สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการแก้ไขรายงานเกี่ยวกับกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรายงานใหม่เพื่อให้มีสิทธิในการอภิปรายในสภา และเรียกร้องการตรวจสอบวิธีการเขียนกฎหมายให้รอบคอบ รวมถึงการเขียนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตอีกสักรอบหนึ่ง ในมาตรานี้ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมใช้สิทธิกรณี ที่กรรมาธิการได้เสนอรายงานใหม่เข้ามาผมถึงมีสิทธิอภิปรายได้ มันมีรายงานเก่าอยู่นะครับ รายงานเก่ามีคำว่า กฎหมายอื่น อยู่ในร่างกรรมาธิการ ร่างใหม่ไม่มีคำว่า กฎหมายอื่น อยู่ในร่างกรรมาธิการ สิ่งที่ผมต้องเรียนอย่างนี้เพราะอะไรครับ ในการพิจารณากฎหมาย ในวาระที่สองชัดเจนครับ ถ้าร่างกรรมาธิการมีเฉพาะรายงานฉบับหลังสุดสมาชิกไม่มีสิทธิ อภิปรายใด ๆ เลยในวรรคนี้เพราะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไข รับจากสภาไปอย่างไรก็กลับมา อย่างนั้น จะไปอภิปรายสนับสนุนเสียงข้างน้อย เสียงข้างมาก ไม่มีสิทธิครับ ข้อบังคับไม่ได้ อนุญาต ท่านประธานต้องเตือนด้วยนะครับในประเด็นนี้

ประเด็นที่ ๒ มีเพื่อนสมาชิกได้กล่าวถึงว่าทำไมวิปรัฐบาลถึงไม่ดู ผมเอง ในฐานะทำหน้าที่เป็นเลขานุการวิปนะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ด้วยความเคารพนะครับ ก่อนที่กฎหมายจะเข้าสู่สภา ก่อนที่จะบรรจุระเบียบวาระ เราเองมี คณะอนุกรรมการกลั่นกรองเข้าไปดู วิปเข้าไปดูนะครับว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติมหรือทำเป็นร่างกรรมาธิการมา มีประเด็นไหน เรื่องอะไรที่หน่วยงานที่เขาจะนำกฎหมายไปสู่การปฏิบัตินี่สามารถปฏิบัติได้ ปฏิบัติไม่ได้ ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่นหรือไม่ ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ เราตรวจสอบ พอเราตรวจสอบมันก็เลยเป็นประเด็นที่มีข้อสงสัย มีข้อทักท้วงว่า สิ่งที่กรรมาธิการทำเป็นร่างกรรมาธิการมาไม่ว่าจะประเด็นเรื่องเลขาธิการเป็นผู้อำนวยการ ประเด็นเรื่องให้อำนาจหน้าที่ของสำนักงานไปมีอำนาจหน้าที่ในกฎหมายอื่น ประเด็นเรื่องของการจัดตั้งกองทุน สิ่งเหล่านี้มันมีคำถามก็เลยเป็นเหตุให้กรรมาธิการ กลับไปประชุมทบทวน อันนี้คือการทำหน้าที่เพื่อความรอบคอบของการบัญญัติกฎหมาย ผมกลับมาประเด็นครับท่านประธาน ผมเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งผ่านท่านประธานว่าเราเขียน มาตรา ๑๓ เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน มาตรา ๑๓/๑ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ที่เราเขียน เพิ่มเติมมาจากกฎหมายเดิมไม่มี เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน มาตรานี้ไม่ได้เขียนถึงเรื่องสิทธิของผู้พิการ เหตุที่ผมต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ ถ้าแปลความว่าเขียนมาตรา ๑๓ ไปกระทบสิทธิผู้พิการ ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งไม่ควร เขียนเลย แต่สิทธิผู้พิการก็เป็นไปตามมาตรา ๒๐ เดิม ซึ่งเขียนไว้กว้าง ๑๐ อนุมาตรา สิทธิมันอยู่ตรงนั้น ถ้าไปละเมิดสิทธิทำให้สิทธิของผู้พิการลดด้อยไป มาตรา ๒๐ ต้องถูกแก้ไข ต้องถูกเปลี่ยนแปลง แต่สาระสำคัญของมาตรา ๑๓/๑ ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ที่จะเข้าไปตรวจสอบการได้รับสิทธิประโยชน์ของผู้พิการ แน่นอนครับ การได้รับสิทธิประโยชน์ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกสุดก็คือสิทธิประโยชน์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายหลักคือ กฎหมายแม่ที่ว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการนี่ถือเป็นกฎหมายหลัก เป็นธรรมนูญของการดูแลผู้พิการ ส่วนจะมีกฎหมายอื่นเขียนไปให้ไปสอดคล้องสอดรับกับ เรื่องสิทธินั้น ๆ เป็นการบัญญัติกฎหมายให้ถือปฏิบัติไปตามนั้นเช่นสิทธิในการรับการศึกษา ก็ไปเขียนในกฎหมายการศึกษาว่าได้รับสิทธิอย่างนี้ ๆ เป็นขั้นตอนและวิธีการได้รับสิทธิ ตรงนั้นไป แต่สิทธิต้องระบุว่าคุณต้องได้รับสิทธิการศึกษาในกฎหมายหลัก ถ้ากฎหมายหลัก เขียนสิทธิไม่ครอบคลุม ถามว่ามีกฎหมายอื่นมานี่ผู้พิการจะได้รับสิทธิปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ เพราะกฎหมายอื่นไม่ได้เขียนเรื่องสิทธิที่ผู้พิการจะได้รับโดยตรง แต่เป็นวิธีการ ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ๆ ต้องแยกให้ออก เรามีกฎหมายหลักคือกฎหมายส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมาตรา ๒๐ ๑๐ อนุมาตราพูดไว้ให้ครอบคลุมทุกด้านเลย มีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวเนื่องเรื่องแรงงาน การใช้แรงงาน การข้ามถนน มันก็มีกฎหมายอื่น ที่บัญญัติเป็นวิธีปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ๆ ไป เพื่อรองรับสิทธิ ผมใช้คำว่าเพื่อรองรับสิทธิ เพราะฉะนั้นในการตรวจสอบสิทธิเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ให้กับสำนักงาน เพราะสำนักงานเกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้ สำนักงานไม่ได้เกิดจากกฎหมายอื่น สำนักงาน มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายนี้ที่จะทำหน้าที่ตามมาตรา ๑๓ ตามอำนาจหน้าที่ ๔ วงเล็บนั้น เราเพิ่มมาตรา ๑๓/๑ ไปอีกเรื่องหนึ่งคือการเข้าไปตรวจสอบสิทธิที่มีอยู่ทั้งหมดของผู้พิการ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐ ก้าวล่วงไปถึงที่มีตามกฎหมายอื่นที่เขียนรองรับในกฎหมายนี้ ตามมาตรา ๒๐ ด้วย เพราะฉะนั้นที่เราจะถกเถียงกันตรงนี้ไม่ใช่ไปถกเถียงด้วยสิทธิผู้พิการ ที่ถูกลิดรอนไป เราเห็นด้วยอย่างยิ่งผู้พิการต้องได้รับสิทธิ แต่เราถกเถียงกันตรงนี้ต้องถกเถียง เรื่องของวิธีการเขียนกฎหมาย ถกเถียงเรื่องนิติวิธี ซึ่งผู้รู้ทางกฎหมายนั้นควรจะออกมาพูด มิติเชิงสังคม เรารู้กันหมดเราเห็นกันหมด เสียงข้างมาก โดยเฉพาะกรรมาธิการ ที่เป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งมีหลายคนบอกไม่เชื่อถือ แต่อย่างไรก็แล้วแต่กรรมาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกาก็เป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ถ้าจะมีข้อบกพร่องมีสิ่งที่ ควรปฏิบัติให้มันดีขึ้นอย่างไรคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ต้องรับไป ถ้ามีข้อตำหนิหรือมีข้อบ่งชี้ ว่าท่านด้อยประสิทธิภาพไม่มีความสามารถท่านก็ต้องรับไป แต่ขณะนี้องค์กรที่ถือว่าเป็น องค์กรที่ปรึกษาทางกฎหมายของรัฐบาลเรียกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา จะต้องดู กระบวนการวิธีการนิติวิธีต่าง ๆ ให้รอบคอบรอบด้าน ถ้าคณะกรรมการกฤษฎีกายังยืนยันนะครับว่าการเขียนไว้อย่างเดิมนี่คือร่างที่รับไปจาก สภาผู้แทนราษฎร มันสามารถครอบคลุมสิทธิของผู้พิการไว้ทั้งหมดอยู่แล้ว สิทธิที่จะเข้าไป ตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของสำนักงานเดิมมันไม่มีก็เพิ่มให้มันมีเพื่อเป็นอำนาจ ในการตรวจสอบเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มเรื่องสิทธิ ผมต้องเน้นย้ำ มาตรา ๑๓/๑ เขียนเรื่องอำนาจหน้าที่ ของสำนักงาน หลายท่านไปมองว่าไปเขียนเรื่องสิทธิไม่ใช่ครับ บางทีการขยายความ เอาถ้อยคำมาต่อกันในบทบัญญัติของกฎหมายทำให้ท่านแปลความผิดว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ ไปตรวจสอบกฎหมายอื่น ไม่ใช่ครับ ใช้สิทธิตามกฎหมายนี้ก้าวล่วงไปหมดเลย ก้าวล่วงเข้าไป เพราะอะไร เพราะกฎหมายฉบับนี้บัญญัติให้เป็นกฎหมายหลักว่าสิทธิที่ท่านได้รับ ท่านรับสมกับกฎหมายฉบับนี้บัญญัติหรือไม่ เป็นไปตามกฎหมายอื่นเขียนรองรับไหม เพราะฉะนั้นถ้าเขียนไว้อย่างนี้มันเป็นอำนาจหน้าที่ ประเด็นที่ ๒ ผมเน้นย้ำเมื่อสักครู่ ผมบอกว่าถ้าเขียนกฎหมายอื่นเข้ามานี่ถามว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการได้บัญญัติไว้ ในกฎหมายอื่นไหม ถึงแม้เราจะเขียนกฎหมายเรานะครับว่าเป็นตามกฎหมายอื่น อำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายอื่นด้วย ถามว่ากฎหมายอื่นเขาเขียนอำนาจหน้าที่ตรงนี้ให้กับสำนักงานนี้ไหม ไม่มีครับ ไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นการที่จะเขียนบัญญัติไว้มันก็เขียนไว้ให้แลดูว่ามันมีถ้อยคำนี้ แต่ปฏิบัติตามกฎหมายอื่นไม่ได้ในการใช้อำนาจหน้าที่ ผมขีดเส้นใต้การใช้อำนาจหน้าที่นะครับ แต่อำนาจหน้าที่ตรวจสอบสิทธิได้ครับ เพราะสิทธินี่ระบุในมาตรา ๒๐ กฎหมายอื่นเขียนมา ก็อยู่ในมาตรา ๒๐ ประเด็นเดียวครับ ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรต้องขออนุญาต ที่เอ่ยถึงท่าน ท่านถามว่าถ้ามาตรา ๒๐ ท่านเขียนไว้ใน ๑๐ อนุมาตรานี่ ซึ่งเป็นลักษณะ เขียนค่อนข้างกว้างไว้ ถ้ามีกฎหมายอื่นบัญญัติไว้ถามว่าท่านสามารถไปตรวจสอบสิทธิ ที่เขาบัญญัติขึ้นมาใหม่ได้ไหม ถ้าไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ทีนี้ผมก็ถามกลับนะครับ ท่านประธาน ถ้ากฎหมายอื่นไปเขียนสิทธิใหม่นี่เป็นสิทธิผู้พิการ กฎหมายหลักไม่ได้รองรับ เอาไว้ อันนั้นจะเป็นสิทธิผู้พิการจริงหรือไม่ จริงอยู่ครับพระราชบัญญัติมีศักดิ์ศรีเท่ากัน องค์กรที่จะไปดูแล มีอำนาจตามกฎหมายหลักจะไปดูแลทั่วถึงไหม เพราะฉะนั้น ๒ อย่างนี้ มันต้องล้อกันไป ผมคล้อยตามท่านคณะกรรมการกฤษฎีกานะครับว่าเมื่อมีสิทธิใหม่ขึ้นมา กฎหมายเดิม กฎหมายหลักเราไม่มีก็ต้องไปเขียนไว้ให้ครอบคลุม เพราะอะไรครับ เพราะเขียนไว้เพื่อให้คณะกรรมการตามมาตรา ๖ มีอำนาจหน้าที่ เขียนไว้ให้มาตรา ๑๓ มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปดำเนินการได้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เราอย่าไปแปลความว่าเราไปละเมิดสิทธิคนพิการนะครับ ไม่ใช่นะครับ เราเขียนอำนาจหน้าที่ ให้กรรมการมีสิทธิไปตรวจสอบสิทธิที่จะได้รับของผู้พิการเท่านั้น ในเมื่อกฎหมายเดิมนี่ ดูในบริบททั้งหมดนะครับ กฎหมายหลักเขาเขียนอำนาจหน้าที่ให้เข้าไปได้อยู่แล้ว ทำหน้าที่นั้นได้อยู่แล้วนะครับ มันเป็นหน้าที่โดยตรง ผมกราบเรียนท่านประธานครับ สิทธิของผู้พิการไม่ได้ลดหายไปจากการเขียนมาตรานี้ ได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะฉะนั้น ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ประเด็นที่จะถกเถียงกันอยากให้ตัดสินด้วยเรื่องของนิติวิธีครับ ประเด็นเชิงสังคมเราจบแล้ว เราเห็นพ้องกันหมดว่าสิทธิควรจะต้องได้รับการคุ้มครอง ตรวจสอบ มันจบไปแล้วครับเรื่องประเด็นสังคม แต่สิ่งที่จะต้องตอบในสภาแห่งนี้ถ้านิติวิธี ยืนยันว่าเขียนอย่างนั้นมันปฏิบัติไม่ได้ ที่ปฏิบัติไม่ได้ที่มันเกินหลักการที่ท่านอ้างถึงเพราะว่า มันเป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมการ หรือเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ซึ่งจะต้องเขียนไว้ ในกฎหมายฉบับนี้เท่านั้น ผมก็อยากให้ท่านยืนยันอย่างนี้ครับ เผื่อว่ามันจะได้จบไป แต่ถ้าผมอภิปรายบนพื้นฐานของการเข้าใจผิดนี่ผมก็ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าผมเข้าใจผิดก็คือข้อความที่ท่านเขียนมาในบทบัญญัตินี้มันผิด เพราะหลักการที่เราให้ท่านไป เราให้ท่านไปเขียนอำนาจหน้าที่มารองรับตัวกรรมการ ตัวสำนักงานในการที่จะไปตรวจสอบสิทธิ ไปตรวจสอบการได้รับสิทธิ ไม่ใช่ตรวจสอบสิทธิ ตรวจสอบการได้รับสิทธิที่มีบัญญัติไว้ ในกฎหมายหลัก และมีกฎหมายอื่นที่จะเขียนเป็นการเฉพาะในเรื่องนั้น ๆ ความหมายไม่ได้ แตกต่างกันครับวิธีการปฏิบัติ แต่ถ้อยคำที่บัญญัติในกฎหมายเท่านั้นที่อยากจะให้ ท่านประธานและทางกรรมาธิการช่วยดู ถ้าเขียนหรือไม่เขียนไม่มีผลแตกต่างกันเลย ร่างที่รับไปจากสภามันก็ใช้ได้อยู่แล้ว มันก็ใช้ได้อยู่แล้ว ผมก็เห็นเป็นไปตามนั้นนะครับ ถ้าจะมาแก้เพื่อเติมเข้าไปแล้วมีปัญหาว่าจะตีความว่ามันเป็นอำนาจหน้าที่นะ อำนาจหน้าที่ ไปอยู่กฎหมายอื่นได้หรือไม่ อย่างไร ชัดเจนอยู่แล้วครับกฎหมายอื่นไม่ได้เขียนอำนาจหน้าที่ ของสำนักงานไว้ให้ในกฎหมายอื่น ผมต้องเน้นนะครับ ผมไม่อยากจะบอกว่าตรวจสอบ สิทธิประโยชน์หรอก เน้นเรื่องอำนาจหน้าที่เพราะหลักการมันให้ไปเขียนอำนาจหน้าที่และ ขั้นตอนกระบวนการของการไปตรวจสอบของสำนักงานเท่านั้นเอง เราแปลความตรงนี้ครับ แล้วก็เข้าใจกัน ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ไปได้ ด้วยความขอบคุณท่านประธานอยากให้ ตัดสินด้วยนิติวิธีครับ