สุชาติ ธาดาธำรงเวช สนับสนุนการออกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ.... เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความอิสระทางวิชาการ และเสนอแนะว่าควรเปลี่ยนระบบเงินกู้ยืมจาก กยศ. เป็น กรอ. และขอให้ขึ้นค่าเล่าเรียน เนื่องจากนักศึกษามีส่วนร่วมใช้ภาษีประชาชนที่สูงถึง 70%
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมขึ้นมาอภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. .... ให้ออกนอกระบบ อยากกราบเรียนปรัชญาของการที่ให้มหาวิทยาลัยเป็นอิสระ บริหารจัดการ ด้วยตัวเอง อันนี้เป็นทิศทางของโลกนะครับ คือในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหมดมหาวิทยาลัย จะบริหารจัดการด้วยตัวเองไม่ได้เป็นส่วนราชการ ความคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ เมื่อเศรษฐกิจ ของชาติล้มละลาย มีข้อเสนอจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียว่าหากให้มหาวิทยาลัยของรัฐ ที่มีความสามารถออกนอกระบบก็จะมีความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างมาก จะเห็นได้ว่า มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแล้วก็มีความก้าวหน้ามาก เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย พระจอมเกล้าพระนครเหนือ แต่ในการออกนอกระบบช่วงแรก ๆ ก็ออกได้ดี จนกระทั่ง ปี ๒๕๕๑ ก็ไม่มีการพิจารณาให้ออกนอกระบบอีก เนื่องจากปัญหาทางด้านการเมืองอื่น ๆ มาคราวนี้ความจริงแล้วเมื่อผมขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมก็สนับสนุน ให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบนะครับ อันแรกก็คือมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อันต่อไปก็คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะครับ การออกนอกระบบ มันก็จะทำให้มีความอิสระทางวิชาการรัฐบาลไปสั่งเขาตามใจชอบไม่ได้ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มีความคิดเห็นทางวิชาการก็จะมีความอิสระอย่างมากในการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขณะเดียวกันก็มีความสามารถในการจ้างอาจารย์แบบต่าง ๆ ทั้งชาวต่างชาติที่เก่งแล้วก็ ในหลายรูปแบบไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการเสมอไปนะครับ กรณีของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นี่ความจริงผมก็ได้เห็นว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในสถาบันราชภัฏทั้ง ๔๐ แห่งครับ แล้วก็ เป็นมหาวิทยาลัยแรก ๆ นอกจากที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดเรื่องมหาวิทยาลัยนครพนมแล้ว ที่จะสามารถออกนอกระบบได้ ผมยังหวังว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาก็จะออกนอกระบบด้วย และจริง ๆ แล้วเขาก็มีความก้าวหน้ามาก ผมเคยไปเยี่ยมชมแล้ว มีคณะ มีวิธีบริหารจัดการ ต่าง ๆ น่าจะมากกว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ผมสังกัดอยู่ในอดีต มีความก้าวหน้าในแง่ของ การจัดเรื่องของการศึกษา เรื่องอินทีเรียร์ (Interior) เป็นอันดับหนึ่งของประเทศนะครับ แล้วก็เป็นผู้ทำโพลล์ (Poll) เข้าใจว่ายุคแรก ๆ เป็นกลุ่มแรกที่ทำโพลล์จนมีชื่อเสียงอยู่ทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วก็มีอาจารย์ที่เป็นข้าราชการหลายคนส่วนใหญ่เขาก็ไม่อยากออกนอกระบบ เขากลัวความเสี่ยง กลัวเงินเดือน ๑.๕ เท่า ๑.๗ เท่าจะไม่ได้นี่นะครับ ก็มีทำนองนี้ ดังนั้น ผมก็คิดว่าการออกนอกระบบไม่ใช่เพื่ออาจารย์มหาวิทยาลัย แต่เพื่อความก้าวหน้า เพื่อความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเราเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบอาเซียน (ASEAN) โดยรวมแล้ว อีก ๒ ปีข้างหน้า คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศมาเลเซีย ก็มาสอนที่นี่ได้ ของเราก็ไปได้นะครับ เช่นเดียวกันกับของการเคลื่อนย้ายนักศึกษาก็เช่นเดียวกัน ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยอยู่หลายรูปแบบ เช่น เขากลัวว่าจะได้อธิการบดีไม่ดี อาจจะมามีอำนาจมากไป อันนี้ก็สามารถถกเถียงได้ เขากลัวว่าจะตั้งศาสตราจารย์ได้ง่าย ๆ นะครับ อันนี้ก็มีระบบ คอยดูแล แต่อย่างไรก็ตาม ระบบศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วันนี้ ก็ได้รับการแก้ไขในสมัยผมว่าต่อไปนี้ไม่ใช่มาทำให้ยากหรือกลั่นแกล้งกันจนไม่มีโอกาสที่จะ มาเป็นได้นะครับ
มีเรื่องที่สำคัญอยากฝากท่านรัฐมนตรีไว้ก็คือเรื่องเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เดิมนี่เป็นระบบเขาเรียกว่า กยศ. กู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นแนวคิดที่บอกว่าเอาเงินให้กู้แล้ว พอจบแล้วต้องเอามาคืนไม่อย่างนั้นจะฟ้องนะ ผมก็ไปเจอแม่ค้าที่จังหวัดจันทบุรีนะครับ ลูกชายเขาจบแล้วเขาถูกฟ้องทันทีครับลูกชายทำงานอยู่ต้องออกจากงานหนีครับ ไม่มีสตางค์ เงินเดือน ๑๔,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท ไม่มีสตางค์ เขาก็บอกน้องสาวจะไม่กู้เงิน กยศ. แล้ว จะเอาเงินตัวเองจ่าย ผมบอกพี่กู้ไปเถอะเป็นเพราะว่าเงินเรามันไม่พอ อยากฝากท่านรัฐมนตรีว่า ขอให้เลิกไปฟ้องลูกหลานที่เพิ่งจบมาแล้วก็กลัวว่าเขาจะไม่ใช้นะครับ คือระบบทุนการศึกษา ต้องเป็นระบบเหมือนพ่อแม่ดูแลลูก ๆ คือเมื่อไรลูกมีมาให้ก็เอามาคืน เขาจะได้นึกถึงบุญคุณ ซึ่งเราก็คิดเรื่องระบบ กรอ. มา กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคตนี่ ก็อยากจะเปลี่ยนให้ กยศ. เปลี่ยนเป็น กรอ. ให้หมดนะครับ
อีกอันหนึ่ง ก็คืออยากจะบอกว่าให้เงินกู้ที่ตัวเด็กได้ไหม อย่าให้ที่สถาบัน คือให้เด็กนี่คีย์ (Key) คอมพิวเตอร์ของตัวเองมาบอกที่กองทุนนี่นะครับว่าผมมาอยู่มหาวิทยาลัยนี้แล้ว มหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้ทำสัญญากับท่านหรอก แต่ว่าถ้าเงินค่าเล่าเรียนก็โอนให้มหาวิทยาลัย แต่เงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้ผมได้ไหม ทุกวันนี้ระบบ กยศ. นี่นะครับ เอาเงินไปให้ มหาวิทยาลัยครับ มหาวิทยาลัยไปขนนักเรียนมาเลยนะครับ ขึ้นรถทัวร์มาเลย ปิดประตู หน้าต่างไม่ให้ลง พอมาถึงบอกน้องเซ็นนี่นะ มี ๓๐๐ ใบเท่านั้น ๔๐๐ คนเดี๋ยวไม่ได้ทุน เด็กย้ายมหาวิทยาลัยไม่ได้ อันนี้ก็ฝากจริง ๆ เสร็จแล้วเราก็บอกว่าเงินเดือนไม่ถึง ๑๖,๐๐๐ บาท ไม่ต้องคืน ก็เขายังไม่มีกิน พ่อนี่จะไปทวงเงินจากลูกไหมนะครับ ก็ฝากอันนี้ไป
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คืออยากแสดงความเห็นว่ามีนักศึกษาหลายสถาบันออกมาบอกว่า ออกนอกระบบแล้วนี่นะครับ ค่าเล่าเรียนจะแพงขึ้นไหม ขอเวลานิดหนึ่งนะครับ ผมนี่โทรศัพท์ ไปหาอาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลยนะครับว่าสมัยเราเรียน เรากลัวค่าเล่าเรียนมันจะถูกเกินไป เราอาศัยภาษีประชาชน เราเรียกร้องให้ขึ้นค่าเล่าเรียนนะ ก็เรียนอาจารย์สมคิดบอกว่าควรมีรองอธิการบดีคนไหนที่ไปชี้แจงนักศึกษาว่าที่เรียนอยู่ ทุกวันนี้จ่ายไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของตัวเองของค่าเล่าเรียนทั้งหมด คือนักศึกษาหรือใครต่าง ๆ ไม่เห็นด้วยได้ แต่ว่าไม่ควรไม่เห็นด้วยเรื่องค่าเล่าเรียน เพราะทุกวันนี้ใช้ภาษีประชาชนประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ คือเหมือนเห็นแก่ตัว แล้วไม่รู้สึกถึงบุญคุณของผู้จ่ายภาษี หลายท่านในที่นี้ ก็อายุใกล้ ๆ ผม ทุกคนก็จะพูดเรื่องนี้กันตอนแรก ๆ ตอนเราเข้ามหาวิทยาลัยครับ ผมก็เลย กังวลว่ามี ๒-๓ มหาวิทยาลัยแล้วที่กำลังจะเข้ามานี่ประท้วงเรื่องพวกนี้ แล้วผมก็ไปเจอเอง ที่เกาะสมุยก็มีมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายคน น้องบอกกลัวค่าเล่าเรียนแพง ผมก็บอกว่าแล้วที่น้องเรียนอยู่ก็ภาษีอากรของประชาชน ๗๐ เปอร์เซ็นต์น้องรู้ไหม สมัยผม ไม่พูดอย่างนี้เลยนะครับ พูดตรงกันข้าม ก็ฝากช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ