สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

ธนา ชีรวินิจ กล่าวถึงการนำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง โดยอ้างว่าประชาชนที่มาด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์จะมาแสดงออกทางการเมือง และเรียกร้องให้เยียวยาความเสียหายให้กับผู้เสียชีวิตและญาติผู้เสียชีวิต แต่ธนา ชีรวินิจ กล่าวว่า ท่านประธานไม่ได้มีจุดประสงค์ที่แท้จริงในการเยียวยาดูแลผู้สูญเสียชีวิตและผู้ถูกจําคุก และท่านประธานเลือกปฏิบัติที่จะเห็นความทุกข์ของคนติดคุกบางประเภท

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมต้องลุกขึ้นมา ทําหน้าที่ในฐานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง แล้วในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งได้ทําหน้าที่ตลอดการประชุม ๑๔ วันที่ผ่านมา และเป็นคนหนึ่งที่ไม่รับหลักการ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อเข้าสู่วาระที่หนึ่ง แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ตลอดระยะเวลาการทําหน้าที่กรรมาธิการของผมตลอด ๑๔ ครั้งที่ผ่านมามันทําให้ความเชื่อ ของผมในการที่จะยกมือไม่สนับสนุนที่จะรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าผมคิดถูก ในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภา สิ่งหนึ่งที่กรรมาธิการ หรือที่ประชุมแห่งนี้พูดจากัน แล้วก็เพื่อนสมาชิกท่านเมื่อสักครู่นี้ก็พูดครับว่าจะเป็นช่องทาง ที่จะเกิดความปรองดองของคนในชาติ คนที่มีความคิดเห็นต่างจะได้มีการพูดคุยกันได้ มีความเข้าใจกันได้ ท่านประธานที่เคารพครับ คําว่า ปรองดอง หมายถึงเห็นพ้องต้องกัน เมื่อไรก็ตามที่คนเห็นพ้องต้องกันแล้ว เมื่อนั้นความรู้สึกสมานฉันท์ปรองดองจะเกิดขึ้น วันนี้ ถ้าท่านคิดแต่เพียงว่าการออกกฎหมายฉบับหนึ่งโดยอาศัยเสียงข้างมากในฐานะผู้ชนะหรือ จะอะไรก็แล้วแต่ แล้วจะปิดปากให้คนที่ไม่เห็นด้วยต้องยอมรับข้อเสนอของท่านนั้น ผมเรียนเลยครับตั้งแต่วันแรกว่านั่นไม่ใช่การปรองดอง และสิ่งที่สนับสนุนความคิดของผมว่า นี่ไม่ใช่การปรองดองที่แท้จริง แต่เป็นชัยชนะของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการทํางาน ทางการเมือง ที่ผมบอกว่าไม่ปรองดอง ท่านประธานปฏิเสธผมไม่ได้เลยครับ ตั้งแต่ พ.ร.บ. ปรองดองฉบับแรกเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ชื่อร่าง พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ขออนุญาต เอ่ยนามท่านอีกครั้งหนึ่ง ความจริงไม่ได้อยากเอ่ยนามชื่อนี้เลยครับท่านประธาน วันนั้น ท่านประธานก็เห็นว่าสังคมในสภาข้างนอกเกิดเหตุการณ์อะไร คนที่ไม่เห็นด้วยลุกขึ้นแสดง ความคิดเห็น แสดงออกทางการเมือง แสดงออกซึ่งความรู้สึกที่เขามีต่อกฎหมายฉบับนี้ และท้ายที่สุดกฎหมายฉบับนี้ก็ถูกพักเก็บเอาไว้ เพราะว่ารู้ว่าสถานการณ์ของสังคมนั้นมัน ไม่เอื้ออํานวย แต่แล้วจู่ ๆ วันหนึ่ง ท่านประธานครับ ก็ได้มีการหยิบยกร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง และสิ่งหนึ่งที่ร่างร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้ก็คือ วันนี้จะนิรโทษกรรมให้กับพี่น้องประชาชน ที่เขามาแสดงออกทางการเมือง มาชุมนุมทางการเมือง แต่ต้องถูกผลกระทบ คนเหล่านี้ มาด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ และในความผิดหลายความผิดที่ท่านจะเชื่อมโยงไปในความรู้สึก ของผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่เมื่อท่านพูดว่าประชาชนที่เขามาด้วยจิตใจ อันบริสุทธิ์จะมาแสดงออกทางการเมือง ผมก็พอจะรับได้ แต่ก็มีความรู้สึกอยู่นิด ๆ ครับว่า นี่คือเจตนาที่แท้จริงหรือไม่ เพราะวันที่ท่านเอาเข้ามา ผมลุกขึ้นถามท่านว่า ท่านต้องการ เยียวยาความเสียหายให้กับผู้เสียชีวิตและญาติผู้เสียชีวิตใช่หรือไม่ หรือคนที่ครอบครัวเขา ต้องติดคุกอย่างที่ท่านประธานบอกเมื่อสักครู่นี้ครับ ว่าที่ต้องเร่งเอาเข้าให้ก็เพราะว่า มีคนติดคุกรอไม่ได้ ซึ่งคําพูดของท่านประธาน ผมก็อยากให้ท่านประธานระมัดระวัง เพราะ ท่านประธานเอาเข้าสู่ระเบียบวาระในวันนี้ โดยอ้างว่าคนติดคุกเขาเดือดร้อน มันจะ กลายเป็นว่าท่านประธานนี้เลือกปฏิบัติที่จะเห็นความทุกข์ของคนติดคุกบางประเภท โดยเฉพาะในทางการเมือง ในสังคมไทยมีคนต้องติดคุกจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม จากเจ้าหน้าที่รัฐ จากการหาเช้ากินค่ํา จากการต่อสู้ใช้ชีวิตในช่วงเศรษฐกิจที่ลําบากฝืดเคือง มีถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ของรัฐที่ถูกทางการดําเนินคดีต่าง ๆ เป็นต้น คนเหล่านี้เขาเคยเรียกร้อง มายังประธานสภาผู้แทนราษฎรจํานวนมาก ท่านเคยใส่ใจเอาความทุกข์ร้อนของคนเหล่านี้ เข้ามาพิจารณาเหมือนกับที่ท่านทําวันนี้หรือไม่ อันนี้ผมเชื่อว่าสังคมตอบได้ ท่านประธาน ไม่ต้องตอบผม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า ท่านอ้างว่าท่านจะเยียวยาคนที่สูญเสีย ครอบครัวถูกติดคุกก็ดี จึงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ว่าในขณะเดียวกันครับ ญาติผู้เสียชีวิตและเขาสูญเสีย เขาก็ยื่นร่างพระราชบัญญัติมาประกบท่าน มาเสนอท่าน เหมือนกัน แต่ท่านไม่เอาร่างของผู้สูญเสียที่ท่านอ้างอยากจะทําให้เขามาเป็นร่างหลัก ในการพิจารณา นั่นคือประเด็นแรกที่ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายใจว่าการเสนอกฎหมายของท่าน ในวันนั้น ท่านไม่ได้มีจุดประสงค์ที่แท้จริงสําหรับเยียวยาดูแลผู้สูญเสียชีวิตและผู้ถูกจําคุก ในการต่อสู้ทางการเมือง ในกรรมาธิการครับท่านประธาน ในฐานะผมเสียงข้างน้อย ผมก็อยากที่จะชี้แจงให้ที่ประชุมนี้ได้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราเริ่มประชุมกัน ผมก็รู้สึก ถึงความปรารถนาที่ดีของที่ประชุมตั้งแต่เริ่มต้น เราได้พูดคุยกันครับว่าเราจะสนทนาธรรม ถ้าเห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของชาติจริง ๆ แล้วอยากจะแก้ไขกัน โอเคเราเปิดใจกว้างแล้วมา พูดจากันว่าตั้งแต่สังคมเกิดความแตกแยกกันมีใครได้รับผลกระทบบ้าง เราจะรับฟัง ผลกระทบจากปากของผู้สูญเสียจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจากเหลือง ไม่ว่าจากแดง ไม่ว่าจาก เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งทางด้านเรื่องกฎหมาย คดีความ ศาล อัยการ พนังงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ของรัฐ เรามารับฟังความคิดเห็นของคนเหล่านี้กันให้หมด ซึ่งก็ดีใจครับท่านประธานในวันนั้น ท่านประธานกรรมาธิการท่านก็บอกว่าท่านจะรับฟัง ทุกอย่าง แล้ววันนั้นการประชุมกรรมาธิการก็เดินไปด้วยความเรียบร้อย เราตกลงที่จะเชิญ ผู้ที่มีผลกระทบ ก็คือญาติผู้เสียชีวิตมาชี้แจง กลุ่มเสื้อแดงมาชี้แจง ทนายของกลุ่มเสื้อแดง ทนายของกลุ่มเสื้อเหลือง เจ้าหน้าที่กฎหมาย คณะกรรมการ คอป. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ การดําเนินการที่ก่อให้เกิดความสูญเสียในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของสังคมไทย แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ ความรู้สึกผิดปกติเริ่มกลับเข้ามาสู่กรรมาธิการครับ เมื่อการชี้แจงของทนาย กลุ่มเสื้อแดงเสร็จสิ้นแล้วถึงการชี้แจงของทนายกลุ่มพันธมิตร ทนายกลุ่มพันธมิตรเขามี หนังสือตอบมายังประธานกรรมาธิการว่า เวลาที่ให้เขามาชี้แจงนั้นมันรวดเร็ว มันเร่งรัด เกินไป เขามีเอกสารจํานวนมากที่ต้องรวบรวม เขายังขอสงวนสิทธิที่อยากจะมาชี้แจง แต่ขอให้นัดหมายกันใหม่ ตั้งแต่วันนั้นละครับ ท่านประธาน วันนั้นก็มีกรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอครับว่าไม่เอาแล้วครับ ไม่ฟังแล้วครับ ความคิดเห็นแตกต่างทั้งหมดที่เราจะมาร่วมกันแก้ไขไม่ต้องฟังแล้ว รับรู้กันหมดแล้ว ขอพิจารณาเข้าสู่ร่างพระราชบัญญัติเลย นี่คือความผิดปกติที่เริ่มเกิดขึ้น ก็ไหนละครับที่เรา บอกว่าเราจะรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย ถ้าคิดว่าเราเป็นเสียงข้างมาก แล้วเสียงข้างน้อยไม่มี ความหมาย ถ้าคิดว่าการลงมติในวันนี้ชนะแน่นอน ไม่สนใจว่าเสียงข้างน้อยเขาจะรู้สึก อย่างไร ไม่สนใจว่าประชาชนอีกส่วนหนึ่งเขาจะรู้สึกอย่างไร นั่นหมายถึงท่านกําลังแบ่งแยก ประชาชน นั่นหมายถึงว่าท่านไม่ได้ต้องการให้สังคมไทยนี้มีความสงบสุขและปรองดอง อย่างที่ท่านพูดอย่างไรครับ ถ้าท่านต้องการปรองดองอย่างที่ท่านพูด ท่านต้องละความ เป็นตัวของท่าน แล้วลงมาพูดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร และท่านในฐานะเป็นรัฐบาล เป็นผู้ มีอํานาจ ท่านจะต้องแสดงซึ่งความเสียสละในการให้สังคมกลับเข้าสู่ความปกติสุขและ การลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น วันนี้สังคมที่เกิดขึ้นในการขัดแย้งมันมีอยู่หลายประเด็นครับ ท่านประธาน เราอาจจะไม่สามารถแก้ไขประเด็นต่าง ๆ ทั้งหมดได้ในคราวเดียว แต่เรา ต้องเริ่ม และรัฐบาลจะเป็นคนที่สามารถเดินหน้ากระบวนการนี้ได้ดีที่สุด แต่ท่านก็ไม่เลือกใช้ กระบวนการนี้อย่างไรครับวันนี้เป็นอย่างไรครับ กฎหมายฉบับนี้เข้ามา แม้กระทั่งกลุ่มคน มวลชนของท่านเองก็ออกมาคัดค้าน แทนที่จะเกิดความปรองดองที่แท้จริง ก็เกิดรอยปริแยก ของสังคมขึ้นอีกส่วนหนึ่งแล้ว แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือว่า สะท้อนให้เห็นว่าท่าน ในฐานะเสียงข้างมาก ท่านไม่ได้เปิดใจกว้างที่จะรับฟังเสียงข้างน้อยเลย แล้วท่านก็ใช้ เสียงข้างมากลากในที่ประชุมไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธาน เพราะนี่เป็นเรื่องสําคัญ กรรมาธิการตัดสิทธิกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้ขอ แปรญัตติ อยู่ ๆ ท่านเชิญให้มาแปรญัตติในวันที่ ๓๐ วันที่ ๓๑ ตกลงในกรรมาธิการ เรียบร้อย แล้วประธานก็ออกกฎหมายฉบับใหม่เร่งด่วน เสร็จประชุมวันศุกร์ ท่านก็ นัดประชุมเร่งด่วนขึ้นมาทันทีเป็นวันที่ ๒๔ วันที่ ๒๕ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ที่เราปิด สมัยประชุม ที่เราปิดสภากันเพื่อไปดูแลพี่น้องที่เขาเดือดร้อนเรื่องปัญหาน้ําท่วมอย่างไรครับ แต่ประธานก็เรียกให้ผู้มาชี้แจง มาชี้แจงคําแปรญัตติ ท่านประธานครับ เกิดเรื่องไม่ปกติขึ้น ในกรรมาธิการ ซึ่งผมไม่อยากให้ที่ประชุมแห่งนี้เราละเลย ท่านประธานกําหนดวันแปรญัตติ ไว้วันที่ ๒๔ และวันที่ ๒๕ มีผู้ขอแปรญัตติ ๑๐๐ กว่าท่าน เข้ามาชี้แจงคําแปรญัตติ เป็นลําดับ ๆ แล้ววันนั้นก็พูดจากัน เราก็มีการสอบถามว่าในเมื่อมีผู้ขอแปรญัตติเยอะ เขาต้องได้รับสิทธิในการชี้แจงคําแปรญัตติของเขา เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะ กรรมาธิการวิสามัญนั้นคือผู้ที่ไปรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อที่จะพิจารณาให้มีความละเอียด รอบคอบและนําเสนอที่ประชุมสภา เวลาที่เพื่อนสมาชิกลุกขึ้นซักถาม สอบถามว่าในประเด็นนี้ ประเด็นนั้น กรรมาธิการไปพิจารณาอย่างไร ถ้าเราไม่พิจารณาให้รอบคอบเราจะไม่สามารถ ตอบคําชี้แจงของเพื่อนสมาชิกได้ เพราะฉะนั้นคําแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกจึงมีความสําคัญ ที่จะต้องให้กรรมาธิการวิสามัญได้รับฟัง แต่ท่านประธานรู้ไหมครับ ท่านประธานสามารถ ผมนี่ละครับ ก็บอกว่าวันศุกร์นี้จะเอาถึงเช้ากี่โมงก็ได้ กรรมาธิการพร้อมที่จะอยู่ทํางาน เราก็ไม่ว่าครับ เมื่อเรามาแปรญัตติแล้ว หรือรับมอบแปรญัตติเราก็พร้อมจะทําหน้าที่ ที่จะชี้แจงคําแปรญัตติ เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญได้รับฟังเหตุและผล ไม่แน่อาจจะกลับมติ ของกรรมาธิการก็ได้ แต่เมื่อถึงเวลา ๒๔.๐๐ นาฬิกาเศษ ๆ ประมาณ ๕ นาที ท่านประธาน สามารถก็ลุกขึ้นและแจ้งต่อที่ประชุมว่า บัดนี้ครบกําหนดระยะเวลา ๒ วันที่ได้กําหนด แปรญัตติแล้ว จึงขอให้ผู้ที่เข้าชื่อขอแปรญัตติและผู้ที่รับมอบอํานาจมาทั้งหมดนั้น ได้สิทธิ ในการมาชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และขอปิดการประชุมให้มาดูรายงาน การประชุมในเช้าวันจันทร์ท่านประธาน