอง จะเห็นว่า ในวงการแพทย์กัญชาแล้วก็การออกฤทธิ์ของกัญชาในร่างกายของคนเรายังเป็นเรื่องใหม่ มากครับ ยังเป็นเรื่องที่เราต้องค้นหาอีกเยอะ ยังเป็นเรื่องที่เราต้องวิจัยอีกมาก เมื่อปี คริสต์ศักราช ๒๐๐๔ วารสารทางการแพทย์ชื่อว่า บริทิช เจอร์นอล ออฟ สปอร์ต เมดิซีน (British Journal of sports medicine) ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษารวบรวมผลการวิจัย ผลการวิจัยบอกว่าการออกกำลังกายในความหนักระดับปานกลางก็อาจจะเป็นระดับที่เรา เรียกว่าโซน ๒ (Zone2) หรือโซน ๓ (Zone3) ถ้าใครอยากรู้ว่าแบบไหนมาถามผมได้นะครับ สามารถกระตุ้นให้มีการหลั่งสารที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ที่ชื่อว่าอนันดามายด์ (Anandamide) ออกมาทำให้คนที่ออกกำลังกายมีความสุขและเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลินในการออกกำลังกาย และติดการออกกำลังกาย เมื่อออกกำลังกายแล้วติดก็จะออกกำลังกายมากขึ้นส่งผลดีต่อ สุขภาพ เมื่อก่อนเราเชื่อว่าออกกำลังกายอาจจะเป็นผลจากเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) แต่ว่า ความรู้ใหม่เรารู้แล้วว่าเกิดจากสารตัวนี้ที่ชื่อว่าอนันดามายด์ (Anandamide) ซึ่งเป็นสาร กลุ่มเดียวกับกัญชานั่นเอง ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่ากีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ แต่ผมจะบอกไว้ว่ากัญชา กัญชาไม่ใช่ยาวิเศษ เราเข้าใจกันผิดว่าในปัจจุบันนี้หลังจากที่มีการบูม (Boom) เรื่องของ กัญชาขึ้นมา กัญชากลายเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดว่ารักษาได้ทุกโรค รักษาอะไรก็ได้ ผมว่าไม่ใช่ และอีกประโยคหนึ่งที่ท่านประธานอาจจะเคยได้ยินในการเปิดตัวสายการบินสายการบินหนึ่ง ที่เขาใช้คำว่า ใคร ๆ ก็บินได้ สำหรับกัญชาในปัจจุบันนี้กลายเป็นว่าใคร ๆ ก็จ่ายยากัญชาให้ คนไข้ได้ ผมมีข้อมูลที่น่าตกใจจากศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี เก็บข้อมูลตั้งแต่ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ มีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยกัญชาแล้วก็ มีผลข้างเคียงจนต้องโทรไปหาและปรึกษาหรือว่าไปรักษาที่โรงพยาบาลต่าง ๆ แล้วโทรไปหา ด้วยทั้งสิ้น ๓๐๒ ราย ไม่ใช่แค่นั้นครับอันนี้เฉพาะที่โทรไปหา แต่ที่ไม่ได้โทรไปหาและปรึกษา มีอีกเท่าไร ยังไม่ทราบนะครับ ๓๐๒ รายมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกเดือนอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่าตกใจคือรุนแรงถึงขั้นชัก ๔ ราย โคม่า (Coma) ๔ รายถึงขั้นต้องใส่ท่อช่วยหายใจอยู่ในไอซียู (ICU) ใน ๓๐๒ รายที่ผมบอกมี ๒๔๐ รายที่ระบุว่าใช้ไม่ตรงกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์มีอะไร มีเพื่อนสมาชิกหลายคนพูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วการใช้ไม่ตรงข้อบ่งชี้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ มีอันตรายและในจำนวนนี้ ๑๓๘ รายเกิดผลจากการใช้ครั้งแรกแสดงว่าอะไรครับ การใช้น้ำมันกัญชานั้นไม่ได้มีความปลอดภัยเสมอไป การใช้ครั้งแรกมีผลข้างเคียงเกือบครึ่ง ฉะนั้นแล้วผู้ใช้น้ำมันกัญชาต้องได้รับการแนะนำที่ถูกต้องและถ้ามีผลข้างเคียงต้องได้รับ การรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงทีเช่นเดียวกัน มีผลเสียถึงขั้นเสียชีวิตถึงโคม่า (Coma) เอาละ มีข้อมูลน่าตกใจอีกอย่างคือว่า ๕ รายในจำนวนนี้เกิดจากการเปลี่ยนขวดใหม่ ก็คือใช้ขวดเก่า หมดแล้วมาใช้ขวดใหม่เกิดอะไรขึ้นครับ มีข้อมูลที่คิดว่าน่าจะเป็นจากความไม่สม่ำเสมอ ของการผลิตทำให้สารองค์ประกอบในกัญชาแต่ละขวดไม่เท่ากัน แต่ละลอต (Lot) ที่ผลิต ต่างกัน เวลาที่เรากินยาแต่ละเม็ดการออกฤทธิ์น่าจะเหมือน ๆ หรือเท่า ๆ กัน แต่ถ้าน้ำมันกัญชา ที่ใช้ไปแล้วแต่ละขวดได้ผลไม่เท่ากันอันนี้จะรักษาโรคได้หรือครับ แล้วเราจะเอาอย่างไรดีกับ กัญชา ณ ตอนนี้ที่เรากำลังจะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา ผมเสนอว่าให้เราเน้นเรื่องของการ วิจัยและการใช้ข้อมูลทางวิชาการเป็นหลัก ช่องว่างของประเทศไทยที่จะเข้าสู่ตลาดกัญชาได้ ผมคิดว่าถ้าเราวิจัยทางแพทย์แผนปัจจุบันอาจจะไม่ทันชาวบ้านเขาแล้ว กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ มีสิ่งเดียวที่เราอาจจะทำได้คือเรื่องของสูตรยาแผนไทย แต่สูตรยาแผนไทยนั้นเราต้องวิจัย แบบที่หมอทั่วโลกเขายอมรับ วิจัยแล้วให้เขาเอาผลการวิจัยนั้นไปใช้ประโยชน์และอ้างอิง และรักษาคนไข้ของเขาได้ อันนี้คือช่องว่างทางธุรกิจที่ประเทศไทยมีโอกาสทำให้เป็นไปได้ เพราะว่าในปัจจุบันนี้การรักษาคนไข้เรารักษาโดยการอิงข้อมูลทางวิชาการ ไม่ได้รักษา ตามอำเภอใจหรือรักษาว่าเห็นคนโน้นรักษาหายคนนี้อาจจะต้องรักษาหายเหมือนกัน ไม่ใช่นะครับ เพราะว่าเรื่องกัญชาเรายังมีแง่มุมอีกมากที่ต้องทำการศึกษาทำความเข้าใจ เพื่อน ๆ สมาชิกอาจจะพูดถึงซีบีดี (CBD) ทีเอชซี (THC) แต่จริง ๆ แล้วในกัญชายังมีสาร อีกมากมายอย่างที่หลาย ๆ ท่านพูดถึงซีบีซี (CBC) ซีบีเอ็น (CBN) ซีบีจี (CBG) และเทอร์พีน (Terpenes) แต่ละพันธุ์ของกัญชาก็รักษาได้ต่างกัน คนแต่ละคนเป็นโรคเดียวกันใช้กัญชา แบบเดียวกันอาจจะไม่หายเหมือนกันก็ได้นี่คือสิ่งที่เราต้องทำการศึกษาวิจัย ถ้าหากทุกท่าน คิดว่ากัญชาจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมากอบกู้เศรษฐกิจ มากอบกู้สุขภาพของคนไทย ผมคิดว่า สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือว่าควรจะต้องมีการทุ่มเทครับ ทุ่มเทวิจัยที่มากกว่าการหลอกขาย น้ำมันกัญชาบนความหวังของคนไข้ที่จะหายจากโรคต่าง ๆ ผมคิดว่าจุดนี้สำคัญแล้วเป็นจุดที่ เราต้องให้ข้อมูลและความรู้ประชาชนทั่วไป และด้วยความที่ผมเป็นแพทย์ทางด้าน เวชศาสตร์การกีฬาและดูแลนักกีฬาทีมชาติด้วย ผมมีอย่างหนึ่งที่จะต้องขอเตือนไว้ก็คือ ในรายการสารกระตุ้นประกาศล่าสุดคือจะใช้ในต้นปี ๒๐๒๐ กัญชาและสารสกัดน้ำมันกัญชา ยังเป็นสารกระตุ้นที่ต้องห้ามในนักกีฬาอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นนักกีฬาที่จะต้องไปโอลิมปิกไปแข่งขันในระดับนานาชาติต้องระมัดระวัง แต่มีข้อยกเว้นครับคือซีบีดี (CBD) ใช้ได้ แต่ต้องเป็นซีบีดี (CBD) บริสุทธิ์เท่านั้นอันนี้ คือสิ่งที่เราจะทำได้ เพราะฉะนั้นแล้วที่ผมพูดมาในวันนี้สิ่งที่อยากจะนำเสนอก็คือว่ากัญชา เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ แต่เป็นโอกาสที่เราต้องย่างก้าวไปแบบมีคุณภาพแล้วก็ อยู่บนพื้นฐานของวิชาการ ขอบคุณครับ