เกียรติ สิทธีอมร เสนอแนะการแก้ไขพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด โดยเน้นความสำคัญของการปรับปรุงโครงสร้างกรรมการให้ทันสมัย และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 10 เท่า และขอให้ปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ก็ขอแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในเอกสาร ที่ท่านแจกต่อสมาชิกทุกท่าน ท่านให้เหตุผลไว้ว่ากฎหมายฉบับเดิมซึ่งออกเมื่อปี ๒๕๔๒ ต้องทบทวนแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ให้มันทันสมัย พอผมไปดูในเนื้อหาผมก็ไม่พบ ประเด็นไหนเลยที่ท่านแก้ไขที่มันทันสมัย ถามว่าผมไปดูว่ามีการแก้ไขอย่างไรบ้าง ก็เห็น ที่โดดเด่นมาก ๆ เลยคือเรื่องโครงสร้างกรรมการ โครงสร้างกรรมการยังเป็นไปตามเดิมเลยครับ มีการเขียนในเรื่องการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีครับ การมีส่วนร่วมของ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบหรือได้ประโยชน์จากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่มีส่วนร่วมหรอกครับ จริง ๆ แล้วกระทรวงพาณิชย์ต้องยอมรับว่าเป็นกระทรวงหนึ่ง ที่กฎหมายหลายฉบับที่ออกมาในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมามีความทันสมัยมากขึ้น มีความโปร่งใส มากขึ้น มีการมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ผมแปลกใจที่ฉบับนี้การมีส่วนร่วมไม่มีครับ องค์ประกอบ ของกรรมการ ตัวแทนของภาคเอกชน ตัวแทนของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องไม่มีอยู่ ในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งอันนี้จะท้าให้การบังคับใช้กฎหมายอาจจะถูกโต้แย้งได้ว่าขาดความโปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วมนะครับ
ประเด็นที่บอกว่าทันสมัยก็คือว่าในตอนนี้เทคโนโลยีวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ มาตราชั่งตวงวัด จริง ๆ แล้วก็มีหลายมาตรฐานทั่วโลกครับ ท่านเขียนว่าเพื่อให้มันเป็นสากล อยู่มาตราหนึ่ง แต่ความเป็นสากลที่ท่านเขียนไว้ก็คือว่าถ้าเป็นผู้ผลิตนอกประเทศก็ให้ เอามาตรฐานเขามาให้ดู ท่านเขียนไว้อย่างนั้น แต่ท่านก็ไปเขียนในอีกตอนหนึ่งบอกว่าให้ใช้ ระบบเมตริกเท่านั้น ทีนี้ในการวัดของเราเองมีหลายกรณีมากที่อาจจะไม่ใช่ระบบเมตริกก็ได้ ซึ่งหมายความว่าถ้าเป็นระบบวัดอื่น ๆ ของมาตรฐานสากลนี่ละครับ แต่ไม่ใช่เมตริก ท่านไม่ดูแลหรือครับ คิดว่ามันมีความจ้าเป็นนะครับที่จะต้องให้คณะกรรมการเอง ต้องสามารถดูแลได้ทั่วถึงในบางกรณีที่จะต้องมีการใช้มาตรการวัดเป็นหน่วยอื่น ๆ ที่เป็น มาตรฐานสากลหรือที่เรายอมรับ มีหลายกรณีที่ภาครัฐเองในการซื้อข้าวซื้อของในเรื่อง การจัดซื้อจัดจ้างก็ยอมรับหน่วยอื่น ๆ มาใช้ หรือแม้กระทั่งในกรณีที่เราต้องมีการซื้อของ มาทดแทนเครื่องวัดต่าง ๆ ที่เป็นระบบเดิมดั้งเดิมที่เป็นระบบอื่นอยู่ ตรงนี้ก็รู้สึกว่าที่เขียน กฎหมายอาจจะย้อนหลังไม่ใช่ก้าวไปข้างหน้า ขาดความยืดหยุ่นในประเด็นนี้นะครับ แล้วที่ผมเห็นอีกอันหนึ่งก็คือว่าเปลี่ยนโครงสร้างของกฎหมายฉบับนี้ให้อ้านาจรัฐมนตรี มากขึ้นเยอะเลยครับ เดิมมีหลายกรณีที่เขียนเป็นกฎกระทรวง ถ้าเป็นเรื่องที่เป็นวิธีปฏิบัตินี่ การออกกฎหมายเราก็คุ้นเคยกันดีนะครับว่าก็ก้าหนดเป็นกฎกระทรวงเสียเขียนให้ชัด มีหลายกรณีที่เราเรียกร้องว่าเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้ามาควรจะเสนอร่างกฎกระทรวงเข้ามาด้วย แต่นี่เปลี่ยนครับ เปลี่ยนเป็นการออกประกาศโดยอ้านาจอยู่ที่รัฐมนตรี แต่ใช้ค้าแนะน้า ของกรรมการ ซึ่งกรรมการก็ไม่ได้มีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจากการบังคับใช้ กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าแก้กันอย่างนี้จะเรียกว่าเป็น พ.ร.บ. ที่ทันสมัยขึ้นผมคิดว่า ไม่น่าจะใช่ ควรจะมีการจัดสรรองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีการมีส่วนร่วมและมี ความโปร่งใสมากกว่านี้นะครับ
อีกอันหนึ่งที่ท่านเขียนไว้ในเหตุผล ท่านบอกว่าต้องปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียม ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แล้วในขณะเดียวกันท่านก็บอกว่า เพื่อช่วยให้ภาระของประชาชนลดลง ผมก็ไปดูในอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ระบุแนบท้าย ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านประธานทราบไหมครับจากปี ๒๕๔๒ มาถึงปีนี้มีบางรายการเพิ่มขึ้น ๑๐ เท่า ผมก็นึกไม่ออกว่าเวลาเราคิดค่าธรรมเนียมเราไม่ดูต้นทุนหรือครับว่าต้นทุน ในการออกค่าธรรมเนียมมันควรจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แน่นอนเราไม่อยากเห็นภาครัฐ ต้องมีภาระในการออกใบรับรองค่าธรรมเนียมที่จะต้องขาดทุนหรือต้องเกินต้นทุนที่เราท้า แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรจะเป็นการแสวงหาก้าไร บางรายการจากเดิม ๔,๐๐๐ บาท เพิ่มเป็น ๒๐,๐๐๐ บาท ก็ต้องตั้งค้าถามว่าจากปี ๒๕๔๒ จนถึงปัจจุบันต้นทุนมันเพิ่มขึ้น ขนาดนั้นหรือ ผมคิดว่าตรงนี้ไม่ใช่เป็นการลดภาระให้ประชาชนนะครับ เพราะว่า ถ้าบริษัทผู้ผลิตหรือผู้ขายต้องมีภาระค่าธรรมเนียมสูงขึ้นถึง ๑๐ เท่าในบางกรณีผ่านต่อไป ประชาชนครับ ผ่านต่อไปผู้ใช้ครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคิดว่าถ้าดูจริง ๆ เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่สอดคล้องกับเหตุผลที่ท่านให้ไว้ในช่วงต้นของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วก็เป็นค้าอธิบายที่ให้ไว้กับทางสภา ทางสมาชิกเพื่อพิจารณา เพราะฉะนั้นก็ต้อง ขอค้าชี้แจงนิดหนึ่งครับ จริง ๆ แล้วถ้าดูในเนื้อหามันไม่ได้สะท้อนกับเหตุผลที่ท่านให้ไว้เลย หลายกรณีมากที่อาจจะสวนทางกลับกันด้วยซ้าไป เพราะว่าในเรื่องที่จะให้ความยืดหยุ่น หรือเพิ่มขีดความสามารถของภาครัฐในการก้ากับดูแลไม่ได้มีเรื่องความทันสมัยอะไรเลย เพราะฉะนั้นการเพิ่มอ้านาจให้รัฐมนตรีมากขึ้นอันนี้คนก็อาจจะมองได้นะครับว่าเป็นช่องที่ ท้าให้การบริหารงานเป็นอุปสรรค เจอรัฐมนตรีดีก็ดีไป เจอรัฐมนตรีไม่ดีเผลอ ๆ พวกไม่ออก ใบรับรองให้แล้วก็จะเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งกฎหมายฉบับใหม่ ๆ ในปัจจุบันนี้เขาเลิกระบบนี้ ไปหมดแล้ว เขาพยายามให้อ้านาจรัฐมนตรีน้อยที่สุดเท่าที่จ้าเป็นเท่านั้นจริง ๆ เพราะรัฐมนตรี ก้ากับเรื่องนโยบาย แต่ท้าไมรัฐมนตรีต้องมาก้ากับในเรื่องการบริหารจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการบังคับใช้ ตรงนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องและขัดกับหลักของการออกกฎหมายที่เป็น สากลด้วยซ้าไป ก็ฝากประเด็นเหล่านี้ในเบื้องต้นไว้ก่อน ก็หวังว่าคงจะต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแก้ไขหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ในขั้นกรรมาธิการต่อไป ขอบคุณครับ