สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๐ มกราคม ๒๕๕๖

เจิมมาศ จึงเลิศศิริ หารือเรื่องมาตรการเยียวยาให้ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน ได้ตั้งกระทู้ถามสดท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี เรื่องมาตรการเยียวยา ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ใช้แรงงานจากผลกระทบการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ดิฉันขอ ชื่นชมนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทของรัฐบาลเป็นนโยบายที่โดนใจค่ะ แต่ตอนนี้โดนพิษ กันทั่วหน้าเริ่มตั้งแต่ผู้ประกอบการผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงนะคะ พวกเขาต้องมารับภาระ ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท เนื่องจากนโยบายหาเสียงของรัฐบาล แต่รัฐบาลเองไม่ต้องควัก กระเป๋าค่ะ คนที่ควักกระเป๋าก็คือผู้ประกอบการเหล่านี้ที่เขาจะต้องแบกภาระต้นทุนเพิ่ม เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พวกเขาเหล่านั้นก็เคยยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลในการ ตั้งกองทุน กองทุนการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างซึ่งเสนอโดยภาคเอกชนหลายภาคส่วน รวมทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแล้วก็สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยด้วยนะคะ เขาเสนอกองทุนนี้ให้เป็นการลงขันระหว่างรัฐบาลแล้วก็ภาคเอกชนค่ะ ในปีแรกรัฐบาล ช่วยจ่าย ๗๐ บาท ดิฉันยกตัวอย่างนะคะ สมมุติว่ามีเงินส่วนต่างค่าแรงที่ต้องเพิ่มขึ้น ๑๐๐ บาท ในปีแรกรัฐบาลช่วยจ่าย ๗๕ บาท ภาคเอกชนจ่ายสมทบอีก ๒๕ บาท ในปีที่ ๒ รัฐบาลจ่าย ๕๐ บาท ผู้ประกอบการจ่ายอีก ๕๐ บาท ในปีที่ ๓ รัฐบาลจ่ายเพียง ๒๕ บาท ผู้ประกอบการจ่ายอีก ๗๕ บาท นี่เป็นข้อเสนอจากพวกเขาที่เขาคิดว่าเขาจะอยู่รอดได้นะคะ เป็นการช่วยให้เขาสามารถที่จะมีเวลาในการปรับตัว ไม่ต้องมาขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดด เช่นนี้นะคะ แต่ดิฉันไม่ทราบว่าทำไมท่านกิตติรัตน์ไม่รับข้อเสนอของผู้ที่เดือดร้อนเหล่านี้ แล้วท่านก็บอกว่ารัฐบาลไม่มีเงินค่ะ หรืออีกข้อหนึ่งท่านก็บอกว่าผิดหลักเกณฑ์ทำไมล่ะคะ ทำไมโครงการที่มีการทุจริตทำให้เม็ดเงินของรัฐนั้นต้องตกหล่นไปปีละเป็นแสนล้านบาท อย่างเช่นโครงการจำนำข้าวเงินแสนล้านบาทนี่เอามาช่วยในกองทุนนี้ทำให้เขาอยู่รอดได้ ผลกระทบที่จะเกิดทั้งผู้ประกอบการ ทั้งแรงงาน และประชาชนก็ไม่ต้องเดือดร้อนในขณะนี้ ทำไมท่านไม่เห็นความสำคัญตรงนั้น นอกจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว อีกส่วนหนึ่ง อีกภาคส่วนหนึ่งซึ่งดิฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วนะคะว่าอีกภาคส่วนนี่เขาจะเป็น ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หรือได้รับผลกระทบ มีเสียงสะท้อนจากแรงงานค่ะเขาบอกว่า ๓๐๐ บาทนี่ไม่เอาได้ไหม เมื่อก่อนนี้พวกเขามีค่าแรงแค่ ๒๐๐ กว่าบาท แต่พวกเขา มีสวัสดิการ สวัสดิการอย่างเช่น โรงงานมีอาหารราคาถูกขายจานละ ๑๕ บาท เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ต้องไปหากินเอาข้างนอกโรงงานจานละ ๓๕ บาท ๔๐ บาท ๔๕ บาท เมื่อก่อนมีชุดฟรีให้ ก็ไม่มีแล้ว มีรถรับส่งฟรีก็ต้องตัดทิ้งออกหมด ค่าโอที (OT) ค่าสวัสดิการต่าง ๆ โบนัสหรือว่า เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำก็ไม่มีแล้วอย่างนี้ ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทที่ได้เพิ่มขึ้นถ้ามาคำนวณแล้วนี่ มันน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่เขาเคยได้ ๒๐๐ กว่าบาทบวกสวัสดิการทั้งหลาย ตรงนี้ค่ะแรงงาน เขาบอกว่าเขาไม่ขอรับได้ไหม ๓๐๐ บาท เขาเดือดร้อนมากขึ้นเพราะว่าของมันก็แพงขึ้น เยอะนะคะ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ รัฐบาลได้สัญญากับประชาชนไว้แล้วว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ตั้งแต่ตอนหาเสียงก็ต้องทำตามสัญญา การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทถึงจะช้าไปปีกว่า แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ อย่างไรก็ต้องทำนะคะ แต่ว่าการที่ท่านทำตามสัญญานี่ท่านทำแบบ ไม่รอบคอบค่ะ ท่านมองเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ก็ทำให้นโยบายขายฝันของท่านนี้ กลายเป็นฝันร้ายของประชาชน ฝ่ายค้านเองเราก็เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่มันจำเป็น จะต้องขึ้น แต่ว่าด้วยนโยบายของฝ่ายค้าน ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้เคยบอกไว้แล้วว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต้องขึ้นแบบขั้นบันไดไม่ใช่ขึ้นแบบก้าวกระโดดเช่นนี้ ทำให้เกิดปัญหา มากมาย

คำถามแรกของดิฉันค่ะ จากวันนั้นถึงวันนี้ที่ท่านมาเป็นรัฐบาล ๑๖ เดือนแล้ว ๑ มกราคม ๒๕๕๖ การประกาศใช้ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาททั่วประเทศ เวลา ๑๖ เดือน ที่ผ่านมาทำไมท่านไม่เตรียมความพร้อมในการหามาตรการรองรับผลกระทบที่ต้องเกิดขึ้น แน่นอน ไม่ว่าการไม่รับข้อเสนอของภาคเอกชนที่เขาอยากจะได้แต่ท่านก็ไม่ให้ ทำให้ธุรกิจ ทยอยปิดตัวลง ผู้ใช้แรงงานเองก็ต้องถูกลอยแพทำให้ทุกฝ่ายเดือดร้อน คำถามข้อที่ ๑ ค่ะ