สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖

เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช หารือเรื่องการจัดตั้งสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยเน้นย้ำว่านโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นกระจายโอกาสทางการศึกษาในสังคมไทย โดยพิจารณาจากความต้องการของผู้เรียน สถานที่ประกอบการ และสนับสนุนจากองค์กรปกครองท้องถิ่น ชุมชน และประชาชน เพื่อให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายจากอำเภอใกล้เคียง และเสนอให้ใช้สถานที่ของโรงเรียนที่ไม่ได้ใช้งานแล้วเป็นศูนย์ซ่อมสร้างชุมชนและสถาบันอาชีวศึกษา

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตตอบกระทู้ถามของท่าน ส.ส. มนพร เจริญศรี แทนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชม และขอขอบคุณท่าน ส.ส. มนพร เจริญศรี ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ที่ท่านให้ความสนใจต่อการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งของอาชีวศึกษาในการที่จะผลิตคน เพื่อตอบสนองแรงงานให้กับพื้นที่ ก็กราบเรียนท่านว่าการจัดตั้งสถานศึกษาประเภท อาชีวศึกษานั้นมีหลักในการพิจารณาอยู่หลายประเด็นด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่อยากจะเรียนก็คือนโยบายรัฐบาล รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ว่าจะสร้างโอกาสทางการศึกษา จะกระจายโอกาสทางการศึกษาในสังคมไทย โดยคำนึงถึง การสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่ประชากรทุกกลุ่ม อันนี้เป็นนโยบายหลัก ดังนั้นพื้นที่ใดที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและอยู่ในกฎเกณฑ์แล้วก็จะได้รับการพิจารณานะครับ อยากกราบเรียนท่านว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จังหวัดนครพนมมีสถานศึกษาที่สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๓ แห่งด้วยกันนะครับ แห่งแรกคือวิทยาลัยเทคนิคบ้านแพง แห่งที่ ๒ คือวิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการนครพนม และมาแห่งที่ ๓ ก็เมื่อมีการตั้ง เพิ่มเติมขึ้นมาที่อำเภอนาแก ซึ่งตั้งเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นแห่งที่ ๓ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสและกระจายโอกาสทางการศึกษา จึงได้ดำเนินการโครงการจัดตั้ง สถานศึกษาอาชีวศึกษาในระดับอำเภอ โดยพิจารณาพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลแล้วก็ไม่มีสถานที่ ที่มีสถานศึกษาอาชีวศึกษา หรือเป็นของเอกชนถ้ามีอยู่แล้วเราก็จะไม่ตั้งในสาขาที่เอกชนมี อีกด้วยนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้เป็นแหล่งที่ฝึกอบรมด้านวิชาชีพในสถานศึกษาใกล้บ้าน และสะดวกในการเดินทาง รวมทั้งเป็นการลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้คณะทำงานก็ได้วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาไว้อยู่ ๑๑ ข้อด้วยกัน ก็อยากจะ ขออนุญาตนำเรียนต่อที่ประชุมอันทรงเกียรติแห่งนี้ด้วย

สิ่งแรกจะสร้างที่ไหนนั้นดูที่ความต้องการกับผู้เรียน หรือผู้สำเร็จมัธยมศึกษา ตอนต้นนะครับ โดยเฉพาะอำเภอใดที่เป็นอำเภอใหญ่แล้วก็มีโรงเรียนมัธยมเยอะ ๆ นั้น จะเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะพิจารณาเปิดให้มีสถาบันอาชีวศึกษาเกิดขึ้นนะครับ

อันที่ ๒ ดูสถานที่ที่มีสถานที่ประกอบการ เพื่อสนับสนุนในการฝึกงาน เพราะอาชีวศึกษาของเรานั้นในปี ๒๕๕๙ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็ตามนโยบายของรัฐบาล เรามุ่งที่จะผลิตเด็กอาชีวศึกษาให้มี ๕๐ : ๕๐ นะครับ กราบเรียน ท่านว่า ๗๐ : ๓๐ เราปรับมาเป็น ๕๐ : ๕๐ คือ สามัญ ๕๐ อาชีวศึกษา ๕๐ ดังนี้เพื่อจะผลิต เพื่อรองรับตลาดแรงงาน รองรับประชาคมอาเซียนก็ดี หรือผลิตเพื่อรองรับไทยแลนด์ ๒๐๒๐ เรานะครับ ซึ่งจะต้องใช้วิศวกรหรือเจ้าหน้าที่ทางด้านนี้จำนวนมากมายนะครับ

อันที่ ๓ เป็นอำเภอไม่มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐบาลในพื้นที่ต้องไม่มีอยู่ก่อน ถ้ามีซ้อนกันก็ไม่เหมาะสมที่จะตั้ง

ในกรณีที่มีสถานศึกษาของเอกชนในพื้นที่ สถานที่ตั้งใหม่สาขาต้องไม่ซ้ำกับ ของเอกชน แม้ของเอกชนก็ตามเราก็คำนึงถึง จะไม่ตั้งสาขาไปซ้ำกับเอกชน

อันที่ ๔ คือระยะทางห่างจากสถานศึกษาที่มีอยู่นั้นต้องไม่น้อยกว่า ๔๐ กิโลเมตร ตรงนี้ทางเจ้าหน้าที่ในขั้นต้นดูว่าตรงที่ท่าอุเทนเรานั้นจะอยู่ประมาณ ๒๐ กว่ากิโลเมตร แต่อย่างไรก็ตาม ผมจะเรียนในเรื่องข้อยกเว้นต่าง ๆ

อันที่ ๕ สถานที่ตั้งเหมาะสมในที่ชุมชนมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า ๒๐ ไร่ ซึ่งขณะนี้ พี่น้องทางท่าอุเทนก็ได้จัดที่แล้วถึง ๕๐ ไร่

อันที่ ๖ มีความพร้อมในด้านที่จะก่อสร้าง อาทิเช่น ที่ดิน ที่ราชพัสดุ หรือที่สารพัดประโยชน์ หรือที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ดินบริจาค โดยที่ดินดังกล่าวต้องไม่มีปัญหา การบุกรุกพื้นที่นะครับ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต้องได้สิทธิการใช้พื้นที่ ก่อนการประกาศจัดตั้งสถานศึกษาและการก่อสร้าง

อันที่ ๗ มีการสนับสนุนจากองค์กรปกครองท้องถิ่น ชุมชน และประชาชน

อันที่ ๘ ทำเลที่ตั้งสามารถให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายจากอำเภอใกล้เคียง ได้อีกด้วยนะครับ ซึ่งประเด็นนี้ที่ท่าอุเทนก็มีอำเภอโพนสวรรค์กับอำเภอศรีสงครามอยู่นะครับ

อันที่ ๙ มีเป้าหมายจะยกระดับการศึกษาอาชีวศึกษาและการพัฒนาอาชีพ เพื่อสนับสนุนอำเภอ จังหวัด และกลุ่มจังหวัดชัดเจน

อันที่ ๑๐ อาจพิจารณาอาคาร สถานที่ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว หากมีความพร้อมเราก็จะใช้สถานที่นี้ เป็นที่เปิดเป็นสถาบันอาชีวศึกษาไว้ทำการสอนไปก่อน หากพิจารณาว่าเป็นพื้นที่พิเศษควรจัด การศึกษาในรูปเฉพาะเพื่อสนองตอบอัตลักษณ์ของพื้นที่ก็สามารถใช้เกณฑ์พิจารณา เป็นพิเศษได้ตามความเหมาะสมนะครับ กราบเรียนท่านว่าอำเภอท่าอุเทนมีระยะห่างจาก อำเภอเมืองประมาณ ๒๖ กิโลเมตร ปัจจุบันการคมนาคมไปมาสะดวก นักเรียน นักศึกษา ประชาชน สามารถเดินทางมาอบรมหรือมาเรียนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการนครพนม ได้ง่าย หากกรณีจำเป็นก็จะตั้งศูนย์ซ่อมสร้างชุมชนไว้ในพื้นที่อำเภอท่าอุเทน ในวาระแรกก่อน อันนี้เป็นการที่เรากระทำเป็นการแก้ปัญหาแล้วก็เป็นเหตุพิเศษได้ จนกว่าจะมีนักเรียน นักศึกษาได้มาตรฐานเรา แล้วก็จะยกสถานะขึ้นเป็นสถาบันของอาชีวศึกษาต่อไป

สำหรับพื้นที่ก่อสร้างจำนวน ๕๐ ไร่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ขอรับไว้พิจารณา หากเป็นความต้องการของผู้เรียน ผู้สำเร็จมัธยมศึกษาตอนต้น และประชาชน ในพื้นที่ที่พร้อมจะเข้ารับศึกษาต่อในสายอาชีพแล้ว ผมคิดว่าก็จะขอใช้พื้นที่ดังกล่าว เป็นสถานที่ตั้งของศูนย์ฝึกอบรมประจำอำเภอเพื่อรองรับในการที่จะตั้งเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษา ในโอกาสต่อไปนะครับ อย่างไรก็ตาม อยากจะเรียนว่าขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษาของเรานั้นได้ยกฐานะโรงเรียนในอาชีวศึกษาใน ๑๙ โซน (Zone) พื้นที่ ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่ตามยุทธศาสตร์ของการพัฒนาจังหวัดนั้น เป็น ๑๙ มีเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัย แล้วก็ได้นำเอาวิทยาลัยที่มีขนาดใหญ่แล้วก็มีความพร้อมรวมเป็นสาขาของสถาบันอาชีวศึกษา ซึ่งมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็เรียนว่าตรงนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่จะช่วยผลักดัน ให้พี่น้องประชาชนให้ความสนใจที่จะส่งลูกเรียนในโรงเรียนอาชีวศึกษาเพราะสามารถที่จะ เรียนต่อปริญญาตรี นอกจากนั้นในปีนี้ก็จะตั้งเป็นสถาบันเกษตรอีก ๔ ภาคของประเทศ เทียบเท่ามหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน แล้วรัฐบาลก็มุ่งมั่นที่จะให้อาชีวศึกษาเราพัฒนา ในรูปของทวิภาคี จะต้องมีภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรมเข้ามารองรับตั้งแต่ให้เป็น ทุนการศึกษาก็ดี หรือรับฝึกงาน แล้วก็คอยรับตัวเมื่อฝึกจากหลักสูตรนี้แล้วก็รับเข้าไปทำงาน ต่าง ๆ อีกด้วย ในชั้นนี้จึงขอตอบในคำถามแรกของท่าน ส.ส. ไว้ ณ ที่นี้ก่อนครับ