สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕

จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ตั้งคำถามถึงนโยบายการต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้าและการเจรจาต่อรองกับต่างประเทศ และเตือนสติว่าประเทศไทยไม่สามารถเข้าข้างประเทศมหาอำนาจคนใดคนหนึ่งได้ นอกจากนี้ จุติ ไกรฤกษ์ ยังหารือเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน โดยอ้างเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และเตือนสติว่ากระทรวงการต่างประเทศควรระมัดระวังในการตัดสินใจ

นายจุติ ไกรฤกษ์ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้ขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศนั้น ๑๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลที่ตัดนั้น

ประการแรก นโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อสภาไว้โดยท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ในนโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เรื่องของการกระชับความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศ กลุ่มประเทศ และองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทสําคัญของโลก เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ในประเทศไทย พร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกันและขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ เศรษฐกิจไทย

ประการต่อมา นโยบายที่แถลงกับสภาให้คํามั่นสัญญากับพวกผมไว้ว่า จะสนับสนุนในการเข้าถึงระดับประชาชนของนานาประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี และความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศกําลังพัฒนา และประชาชนระหว่างประเทศ มีทัศนคติในทางบวกต่อประชาชนและประเทศไทย ท่านประธานครับ เมื่อมาดูพันธกิจของ กระทรวงการต่างประเทศแล้ว พันธกิจข้อที่ ๑ ว่าจะปกป้องรักษาและส่งเสริมสถานะและ ผลประโยชน์ของไทยในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และในพันธกิจข้อที่ ๔ นั้นก็คือว่า สร้างนักการทูตที่มีจิตสํานึกและมีความเข้าใจในสังคมไทย ตลอดจนมีความเชี่ยวชาญ และรอบรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวแทนในการรักษาส่งเสริมผลประโยชน์ประเทศไทย ในต่างประเทศ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าตรงนี้ละครับคืองานที่ทําไม่สมบูรณ์ แล้วที่ผม ปรับนี่เพื่อเตือนสติและการดําเนินนโยบาย ทิศทางนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศ ประการแรก ผมมองว่าการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศนั้นไม่เหมาะสม กับพันธกิจ สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือ ๑. วันนี้สถานการณ์ของโลก การแข่งขันของโลกนั้น เปลี่ยนแปลงไป และมีมิติใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ผมว่ารัฐบาลนั้น จําเป็นครับปีนี้ต้องใช้งบประมาณในการจ้างบริษัทลอบบี้ (Lobby) แต่ไม่ใช่ลอบบี้ เพื่ออย่างอื่นนะครับ ลอบบี้เพื่อประโยชน์ในการอํานวยการ แล้วก็การต่อรองกับต่างประเทศ ในเรื่องของภาคเศรษฐกิจ วันนี้เราให้ความสําคัญกับเขาน้อยไป วันนี้เรามีความเป็นมืออาชีพ ในการเตรียมการที่จะหาข้อมูลในการเจรจาต่อรองนั้นน้อยมาก สิ่งที่ผมห่วงประการต่อมาว่า ทิศทางของนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศภายใต้นโยบายการเมืองนั้นจะมีผลกระทบ ต่อเกษตรกรไทยทั้งประเทศ ทั้ง ๆ ที่เขานั้นไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลยว่าทําไมนโยบายต่างประเทศนั้น ต้องมามีผลกระทบกับคนไทยที่เป็นชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานว่า นอกจากนั้นแล้วประเทศไทยวันนี้อยู่ระหว่างเขาควายของ ๒ มหาอํานาจ ด้านหนึ่งคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อนเก่าแก่ของเรา อีกด้านหนึ่งคือประเทศจีนญาติเก่าแก่ของเราเหมือนกัน ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นได้ทิ้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปตั้งแต่แพ้สงครามเวียดนาม ๓๐ ปีที่แล้ว วันนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศนโยบายด้านการต่างประเทศใหม่ครับปีนี้ บอกว่าอีก ๘ ปีนั้น จะโยกย้ายฐานทัพเรือมาอยู่ในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ฐานทัพเรือ ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคทางเอเชียนั้นอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ประเทศฟิลิปปินส์นั้นลดไปแล้ว ประเทศเกาหลีก็ลดกําลังลงไป แต่วันนี้จะกลับมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหนีไม่พ้น ฐานทัพอู่ตะเภาของประเทศไทย นี่คือความกังวลครับท่านประธาน ถามว่าความกังวลว่าอย่างไร วันนี้ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นกําลังเบ่งกล้ามกับประเทศจีนเพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้าโลก ประเทศจีนในขณะเดียวกันวันนี้ไม่นั่งเฉย ๆ ให้ใครตบหน้าแล้ว ประเทศจีนกําลังใช้การค้า เป็นเครื่องมือในนโยบายด้านการต่างประเทศ แล้ววันนี้ประเทศจีนก็ประกาศแล้วประกาศปีนี้ บอกว่าประเทศจีนนั้นจะตอบโต้ทุกประเทศที่มารุกล้ําความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของชาติ นี่แหละครับคือปัญหา ปัญหาที่ผมห่วงทิศทางของกระทรวงการต่างประเทศว่าวันนี้ เราไม่สามารถเข้าข้างประเทศมหาอํานาจคนใดคนหนึ่งได้เลย ไม่ว่าจะเป็นมิตรเก่าแก่ หรือว่าญาติเก่าแก่ แล้วก็ปีนี้ท่านประธานทราบใช่ไหมครับว่าเป็นปีแรกที่การประชุมสุดยอดอาเซียนนั้น ไม่สามารถมีข้อตกลงประกาศร่วมกันได้เลย ตกลงกันไม่ได้ครับเพราะขาดความกลมเกลียวกัน เพราะว่าประเทศฟิลิปปินส์ก็ตาม กลุ่มประเทศอาเซียนต่าง ๆ แม้กระทั่งประเทศอินโดนีเซีย ก็ตาม ประเทศมาเลเซียก็ตาม มีปัญหาในเรื่องของดินแดน วันนี้ประเทศจีนมีข้อขัดแย้ง ในเกาะทางทะเลตอนใต้กับประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศจีนมีข้อขัดแย้งกับประเทศญี่ปุ่น ข้อพิพาทกับประเทศญี่ปุ่น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยากจะเตือนสติกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็รัฐบาลไทยครับท่านประธานว่าวันนี้ให้สําเหนียกไว้ ผมอยากให้บันทึกไว้ว่า วันนี้จะดําเนินการต่างประเทศด้านใดให้คิดถึงคนไทยบ้าง อย่าคิดถึงเฉพาะผู้นําอย่างเดียว คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ วันนี้ประเทศจีนคือคู่ค้าที่สําคัญที่สุด ของอาเซียนนะครับท่านประธาน อาเซียนนั้นมีประชากร ๖๐๐ ล้านคน ขนาดเศรษฐกิจ ของอาเซียนรวมกัน นั่นคือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นแล้วในอีกไม่เกิน ๓ ปีข้างหน้า ประเทศจีนประกาศเลยว่าประเทศจีนจะเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน ไม่ใช่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ยุโรป แล้วมูลค่าการค้าระหว่างประเทศจีนกับอาเซียนนั้น จะสูงถึง ๑๐๕,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ผมเกรงว่ากระทรวงการต่างประเทศ จะเป๋เพราะว่าเวลาไปเจรจาต่อรองนั้นไปเน้นมหาอํานาจคนใดคนหนึ่ง ผมอยากจะเตือนสติ เอาไว้ว่าประเทศจีนเมื่อเขามีปัญหาข้อพิพาทกับประเทศฟิลิปปินส์เขาทําอย่างไรครับ เขาประท้วงว่าวันนี้ที่เขาเคยนําเข้ากล้วยจากประเทศฟิลิปปินส์เข้าไปบริโภค วันนี้ หยุดการนําเข้าครับ เมื่อหยุดการนําเข้าหมายความว่าอย่างไร ชาวสวนกล้วยประเทศฟิลิปปินส์ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าครอบครัว วันนี้ขายกล้วยไม่ได้ เน่าคาต้นครับ

ประการต่อมา ประเทศฟิลิปปินส์พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว จากนักท่องเที่ยวประเทศจีนมาก วันนี้ประเทศจีนสั่งบริษัทท่องเที่ยวของจีนว่าไม่ให้ส่ง นักท่องเที่ยวไปประเทศฟิลิปปินส์ โดยอ้างเหตุต่าง ๆ นานา อีกบทเรียนหนึ่งประเทศจีน มีข้อพิพาทกับประเทศญี่ปุ่น วันนี้ประเทศญี่ปุ่นต้องนําแร่หายากไปประกอบจอคอมพิวเตอร์ ไปประกอบจอแอลซีดี (LCD) โทรทัศน์ขายครับท่านประธาน วันนี้ประเทศจีนบอกว่า จะไม่ส่งแร่ต่าง ๆ เหล่านี้ขายให้ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ท่านประธานครับ เพียงแค่ขู่เท่านั้น ประเทศญี่ปุ่นมีปัญหาครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าวันนี้ยอดขายจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ ซัมซุงแซงหน้าโซนี่ไปแล้วครับ เพียงแค่ผู้ที่ขายวัตถุดิบให้ไปประกอบนั้น กระตุกเชือกเท่านั้นเอง นี่คือผลกระทบอย่างมหาศาลกับเศรษฐกิจ แล้วให้เห็นอีกบทเรียนหนึ่ง ประเทศนอร์เวย์เป็นประเทศที่มอบรางวัลโนเบล (Nobel) สันติภาพให้กับทุกคนในโลก บังเอิญเมื่อ ๒ ปีที่แล้วประเทศนอร์เวย์ไปให้รางวัลกับนักต่อต้านรัฐบาลจีนเรื่องของนโยบาย สิทธิมนุษยชนครับ ประเทศจีนประท้วงว่าอย่าให้นะ เขาบอกเขาเป็นอิสระ วันนี้ประเทศจีน ลดการนําเข้าปลาแซลมอนจากประเทศนอร์เวย์ครับ วันนี้ประเทศอินโดนีเซียยังต้องพึ่งพา การส่งออกถ่านหินไปประเทศจีนครับ ผมจึงอยากจะเตือนสติว่าสิ่งที่ผมตัดงบประมาณนั้น เตือนสตินโยบายกระทรวงการต่างประเทศครับ สินค้าเกษตรที่สําคัญของประเทศไทย ไปประเทศจีน วันนี้ข้าวครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บอกว่าเป็นไปได้ที่จะขายข้าว ให้ประเทศจีน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ยางพาราตลาดส่งออกของเราก็พึ่งพาประเทศจีนครับ มันสําปะหลังที่ส่งออกไปก็พึ่งพาประเทศจีนครับ ไม่เว้นแม้กระทั่งผัก ผลไม้ ไก่แช่แข็ง ที่สําคัญที่สุดที่ทั่วโลกวันนี้ต้องง้อคืออะไรครับ นักท่องเที่ยวจากประเทศจีน วันนี้ประเทศจีน มีนักท่องเที่ยวที่เป็นมหาเศรษฐีเดินทางไปทั่วโลก พักโรงแรม ๕ ดาว ซื้อแบรนด์เนม (Brand name) หมด เป็นจํานวน ๑๒ ล้านคนที่ไปทั่ว ท่านจะเห็นได้ว่าทุกประเทศนั้น ต้องจ้างคนจีนเป็นพนักงานล่ามแปลขาย ในขณะเมื่อ ๑๕-๒๐ ปีที่แล้วจ้างคนญี่ปุ่น วันนี้เป็นยุคของประเทศจีนครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเตือนสติว่ากระทรวงการต่างประเทศก็ตาม ฝ่ายการเมืองไทยก็ตาม ทําอะไรที่ล่อแหลมจะอันตราย ถามว่าล่อแหลมอย่างไร ผมห่วงครับเรื่องการเปิดใช้ ฐานทัพอู่ตะเภา โชคดีครับประเทศไทยนั้นมีขั้นมีตอน ถ้ารัฐบาลตกลงให้เขาใช้ฐานทัพ อู่ตะเภาโดยอ้างองค์การนาซาไปแล้ว เพื่อประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนบางประการที่รัฐบาล อาจจะได้ไม่คุ้มครับ ถามว่าทําไมวันที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศของไทยมาพบ ขอประทานโทษครับ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกามาพบ ผู้นําประเทศไทย วันนั้นประเทศจีนก็ส่งนายพลอาวุโสอันดับ ๔ ของกองทัพจีนมาพบ ผู้นํากองทัพไทยเหมือนกันครับ แสดงความกังวล ความไม่สบายใจต่อทิศทางนโยบาย การต่างประเทศและการทหารของประเทศไทยครับ ผมจึงอยากฝากไว้ครับท่านประธาน ชาวนาข้าวเปลือก ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ เกวียนไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ เวลาเราขาย มันสําปะหลังไม่ได้เราไปขอให้ประเทศจีนซื้อ ยางพาราเราขายไม่ได้ไปขอให้ประเทศจีนซื้อ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมจึงต้องว่าต้องกระตุกกระทรวงการต่างประเทศให้ได้สติหน่อย ด้วยการปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ ทั้ง ๆ ที่ผมนั้นเข้าใจว่ากระทรวงการต่างประเทศนั้น ต้องการงบในการพัฒนาบุคลากร งบในการดูแลสวัสดิการครอบครัวเขาเฉพาะเรื่อง การศึกษาของลูกหลานเขาในต่างประเทศให้มีขวัญกําลังใจได้ด้วยเขาจะปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่

สุดท้ายสิ่งที่ผมห่วงก็คือว่าวันนี้กระทรวงการต่างประเทศนั้นอ่อนแอมาก ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ในการสร้างความเข้าใจในต่างแดนต่างประเทศครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงจําเป็นต้องตัดทั้ง ๆ ที่ไม่อยากตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในงบของกระทรวง การต่างประเทศ ขอบพระคุณครับ