สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๓ มกราคม ๒๕๕๖

วิรุฬห์ พื้นแสน เสนอปรับเงินเดือนของทหารให้เท่ากับตำรวจ และเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมจ่ายเงินเพิ่ม ๑๒๘ ล้านบาทเพื่อให้เงินเดือนของทหารเท่ากับตำรวจตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓

พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ วันนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายฝ่าย หลายท่านได้มีความสงสัยว่าทำไมเงินเดือนในร่างพระราชบัญญัติที่ทางรัฐบาลเสนอมาให้มี ผลบังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ความจริงแล้วผมก็อยากจะชี้แจง ให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจว่าความเป็นมาเป็นอย่างไร ขอย้อนไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๓ รัฐบาลในขณะนั้นได้เสนอกฎหมายพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติให้ปรับปรุงเงินเดือน ให้ข้าราชการตำรวจเท่ากับทหาร เพราะในขณะนั้นเงินเดือนของตำรวจในระดับสัญญาบัตร และชั้นประทวนได้เงินเดือนอัตราสูงสุดอยู่ประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท ซึ่งในปี ๒๕๕๓ นั้น ทางข้าราชการทหารได้รับเงินเดือนในอัตรา น.๒ หรือว่าถ้าเทียบตำรวจก็ ส.๒ ได้อัตรา เงินเดือน ๒๖,๐๐๐ บาท อัตราสูงสุดนะครับ เราจะเห็นว่าในการปฏิบัติงานของตำรวจหรือทหารก็ตาม บุคคลสำคัญ คือนายทหารชั้นผู้น้อยและนำกำลังไปปฏิบัติหน้าที่ก็คือถ้าเป็นทหารก็ยศร้อยเอก ถ้าตำรวจ เราก็เป็นร้อยตำรวจเอก แล้วก็มีนายสิบลงไปจนถึงพลตำรวจหรือพลทหารที่ปฏิบัติการ ในการปฏิบัติราชการไม่ว่าภาคใต้หรือกับสนามชายแดนทั้งหลายนั่น ก็พิจารณาว่าเข้าสู่สภา ตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาว่าให้เงินเดือนตำรวจเท่ากับทหาร ผมมีส่วนหนึ่งได้เป็นรองประธาน คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเงินเดือนตำรวจ พอเราไปพิจารณาในขณะนั้นบอกว่าความจริง เงินเดือนตำรวจนี้จะปรับไว้แค่ น.๒ นี่มันไม่เหมาะสม เพราะทางข้าราชการพลเรือน ในขณะนั้นได้ขึ้นมาก่อนแล้ว ขึ้นก่อนทหาร ขึ้นก่อนตำรวจ อัตราสูงสุดในการเต็มขั้นของ ข้าราชการพลเรือน ณ วันนี้คือ ๔๐,๐๐๐ กว่าบาท สำหรับคนที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึงปริญญาตรี แต่ทำงานชั้นสูงสุดถึง ๔๐,๐๐๐ บาท ในคณะกรรมาธิการขณะนั้นมีทั้งทหาร มีทั้งตำรวจ ได้พิจารณาด้วยกันครับ ทั้งของกระทรวงกลาโหมก็มาพิจารณา ตำรวจก็พิจารณาบอกว่า อย่างนั้นควรจะปรับเงินเดือนของตำรวจที่เท่ากับทหารที่เขาไว้เดิมนั้น คณะกรรมาธิการนั้น ขอปรับเข้าไปเป็น น.๓ หรือ ส.๓ ของตำรวจขึ้นเป็นอัตราเงินเดือน ๓๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป เป็นการเต็มขั้น ขณะนั้นก็ไปพิจารณากันบอกว่าโอเค (OK) ปรับแก้เงินเดือนตำรวจ ให้ไปก่อน ส่วนทหารนั่งอยู่ตามหลังนะบอกให้ตามหลัง คอยตามหลังทหารก็นั่งอยู่ด้วยกัน กระทรวงการคลังก็อยู่ ข้าราชการพลเรือนก็อยู่ ตกลงโอเคตาม แล้วก็มีผลบังคับว่าเงินเดือน ของตำรวจในร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลในขณะนั้นเสนอมาตั้งแต่วันประกาศ ราชกิจจานุเบกษาแต่เสนอมามันยาวครับกว่าจะเข้ามาสู่สภา เงินเตรียมไว้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ก็เลยว่าย้อนหลังแก้ไปวันที่ ๑ ตุลาคมนะครับ ให้มันไปวันที่ ๑ ตุลาคม พอเป็น วันที่ ๑ ตุลาคม ก็ประกาศใช้เป็นบทบัญญัติของกฎหมายออกเป็น พ.ร.บ. ตำรวจ ทำให้ เงินเดือนตำรวจมากกว่าทหาร หลังจากนั้นมาทหารแกก็คงทำเรื่องของแกไป ที่ทำมานี่ ทำเพิ่มมา ก็เพิ่งโผล่มาเมื่อรัฐบาลนี้ขอปรับเงินเดือนทหารให้เท่าตำรวจ คืออัตราของนายร้อย คือร้อยตำรวจเอกลงมาจนถึงอัตราของทหารจะได้เท่ากันก็ไม่มีปัญหา ตรงนี้เราโอเค เราตกลงว่าให้เท่ากัน แต่หลังจากนี้เราก็พิจารณาว่าในร่างของรัฐบาลเองว่าหลักการขอให้ ปรับเงินเดือนทหารเท่ากับตำรวจ เราก็เลยพิจารณาว่าถ้าได้เท่ากันแล้วมันน่าจะเอาตอนไหน มันก็ต้องเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ก็เลยให้ไป ไปถามกรรมาธิการที่เป็นทหาร รัฐบาลมีเงินไหม ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะใช้เงินเท่าไร ถามกรรมาธิการ ๑๒๘ ล้านบาท พวกในคณะกรรมาธิการก็ให้ไปเถอะให้เท่ากัน ให้มันเหมือนกันให้เสมอภาคกัน ทหาร ตำรวจก็กอดคอกันทำงานนั่นละ บางทีก็มีปัญหาบ้างไม่มีปัญหาบ้าง แต่เราพูดถึง เรื่องเด็ก ๆ ของเราที่ทำงานคือตั้งแต่นายร้อย ร้อยตำรวจเอก หรือทหารร้อยเอก ลงมาจนถึงระดับนายสิบให้เท่ากัน ถามว่าทำได้ไหม ทางกระทรวงกลาโหมไปคุยกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านบอกโอเค รัฐบาลโอเค นายกรัฐมนตรีโอเค ๑๒๘ ล้านบาทให้ไป ถามกระทรวงกลาโหมเอาเงินมาจากไหน ปรับเองในปีนี้มีเงินจ่าย นี่นั่งยืนยันเลยว่า ๑๒๘ ล้านบาทมีเงินจ่ายก็ให้เด็ก ๆ ไปมันก็ดีนี่ ให้มันได้เหมือนกัน ไม่ต้องต่อว่าต่อเถียงกันก็เป็นการสรุปของคณะกรรมาธิการว่าขอย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ถามว่าย้อนหลังได้ไหม มันก็ย้อนหลังให้เพราะว่าคนหนึ่งพวกประเภทเดียวกัน เงินเดือนเท่ากัน หลักการเดียวกันก็ให้ย้อนหลังไปเท่ากับเหมือนข้าราชการอื่น ๆ ที่มันก็มีย้อนหลังไป แต่เพื่อผลประโยชน์ความเสมอภาคเขาเราคิดว่าเหมาะสมแล้วเราก็เสนอต่อมาทางคณะกรรมาธิการ ก็เสนอมาต่อที่สภาให้พิจารณา จึงพิจารณาว่าโดยเหตุผลทั้งหมดแล้วเราเห็นว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว ก็คือตั้งแต่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ทั้งตำรวจและทหารได้เงินเดือนเท่าเทียมกัน ได้กอดคอกันทำงาน โดยเฉพาะตอนนี้กำลังใจของทั้งทหารที่อยู่ในเรื่องชายแดนหรืออยู่ในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหลาย ก็ได้เสมอภาคเราไม่ต้องมีปัญหาซึ่งกันและกัน แล้วก็คิดว่าสภาทุกคนอยากให้นะครับ แต่เท่าที่ผมฟังมามีเหตุผลอะไรวันนี้ผมชี้แจงเหตุผลให้ท่านทั้งหลายฟังแล้วท่านน่าจะเข้าใจ และพอใจนะครับ ขอบคุณมากครับ