สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๕

สุนัย จุลพงศธร แสดงความกังวลเกี่ยวกับการบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ และเสนอแก้ไขวิธีปฏิบัติของสภาผู้แทนราษฎรและศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างถึงหลักการของประเทศสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส ในการตรวจสอบอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและความสัมพันธ์กับสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้รัฐธรรมนูญเข้มแข็งขึ้นตามหลักการประชาธิปไตย

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย จริง ๆ ในการอภิปรายวันนี้ทางพรรคเพื่อไทยเองก็กำหนดให้ผมเป็นคนพูดคนหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ลงชื่อ แล้วก็ไม่ได้ยกมือ ไม่แสดงเจตนา ดังนั้นหลายท่านก็พูดมาตั้งแต่ต้น ผมก็ไม่แสดงเจตนา แต่พอผ่านไปสัก ๔-๕ คน ผมรู้สึกว่าไม่ได้แล้วคงต้องแสดงเจตนา เพราะอะไรครับ เพราะมีการบิดเบือนข้อมูลกันมากเหลือเกิน บังเอิญผมเองอยู่ในกลไกตรงนี้ ผมก็เห็นเหตุการณ์ ผมก็ไม่อยากให้ข้อมูลนี้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม อันแรกที่มีการโจมตีกันมาก แม้จะไม่เอ่ยชื่อพรรคก็บอกได้นัยว่าเสมือนหนึ่งว่าพรรคเพื่อไทยนั้นอยากจะล้ม ศาลรัฐธรรมนูญ ผมขอประกาศตรงนี้เลยว่าไม่ใช่ครับ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเชื่อมั่นเถอะครับ เราไม่ได้คิดเช่นนั้น และผมเป็นคนหนึ่งที่อยากจะสนับสนุนให้มีศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่า ถ้าท่านจะมีอำนาจมากอย่างนี้ก็จะต้องมาพูดกันถึงเรื่องที่มาของแหล่งอำนาจ อันที่ ๒ ที่มีการพูดบิดเบือนกันมาก ที่บอกว่าสภาแห่งนี้เป็นผู้ออกแบบศาลรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ใช่ครับ ท่านที่นั่งอยู่ข้างบนท่านก็ยืนยันว่าพวกเราไม่ได้ยุ่งกับท่านเลย ไม่ได้ออกแบบให้ท่านเลยครับ ศาลรัฐธรรมนูญที่มานั่งอยู่วันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งออกแบบโดย สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่แต่งตั้งมาจากการรัฐประหาร แล้วก็อีกครับ การมาของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ ส.ว. เลือกนั้นก็ดูจะไม่ถูกกับหลักการแห่งประชาธิปไตย จะมาบอกว่า สภาแห่งนี้เลือกท่าน ไม่ใช่ครับ ศาลรัฐธรรมนูญเป็น ๑ ในคนที่ตั้ง ๗ คนเพื่อมาสรรหาวุฒิสภา เสร็จแล้วท่านกระโดดมานั่ง ๑ ใน ๗ จากองค์กรอิสระ ๔ องค์กร และศาลรัฐธรรมนูญมานั่ง ๑ ในนั้นแต่งตั้งวุฒิสมาชิก ครึ่งสภา แล้ววุฒิสมาชิกก็แต่งตั้งท่านใหม่ อันนี้ก็เรียกว่าอยู่กันอย่างนี้สิครับ มันผิดครับอันนี้ ดังนั้นเราไม่ได้ออกแบบให้ท่าน โครงสร้างที่ออกแบบนี้เป็นของท่าน ของผู้ที่ยึดอำนาจมา แล้วตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นต้องเข้าใจตรงกัน และที่สำคัญที่สุดครับหลักการแห่งสภานี้ ถือว่าผิดมากครับ ถ้าเราเขียนกฎหมายเองแล้วเราไปนั่งในอำนาจนั้นเอง ผิดนะครับ เราพูดกันมาตลอด แต่ปรากฏว่าใน ๙ ท่านของศาลรัฐธรรมนูญนี้มี ๓ ท่านเป็นผู้อยู่ใน ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญครับ แล้วก็เขียนอำนาจให้แก่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ ๙ ปี แล้ว ๓ ท่านนี้ หลังจากเสร็จแล้วก็กระโดดไปนั่งอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ ดังนั้นเรื่องอย่างนี้จะมาบิดเบือน บอกว่าเราเป็นผู้ออกแบบให้ท่าน ไม่ใช่ ถ้าจะบอกว่าเป็นข้อกฎหมายว่าอย่างนี้ก็ต้องว่าไปครับท่าน พูดอย่างนี้ก็ไม่ผิดครับ ท่านประธานแต่เราเป็นผู้แทนราษฎรไม่ใช่สมัยเดียวครับ ถ้ากฎหมายไม่ถูก ไม่เป็นธรรมและจะนำไปสู่ปัญหาของบ้านเมืองเราต้องนำเสนอทางแก้ครับ ดังนั้นการที่เรา เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ไปล้มศาลรัฐธรรมนูญครับ แต่กำลังจะทำให้ระบบมันเข้มแข็งขึ้น ตามกลไกแห่งหลักประชาธิปไตย ซึ่งตรงกับเอกสารของท่านที่เขียนไว้ในหน้า ๓ หรือหน้าแรก ที่บอกว่าวิสัยทัศน์อย่างไรครับ สร้างความก้าวหน้าในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นท่านต้องเข้าใจก่อนนะครับ เราไม่ได้ไปล้มท่านนะครับ และที่เราพูดกันอีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไม่ถูกต้อง อย่าไปพูดอย่างนั้นเลยครับ ผมก็ไม่พูด แล้วบางคนขึ้นมาพูด ในลักษณะเสมือนหนึ่งว่าพรรคของท่านก็ถูกพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยเรื่องเล็กนิดเดียว อย่างนี้ศาลเสียหายนะครับ เท่าที่ผมจำได้แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อพรรค เป็นเรื่องที่มาของเงิน ไม่ถูกต้อง ๓๕๐ ล้านบาท แหมพูดมาได้บอกมีเรื่องป้ายนิดเดียว ไม่ใช่ครับท่านประธาน ดังนั้นตรงนี้เองที่ผมอยากจะบอกว่าการที่มาโจมตีเสมือนหนึ่งว่าพรรคการเมืองหนึ่งอยากจะ ไปล้มท่าน ไม่ใช่ การที่ไปโจมตีเสมือนหนึ่งว่าพรรคของผมไปแทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อีกครับ และพยายามจะบอกว่าสภาผู้แทนราษฎรนาน ๆ ให้เขาใหญ่สักทีเถอะครับ ใหญ่กว่าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อีกครับ เกิดมาท่านเคยเห็นหรือครับว่าศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภา จะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญนี้มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ไม่ใช่อีกครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ศาลไม่ได้มีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ศาลไม่มีอำนาจยุบพรรค ดังนั้นในเบื้องต้นเพื่อให้ท่านได้เก็บข้อมูล ได้ชัดเจนว่าเราไม่ได้คิดอย่างนั้นครับ พรรคเราไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่เรากำลังจะทำอย่างไร ที่มันเริ่มต้นผิด เหมือนการกลัดกระดุมผิดตั้งแต่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราจะปรับ กระบวนการอย่างไร จึงจำเป็นที่ต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกัน

ประเด็นข้อที่ ๒ ที่ผมต้องพูด เพราะว่าเราไม่มีโอกาสที่จะสัมพันธ์กับศาลเลย ถ้าจะบอกว่าเรามีอำนาจเหนือศาล ศาลก็ต้องมานั่งฟังสิครับ กฎหมายก็ไม่ได้ให้ท่านมานั่งฟัง ดังนั้นนิติสัมพันธ์ระหว่างสภากับท่านผู้พิพากษาไม่มีโอกาสสัมพันธ์กันเลยครับ ผมก็ไม่รู้ จะไปเจอศาลที่ไหน อันที่ ๒ เจอท่านได้ในศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะไปคุยกับท่านอย่างไรล่ะครับ จะปรึกษาหารือก็ไม่ได้ เพราะท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ จะไปขอพบท่านกินข้าวส่วนตัวก็ไม่เหมาะ ผมเองก็เป็นนักกฎหมาย เหมือนกัน ผมมีเพื่อนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีพี่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีเพื่อน เป็นผู้พิพากษาเยอะแยะ ไปถามดูเถอะครับ นายสุนัย จุลพงศธร ประกอบอาชีพทนายความ เคยไปวิ่งเต้นคดีไหม ไม่มี แม้แต่เจอเพื่อนฝูงยังให้ความเคารพเลยครับ เพราะเขาอยู่ในฐานะศาล ดังนั้นเราไม่มีทางจะพบเลย ดังนั้นตรงนี้เองที่การออกแบบอย่างนี้มา ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจมาก แต่ว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนไม่มีโอกาสพบกับท่านเลยนี่ผิดครับ ท่านครับ ตรงนี้เอง ผมเองกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายท่านก็อยู่ในวัยใกล้ ๆ กัน หนีกันไม่เท่าไร เพราะวันนี้ก็ ๖๐ ปีแล้ว ผมอยากจะกราบเรียนว่าเดี๋ยวท่านจะไม่เข้าใจเรา และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเองเป็นคนหนึ่งที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญในการร่างกฎหมายวิธีพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนั้นท่านเจริญ จรรย์โกมล เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ผ่าน ๒ รัฐบาลนะครับ เราเห็นตรงกันว่าให้อำนาจแก่ท่านในเรื่องละเมิดอำนาจศาลไม่ได้ครับ ให้ไม่ได้จริง ๆ ครับ อย่าโกรธผมเลยครับ ถ้าท่านฟังผมทั้งหมดแล้วท่านจะรู้ว่าการเสนอของ สมาชิก ส.ส. พรรคเพื่อไทยนั้นเขาไม่ได้คิดร้ายอะไรกับท่านเลยครับ แต่เสนอในหลักการ หลักการที่ผมจะจับขึ้นมามันมี ๓ หลักครับ หลักที่ ๑ หลักที่มาแห่งอำนาจ ท่านครับ ถ้าท่านจะมี อำนาจอย่างนี้ตามรัฐธรรมนูญที่ท่านออกแบบกันเองอย่างนี้ ท่านต้องมาจากประชาชน ท่านล้มรัฐบาลได้โดยท่านไม่ต้องเลือกตั้งเลยครับ หลายคนพยายามจะบิดเบือนบอกว่า ท่านได้รับเลือกสรรมาจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา มาจากที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครอง ท่านครับ ท่านเป็นคนดีผมไม่เถียง ผมไม่อยากไปตำหนิใครว่าใครไม่ดี แต่ว่าเรากำลังพูดถึง ที่มาแห่งอำนาจ ท่านที่นั่งอยู่บนนี้หลายคนไม่มีศาลสักคนนะครับ เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับ ให้ศาลมา ดังนั้นสภากับศาลจึงไม่มีความสัมพันธ์กันเลย แล้วเรามาจากประชาชน มาจาก ฐานอำนาจของประชาชนอันเป็นฐานแห่งระบอบประชาธิปไตย ผมถามว่าแล้วประชาชนจะไป แตะกับท่านตรงไหนล่ะครับ ท่านครับ เปิดหนังสือดูสิครับ เปิดหน้า ๒๖๔ ท่านพูดได้ดีมาก ท่านศึกษาเปรียบเทียบกับการกระทำในส่วนของประเทศฝรั่งเศส ปรากฏว่าประเทศฝรั่งเศส เขามีการยึดโยงกับประชาชนมากกว่านี้อีก เขายังใช้หลักการกระทำทางรัฐบาลที่จะไม่เข้าไป แทรกแซงอำนาจของรัฐบาล เปิดมาหน้า ๒๖๖ สิครับ ทฤษฎีแบบประเทศสหรัฐอเมริกา โลกอย่างไรครับ หลักใหญ่ ๆ มันมี ของประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศในทวีปยุโรป และ อีกหลายประเทศ แต่ผมคิดว่าเวลาน้อย ๆ อย่างนี้ ท่านก็เขียนชัดเจนว่าในหลักของ ประเทศสหรัฐอเมริกาศาลรัฐธรรมนูญก็ใช้ทฤษฎีว่าด้วยปัญหาทางการเมือง เดอะ โพลิติคอล เควสชัน ดอกทริน (The Political Question Doctrine) เป็นการจำกัดอำนาจในการตรวจสอบ ขององค์กรตุลาการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นทางรัฐประศาสโนบาย ซึ่งศาลสูง เห็นว่าเป็นปัญหาที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองและควรแก้ไขด้วยวิถีทางการเมืองเท่านั้นครับ นี่ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกาเขามาจากประชาชนนะครับ ท่านไม่ได้มาจากประชาชนเลย แล้วท่านเอาอำนาจตรงไหนครับ แล้วผมจะพูดกับศาลอย่างไร จริง ๆ ผมอยากจะพูดกับพี่ ๆ ของผมที่เป็นผู้พิพากษาแต่ไม่มีทางเลยครับ ผมต้องฝากท่านไป ฝากไปถึงก็ศาล ๒ ทอด ๓ ทอด เดี๋ยวไปรายงานผิดเกลียดสุนัยอีก ด้วยเหตุนี้หลักที่มาแห่งอำนาจนั้นท่านมาไม่ถูกต้องเลย ท่านมาจากการยึดอำนาจ และที่สำคัญคนหนึ่งที่เป็นผู้พิพากษาวันนี้ถูกกล่าวหาโดย พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ว่านั่งวางแผนการรัฐประหาร นั่งอยู่กับอดีตประธานศาลฎีกา เป็นประธานศาลฎีกาในขณะนั้น นั่งอยู่กับประธานศาลปกครองในขณะนั้น พลเอก พัลลภ พูดชัดเจน น้องยิ้ม ส.ส. ที่นี่อภิปรายในสภากระทบศาลหน่อยเดียวถูกฟ้อง แต่ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี พูดจนชัดว่าท่านมีส่วนในการวางแผนรัฐประหาร ท่านไม่ฟ้องเลยครับ เมื่อไม่ฟ้อง สังคมก็ต้องยอมรับว่าท่านร่วมด้วยในการรัฐประหาร เสร็จเรียบร้อยตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านก็ไปนั่งด้วยครับ แล้วอย่างนี้เราไปคิดล้มอะไรท่าน มันเป็นที่มา ที่ไม่ถูกต้อง ใครจะโต้ครับ ผมก็ไม่รู้ว่าท่านไปนั่งจริงหรือเปล่าในการวางแผนการรัฐประหาร แต่ท่านไม่ตอบโต้ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่าน ดังนั้นหลักที่มาตรงนี้ จึงเป็นต้นทางของสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในหลักที่ ๒ คือหลักการเข้าสู่อำนาจ เมื่อหลักไม่ชอบเสียแล้ว ท่านจึงเข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบอีกครับ เราจะปล่อยให้อยู่อย่างนี้หรือครับ ยิ่งปล่อยยิ่งบาดหมาง ยิ่งปล่อยยิ่งเจ็บปวด ท่านโต้ผมก็ไม่ได้ เพราะท่านร่างรัฐธรรมนูญกันเอง คนร่างรัฐธรรมนูญ ดันไปนั่งเป็นผู้พิพากษาเอง แล้วมีอำนาจอยู่ตั้ง ๙ ปี ท่านครับ ผมจะอยู่แค่ ๔ ปีนี่ก็ยากแสนยาก วันนี้ก็ไม่รู้จะต้องยุบสภาไหม วันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดรัฐประหารหรือเปล่า แต่ท่านนั่ง ๙ ปี โดยไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เขียนรัฐธรรมนูญเอง ไปนั่งเอง ท่านบอกผมได้ไหมว่าไม่ถูกต้อง จริง ๆ ท่านไม่ได้เขียนเองหรอก ๓ คน คนนั้นไม่ได้เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ แล้วท่านจะเอา หลักอะไรมาอธิบายต่อสังคมครับ ท่านครับ ตรงนี้เองจึงเข้าสู่ปัญหาเรื่องใหญ่คือหลักว่าด้วย ความสุจริตและนิติธรรม ท่านช่วยตอบหน่อยเถอะครับ ผมไม่ไปรื้อฟื้นคดีคุณสมัคร แต่ท่านช่วยตอบหน่อยได้ไหมครับ บางทีท่านไม่รู้หรอกนะครับ ท่านผู้พิพากษาไม่รู้หรอก ก่อนที่ท่านจะตัดสินคดีคุณสมัคร คดีคุณสมชาย มันเป็นการรัฐประหารโดยกฎหมายฉบับนี้ครับ ล้มรัฐบาลได้เลยครับ ท่านเอาอำนาจมาจากไหนล่ะครับ ถ้าท่านจะบอกว่าเอาอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญเราก็ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ ไอ้อย่างนั้นพูดได้ผมไม่เถียงหรอกครับ แต่ว่าเมื่อเรามาเป็น ส.ส. แล้วเราจะปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างนี้เดินไปได้หรือ เพราะสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างนี้เวลามันเดินไปมันจะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะว่าหลักการมันไม่ถูกต้อง ท่านครับ ท่านรู้หรือเปล่าว่าก่อนที่ท่านจะตัดสิน ยุบพรรคพลังประชาชนเพื่อจะล้มรัฐบาลของคุณสมชายนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเกี่ยวโยง กับการยึดสนามบิน การยึดทำเนียบรัฐบาล มีข่าวลือก่อนหน้านั้นว่าคุณสมชาย จะมายืนถวายความจงรักภักดีไม่ได้ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้ววันนั้นก็เกิดขึ้น จริง ๆ ครับ ท่านช่วยบอกหน่อยสิครับ ไปบอกศาลรัฐธรรมนูญหน่อยเถอะว่าการตัดสินยุบพรรค ทีเดียว ๓-๔ พรรค ทำไมท่านขยันจริง ๆ ไม่พักเที่ยงเลยครับ หรือว่าเพื่อจะให้ตรงกับข่าวลือ ที่บอกว่าต้องเอาคุณสมชายออกมาให้ได้ มันอธิบายอย่างอื่นไม่ได้นี่คือข่าวลือ ๒. ท่านช่วยบอกหน่อยเถอะครับ คำพิพากษาของท่านรีบเขียนแน่นอน เพราะหัวเรื่องพรรคชาติไทยแต่ข้างในเป็นพรรคพลังประชาชนครับ ท่านจะอธิบายอย่างไร ทั้งหมดนี้มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งพยายามจะบอกว่าพวกท่านคือตุลาการภิวัฒน์ โอ้โฮ อันนี้ อันตรายที่สุดครับท่านครับ ตุลาการภิวัฒน์คือตุลาการปฏิวัติ คำว่าอภิวัฒน์เป็นคำที่ท่านปรีดี พนมยงค์ ใช้แทนคำว่าปฏิวัติคือการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ท่านครับ ศาลต้องอยู่กับหลักเกณฑ์ จะใช้นโยบายตัดสินไม่ได้หรอกครับ ท่านช่วยบอกหน่อยได้ไหมครับว่าการฟ้องคดี เรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้มาตรา ๖๘ กันจำได้ไหมครับ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม เกิดการจลาจลในสภาแห่งนี้ วันที่ ๓๑ อีกวันหนึ่งแล้วก็มีคนนำเรื่องไปยื่นให้ศาล วันที่ ๓๑ ทำไมท่านสั่งเร็วเหลือเกินครับ สั่งมาถึงศาลวันที่ ๑ มิถุนายนแค่วันรุ่งขึ้น ผมมาดู จากหนังสือของท่าน ท่านเปิดไปดูหนังสือหน้า ๑๑๕ ผมก็ไม่รู้ว่าปี ๒๕๕๕ นี่ท่านมีคดีเท่าไร แต่ผมเชื่อว่าไม่น้อยกว่าปี ๒๕๕๓ หรอกครับ ท่านมีเรื่องทั้งหมดเข้ามา ๑๐๐ กว่าเรื่อง เป็นเรื่องที่รับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว ๗๐ เรื่อง เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว คำวินิจฉัยสั่งการ ๔๙ เรื่อง คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญอีก ๓๓ เรื่อง เรื่องร้องเรียนที่ยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญอีก ๒๒ เรื่อง ท่านคดีก็เยอะนะครับทำไมหยิบคดีนี้ขึ้นก่อน เขายื่นวันที่ ๓๑ ท่านสั่งวันที่ ๑ มิถุนายน ทันที คนก็เลยสงสัยว่าศาลเล่นการเมืองด้วยหรือ ที่ผมพูดอย่างนี้ ผมขอให้พี่น้องเชื่อว่าอย่าเชื่อผม แต่บังเอิญไทมิง (Timing) มันสอดคล้องกันพอดีครับ ล่าสุดอาจารย์จากนิด้า ท่านครับ ท่านก็รู้ครับว่าเรื่องจำนำข้าวนี่ใครก็รู้ว่าชาวนาชาวไร่นี่ มันถูกกดราคาจากพ่อค้า โรงสี จากหยงและคนกลาง การจำนำข้าวก็ไม่ได้เพิ่งเกิด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยรับจำนำข้าว อาจารย์จากนิด้ายื่นฟ้อง ก็กราบขอบพระคุณครับ ที่หลายฝ่ายก็วิจารณ์ท่าน แล้วท่านก็ออกมาว่าท่านไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้ แต่คนเป็นศาลนี่ครับ ถ้าไม่มีเอี่ยวเลยต้องนิ่ง ๆ ครับ เฉย ๆ ครับ แต่ปรากฏมีผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ว่าฟ้องผิดศาล น่าจะไปอีกศาลหนึ่ง อ้าว อย่างนี้ได้หรือครับ ให้ไปศาลปกครอง แล้วสิ่งที่ผมรับไม่ได้จริง ๆ ผมแถลงข่าวหลายครั้ง อยากฟังว่าผู้พิพากษา ท่านศาลว่าอย่างไร ท่านประธานก็ไม่ตอบผม ผมก็ไม่รู้จะไปถาม ตรงไหนครับ คำฟ้องที่พรรคการเมืองหนึ่งที่ผมไม่เอ่ยชื่อยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม แล้วท่านสั่งมาที่สภาให้หยุดพิจารณาเดี๋ยวนี้วันที่ ๑ ท่านครับ คำฟ้องนั้นฟ้องประธานรัฐสภา นายสมศักดิ์ในตำแหน่งประธานรัฐสภา ฟ้องพรรคเพื่อไทย หัวฟ้องครับ ผมเป็นทนาย ท่านครับ คำฟ้องนี่ถ้าเขียนว่าโจทก์ชื่ออะไร จำเลยชื่ออะไร เปลี่ยนได้หรือครับท่าน ปรากฏว่า ไม่มีชื่อผมอยู่เลยครับ ยื่นวันที่ ๓๑ สั่งมาวันที่ ๑ พอสั่งมาวันที่