สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๖

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขใน 6 ประเด็น โดยสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 6 เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการร่วมพิจารณาการแก้ไขมาตรา 10 ที่วุฒิสภาเพิ่มเข้าไป

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าวุฒิสภาไปแก้ไขใน ๖ ประเด็น ซึ่งมีทั้งที่ เป็นประเด็นสําคัญและไม่ใช่ประเด็นสําคัญ คณะกรรมาธิการร่วมก็ได้พิจารณา แล้วก็ส่ง รายงานมาให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาในวันนี้ ผมเห็นด้วยในหลายประเด็นนะครับ แต่ว่ามีข้อสังเกตเพียงบางประเด็นเท่านั้น ขออนุญาตใช้เวลาของสภานี้เพียงเล็กน้อย ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนในการที่คณะกรรมาธิการร่วมเห็นตามวุฒิสภาในการแก้ไข มาตรา ๖ ที่เป็นการเปิดช่องให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะเข้าชื่อในการเสนอกฎหมาย โดยใช้กลไกของสถาบันทางการเมืองที่เรามีอยู่ ก็คือกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ตามกฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมืองได้ อันนี้เป็นการช่วยผ่อนภาระของพี่น้องประชาชน ที่เขามีความสนใจในการเสนอกฎหมาย แต่ว่าไม่มีทุนทรัพย์พอ ในประเด็นนี้ในชั้นของ สภาผู้แทนราษฎรเราเคยได้ต่อสู้ว่าทําอย่างไรในการที่ให้ผู้ริเริ่มในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ ได้รวบรวมรายชื่อของพี่น้องประชาชนได้โดยที่ไม่ต้องมีรายละเอียดยุ่งยากมาก นั่นก็คือว่า เราต้องการให้ใช้เพียงบัตรประชาชนซึ่งในส่วนนี้ก็ได้รับความเห็นชอบทั้งในชั้นของ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เมื่อวุฒิสภาไปเพิ่มเติมในเรื่องของการให้การดําเนินการ เข้าชื่อเสนอกฎหมายนี้ขอรับการสนับสนุนโดยใช้ค่าใช้จ่ายจากกองทุนพัฒนาการเมือง ภาคพลเมืองตามกฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาทางการเมือง จึงเป็นความก้าวหน้าอีกชั้นหนึ่ง นะครับ

ในประเด็นที่เห็นด้วยอีกอย่างหนึ่งกับคณะกรรมาธิการร่วมก็คือว่า เมื่อวุฒิสภาไปแก้ไขโดยให้ใช้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้จัด เป็นผู้ดําเนินการจัดให้มี การรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น เราได้อภิปรายกัน อย่างเข้มข้นในชั้นที่วุฒิสภาแก้ไขมา แล้วมายังสภาผู้แทนราษฎรว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องนี้ และไม่มีความจําเป็นที่ภาครัฐ หรือหน่วยงานของรัฐจะมา สนับสนุนในเรื่องทํานองแบบนี้นะครับ ก็ให้เป็นอิสระ เป็นเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ที่จะใช้การระดมความคิดเห็นพี่น้องประชาชนในการให้ความเห็นชอบกับกฎหมาย กับร่างกฎหมาย แล้วก็ร่วมกันเสนอมา ไม่ใช่หน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็เห็นด้วย กับคณะกรรมการร่วมกันที่ได้ตัดออกทั้งมาตราในส่วนนี้นะครับ เช่นเดียวกันในเรื่องที่ ต่อเนื่องเกี่ยวกับการให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดไปรวบรวมรายละเอียด แล้วก็ไปสนับสนุน อันนี้ตัดออก ก็เป็นความต่อเนื่องนะครับ แต่ที่กระผมกังวลใจแล้วก็อยากตั้งข้อสังเกตก็คือว่า ในมาตรา ๑๐ ที่วุฒิสภาไปเพิ่มเติม เนื้อความเป็นอย่างนี้นะครับ มาตรา ๑๐ เมื่อได้รับ คําร้องตามมาตรา ๙ แล้วให้ประธานรัฐสภาตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของ เอกสารตามมาตรา ๙ ให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวัน หากปรากฏว่ามีรายมือชื่อของผู้มีสิทธิ เลือกตั้งจํานวนไม่ถึงหนึ่งหมื่นคน หรือมีเอกสารไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ให้ประธานสภาแจ้ง เป็นหนังสือไปยังผู้ริเริ่ม เพื่อดําเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไป เมื่อเห็นว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติทางสื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และจัดไว้ให้ประชาชน ได้ตรวจสอบ ณ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย อันนี้คือในส่วนที่สภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นชอบไป เราเห็นว่าทําแค่นี้มีความเหมาะสมแล้ว แต่ว่าในชั้นของวุฒิสภาไปเพิ่ม ความขึ้นไปอีกนิดหนึ่งต่อท้ายเมื่อที่กระผมอ่านเมื่อสักครู่ว่า และให้มีหนังสือแจ้งไปยัง ผู้มีรายชื่อนั้นด้วย ผมคิดว่าตรงนี้ละคือปัญหาสําคัญ ท่านประธานครับ ๑๐,๐๐๐ รายชื่อ ซึ่งเป็นภาระของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะต้องทําหนังสือไปถึงผู้เข้าชื่อ เหล่านั้นว่าเขาได้ตรวจสอบเสร็จแล้ว และถูกต้อง ผมคิดว่าเป็นขั้นตอนที่ไม่มีความจําเป็น การตรวจสอบขั้นตอนของผู้เข้าชื่อกันที่ครบถ้วนนั้น ก็คือตรวจสอบจากหลักฐาน บัตรประชาชนซึ่งสามารถตรวจสอบกับกระทรวงมหาดไทย สํานักทะเบียนราษฎร์ต่าง ๆ ก็สามารถที่จะให้คําตอบได้แล้ว เพียงแต่เราต้องการเพียงแต่ว่ามีชื่อครบถ้วนตามนั้นหรือไม่ และสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็มีหน้าที่ในการประกาศให้รู้ว่าในการเข้าชื่อเสนอ กฎหมายของคนกลุ่มนี้เป็นผลสําเร็จแล้ว ก็ประกาศทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสื่อสารของ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็กว้างขวางขึ้น มีสถานีโทรทัศน์ มีอะไรต่าง ๆ มากมาย และสามารถที่จะใช้พื้นที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการประกาศรายชื่อเหล่านั้น แต่การให้การไปกําหนดว่าให้ต้องมีหนังสือแจ้งไปยังผู้มีรายชื่อนั้นด้วย ผมคิดว่ามันมาก เป็นภาระเกินความจําเป็น ท่านคณะกรรมาธิการอาจจะคิดว่านี่เป็นสิทธิอันหนึ่งที่จะต้องแจ้ง กับเขา แต่ไม่จําเป็นครับ ผมคิดว่าอันนั้นเป็นการมองที่ค่อนข้างจะเกินความจําเป็น และเพียงแค่ว่าท่านได้ตรวจสอบชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็สามารถดําเนินการตาม กระบวนการ นั่นก็คือการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระเพื่อที่จะพิจารณาได้ แต่ถ้าท่านต้องรอให้มี การทําหนังสือแจ้งไปเพื่อมีรายชื่อ แล้วให้มีการทักท้วงกลับมาตามวรรคสองต่อมาท่านต้อง เสียเวลาอีกอย่างน้อย ๓๐ วัน กว่าที่กระบวนการในการเสนอของภาคประชาชนในการ เข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้นจะเสร็จสมบูรณ์ นี่คือความล่าช้าที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึง ไม่เห็นด้วยกับวุฒิสภาที่ได้มีการแก้ไขในประเด็นนี้ แต่ว่าคณะกรรมาธิการร่วมกันไปเห็นยอมตาม ในชั้นของกรรมาธิการร่วมไปเห็นชอบตามร่างของวุฒิสภา กระผมจึงตั้งข้อสังเกตก็อยากจะ สอบถามไปยังคณะกรรมาธิการว่ามีความจําเป็นอะไรที่จะต้องเติมถ้อยคําในส่วนนี้เข้าไป ขอบคุณครับท่านประธาน