สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๕

นิพิฐ์ อินทรสมบัติ พูดถึงเรื่องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความไม่เห็นด้วยกับบางการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และอธิบายถึงความเข้าใจผิดในเรื่องเสียงข้างมาก นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์การใส่ร้ายและการวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ โดยถามถึงความสามารถของศาลในการตัดสินใจตามกฎหมาย

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ เวลาเราพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยผมเห็นใจฝ่ายตุลาการนะครับ คือบางเรื่อง เวลาศาลรัฐธรรมนูญตัดสินมานี่ผมไม่เห็นด้วยหลายเรื่องนะครับ ผมไม่เห็นด้วยหลายเรื่อง ที่ท่านตัดสินแต่ผมเคารพ อย่างเช่นที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าพรรคไหนละครับไปกระทำการที่ถูกร้องว่าผิดต่อรัฐธรรมนูญ เช่นเอาชื่อตัวเองไปติด และใช้อำนาจในการสั่งจัดการบริหารงบประมาณซึ่งมันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่า ในภาวะเช่นนั้นผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ทำได้ ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมไม่เห็นด้วยครับ แต่ว่าเมื่อท่านตัดสินแล้วผมก็ยอมรับ ผมไม่ได้โต้แย้งอะไร ก็เลยพยายามบอกว่ามีหลายเรื่อง ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้วผมไม่เห็นด้วย แต่ผมไม่วิพากษ์วิจารณ์จนให้ท่านเสียหาย เพราะเคารพดุลยพินิจซึ่งกันและกัน และบางเรื่องผมก็เห็นด้วย ถ้าเราไม่เคารพกันอย่างนี้ มันก็อยู่ไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานครับ เวลามีการพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญหรือพูดถึง เรื่องประชาธิปไตย ผมพูดหลายครั้งแล้วจำเป็นต้องพูดอีก มีการพูดถึงเรื่องของเสียงข้างมาก แล้วก็ความถูกต้อง ความชอบธรรม ผมก็พูดอีกหลายครั้งเหมือนกันครับ จำเป็นต้องพูดอีกว่า เสียงข้างมากมันตัดสินความถูกต้องไม่ได้ ไม่มีประเทศไหนหรอกที่เอาเสียงข้างมากไปตัดสิน ความถูกต้อง ความชอบธรรม ไม่มีครับ แต่เราเข้าใจผิด เราเข้าใจว่าเมื่อเรามาจากเสียงข้างมาก ใครทำอะไรเราไม่ได้ ศาลทำอะไรเราไม่ได้ มันมีบางรัฐครับ บางประเทศ ท่านประธาน คงได้ยินครับ ผมก็ไปครูพักลักจำเขามาครับ ในบางรัฐในบางประเทศผู้หญิงก็ต้องการ แต่งงานกับผู้หญิง ผู้ชายก็ต้องการแต่งงานกับผู้ชาย เขาบอกมันเป็นสิทธิและเสรีภาพของเขา ในรัฐนั้น ๆ ศาลในรัฐก็อนุญาตให้แต่งงานได้ แต่พอขึ้นศาลสูงนี่ศาลสูงเขาไม่อนุญาต ก็บอกผู้หญิงแต่งงานกับผู้หญิงไม่ได้ ผู้ชายแต่งงานกับผู้ชายไม่ได้ แต่คนในสังคมนั้น ก็บอกว่ามันน่าจะแต่งงานกันได้ ผู้หญิงก็ควรอนุญาตแต่งงานกับผู้หญิงได้ จดทะเบียน กับผู้หญิงได้ ผู้ชายก็ควรจะจดทะเบียนกับผู้ชายได้ คนส่วนใหญ่ในสังคมอยากให้จดทะเบียน อย่างนั้น แต่ผู้พิพากษาไม่กี่คนบอกทำไม่ได้ มันขัดกับจริยธรรม ขัดกับศีลธรรม ทำไมล่ะครับ ศาลมาจากไหนครับถึงไปตัดสินตรงกันข้ามกับเสียงข้างมาก ผมเลยบอกว่าเสียงข้างมาก มันสะท้อนความต้องการ เสียงข้างมากมันสะท้อนความต้องการครับ แต่มันสะท้อน ความถูกต้องไม่ได้ มันตัดสินความถูกต้องไม่ได้ เมื่อไรก็ตามที่เราคิดว่าเสียงข้างมากมาตัดสิน ความถูกต้อง เละครับสังคม สังคมมันไปไม่ได้ สมมุติว่านายกรัฐมนตรีคนหนึ่งทำผิดกฎหมาย นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ผมให้สัก ๒๐ ล้านคน นายกรัฐมนตรีใครก็ตาม ในอนาคต ข้างหน้าในประเทศนี้มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ได้รับเสียงจากประชาชน ๒๐ ล้านคน ถ้านายกรัฐมนตรีทำผิดเขาใช้ผู้พิพากษากี่คนครับตัดสินประหารชีวิตนายกรัฐมนตรี เขาใช้ผู้พิพากษาเพียง ๓ คนเท่านั้นตัดสินประหารชีวิตนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ของคน ๒๐ ล้านคน แล้วนายกรัฐมนตรีจะบอกว่าเขามาจากการเลือกตั้งของคน ๒๐ ล้านคน คนเพียง ๓ คนไม่รู้มาจากไหนมาตัดสินประหารชีวิตเขาไม่ได้ อย่างนี้หรือครับ ไม่ได้ครับ เพราะเขาแบ่งแยกอำนาจกันแล้ว วันนี้คนที่ได้มาจากเสียงข้างมากเลยพยายามทึกทักว่า เมื่อตัวเองมีเสียงข้างมากอยู่ตัวเองทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งทำสิ่งซึ่งไม่ถูกต้องก็สามารถทำได้ อันนี้คือความเข้าใจผิด ซึ่งสังคมไทยวันนี้มีความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้เยอะมาก

อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่เราเข้าใจผิดกันเยอะ ที่จริงผมก็พูดในสภานี้มาหลายครั้งแล้ว ก็คือการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นธรรมกับการใส่ร้าย บางคนคิดว่าพูดอย่างนี้ เป็นการวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นธรรม เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อหาหมิ่นหรือละเมิดอำนาจศาล ไม่มีนะครับ สามารถวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่สังคมก็แยกไม่ออกว่าอันนี้เป็นการวิจารณ์ด้วยความเป็นธรรมหรือเป็นการด่า ก็เห็นพูดมา หลายคน ผมเห็นแค่เป็นการด่าเท่านั้นแหละครับ ผมไม่เห็นเป็นการวิจารณ์อะไรเลย เพียงแต่เรา แยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นการวิจารณ์หรือติชม อันไหนเป็นการด่า อันไหนเป็นการใส่ร้าย เมื่อสังคมแยกสิ่งเหล่านี้ไม่ออกศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไม่มีเกราะในการคุ้มครองตัวเองเลย ก็อยู่ลำบากครับ ผมไม่ได้อวดอ้างอะไรเลยครับ แต่ว่าเมื่อวันเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญโดนข่มขู่ จากประชาชนโดยทั่วไป ท่านมีเกราะอะไรคุ้มครองท่านล่ะครับ ผมไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ เวลาท่านโดนถูกข่มขู่คุกคาม ผมเป็นคนภายนอกแท้ ๆ ผมไปต่อสู้ให้กับท่าน ที่ผมไปต่อสู้ ให้กับท่านนะครับเพื่อบอกท่านว่าท่านต้องเข้มแข็งครับ ท่านต้องเข้มแข็งเพื่อรักษา ความยุติธรรมไว้ ท่านต้องเข้มแข็งเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ ถ้าท่านอ่อนแอ แล้วท่านไปจำนนยอมแพ้ต่อการข่มขู่เหล่านั้น บ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้นะครับ ผมให้กำลังใจท่าน ว่าท่านต้องเข้มแข็ง แล้วก็ไม่ยอมต่อการข่มขู่ของใครก็ตามนะครับที่คิดจะข่มขู่ เพื่อจะครอบงำท่าน มีการพูดถึงว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ไปทำกับข้าวแล้วก็ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ก็กฎหมายมันเขียนอย่างนั้นนะครับ และถ้าท่านลองไม่ตัดสินดูสิครับ ท่านถูกจำคุกนะครับ ก็กฎหมายบอกว่ารัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีจะไปเป็นลูกจ้างรับเงินจากใครไม่ได้ครับ ถ้าท่านไปเป็นลูกจ้างรับเงิน จากใครนี่มันก็ผิดกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้เราก็เขียนกันเองนะครับ แล้วก็มีคนไปร้อง แล้วศาลจะตัดสินอย่างไรครับ ท่านก็ไม่อยากตัดสินหรอกครับ แต่ว่ากฎหมายมันเขียนว่าอย่างนั้น ท่านก็ต้องทำหน้าที่ แต่ว่าเวลามีการพูดมีการวิจารณ์ ไม่ได้พูดเนื้อหาทั้งหมดว่าทำไม อดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร ซึ่งผมก็เคารพนับถือท่านนะครับ ท่านต้องพ้นจากตำแหน่ง มันพูดง่ายครับ แต่ว่าเวลาพูดไปแล้วองค์กรของศาลรัฐธรรมนูญได้รับความเสียหาย ท่านประธานที่เคารพครับ มีการกล่าวอ้างว่าองค์กรอิสระมาจากอำนาจเผด็จการ มาจาก การยึดอำนาจแล้วก็สืบทอดหรือรักษาอำนาจของเผด็จการไว้ เช่น กกต. ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ ถ้ากล่าวหาอย่างนั้นผมก็ต้องยอมรับว่าผมก็มาจากอำนาจเผด็จการด้วย เพราะผมก็มาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ แต่เวลาเราไปชี้หน้าด่าองค์กรอิสระ เวลาเราชี้หน้าด่า ศาลรัฐธรรมนูญนี่นิ้วอีก ๔ นิ้วมันชี้เข้าหาตัวเองนะครับ ไปกล่าวหาท่านว่ามาจากอำนาจเผด็จการ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วที่นั่งอยู่นี่มาจากรัฐธรรมนูญไหนล่ะครับ ผมอยากยุให้ท่าน ลองลุกขึ้นด่าอย่างนั้นบ้างนะครับ เวลาท่านชี้แจงนะครับท่านไม่กล้าหรอก แต่มีคนกล้าบอกท่านว่า ท่านมาจากอำนาจเผด็จการ มาจากรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร เป็นทายาท ของเผด็จการ ท่านลองถามสักหน่อยสิ ท่านนั่งยิ้มอยู่ทำไมล่ะครับ ขออนุญาตท่านประธานสิ แล้วถามว่าท่านสมาชิกที่เคารพครับ ท่านมาจากไหนล่ะครับ ก็มาจากที่เดียวกันนะครับ แล้วไปด่าท่าน ผมก็แก้แทนให้ท่านแล้วครับ ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะผมรู้ว่าท่านไม่กล้าที่จะพูด กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างนั้นหรอกครับ สมาชิกก็ใช้อำนาจไปอย่างนั้นแหละครับ ก็ให้มันดูดีนะครับ ท่านประธานครับ ผมดูรายงานของท่าน ในเรื่องของการควบคุม การกระทำทางรัฐบาลหรือการกระทำของรัฐในหน้า ๒๗๒ เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เป็นงานวิจัยของท่านนะครับ ผมอยากให้ท่านทำต่อครับ จริง ๆ ผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้ ท่านมีการวิจัยมาก่อนหน้านี้แล้ว เราส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าศาลรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะวินิจฉัยตามมาตรา ๖๘ ได้หรือไม่ ความจริงท่านวิจัยมาแล้วมีรายงานวิจัย ของท่านแล้วนะครับ ในหน้า ๒๖๓ นะครับ การควบคุมการกระทำทางรัฐบาลหรือการกระทำ ของรัฐบาลว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถทำอะไรได้บ้างเป็นการวิจัยที่ดีครับ อย่างนี้ครับที่ผมอยากให้มันมีการแพร่หลายครับ และผมคิดว่ามีสมาชิกในสภาแห่งนี้ อ่านน้อยครับ ผมบังเอิญมีเวลาไปนั่งอ่านดูครับ ท่านมีการวิจัยแล้วว่าศาลจะรับวินิจฉัย การกระทำของรัฐบาลในประเด็นใดได้บ้าง ซึ่งในงานวิจัยท่านก็เขียนไว้ชัดครับว่า ศาลจะไม่ค่อยรับตีความการกระทำของรัฐบาลเพราะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร เว้นแต่มีกฎหมาย เขียนไว้เท่านั้น แล้วท่านก็ได้เขียนเป็นข้อเสนอแนะไว้ด้วยว่าควรจะมีการเขียนรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาอีกสักมาตราหนึ่งในเรื่องของการกระทำของรัฐบาลว่าสิ่งไหนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไม่ได้ สิ่งไหนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับได้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ว่าสิ่งดี ๆ ของท่าน มันซ่อนอยู่ข้างใน มันไม่มีใครอ่านหรอกครับ ที่ผมยกขึ้นพูดผมคิดว่ามีคนอ่านน้อยนะครับ ทำอย่างไรที่งานวิจัยเหล่านี้มันจะได้ให้ความรู้กับประชาชนว่าศาลสามารถที่จะกำกับควบคุม การทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้ขนาดไหนตามผลงานวิจัยของท่านครับ ผมอยากให้ท่านได้กรุณาเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ออกไปเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนด้วย ผมก็ขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นในรายงานประจำปี ๒๕๕๓ ของศาลรัฐธรรมนูญ ไว้เท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ