สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ ตุลาคม ๒๕๕๕

วินัย สมพงษ์ พูดเรื่องสิทธิมนุษยชนและขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่มการศึกษาและการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน

พันเอก วินัย สมพงษ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพ กระผมใคร่ขออนุญาตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าได้กรุณาให้ผมได้ช่วยท่านคิด กรุณาอนุญาตให้ผมได้ช่วยท่านเติมเต็มเพื่อให้การรายงาน ในปีต่อ ๆ ไป ครั้งต่อ ๆ ไปของท่านได้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ๆ ท่านประธานครับ อันที่จริงตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๒๕๗ (๖) ได้ระบุไว้ชัดเจน ซึ่งหลายท่าน อาจจะไม่นึกว่า (๖) ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๗ นั้นเป็นหน้าที่ประการหนึ่ง ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย หน้าที่ (๖) หน้าที่ของท่านประการหนึ่งก็คือ ส่งเสริมการศึกษาการวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน นี่เป็นหน้าที่ประการหนึ่ง ของท่าน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ด้วยกระผมนั้นเป็นห่วงเป็นใยเยาวชนรุ่นหลัง ซึ่งตามเรามาเกรงว่าเยาวชนรุ่นหลังนั้นถ้าไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้รับการท้าความเข้าใจ ให้ถ่องแท้กระจ่างชัดว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้ว การที่เขาตกอยู่ในกระแสสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นกระแสหลักอันหนึ่งของโลก ถ้าเผื่อตกอยู่ในกระแสอย่างนี้แล้วเข้าใจไม่ถี่ถ้วนไม่ถ่องแท้ ก็จะเกิดอันตรายได้ อันที่จริงเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นเปรียบเสมือนเหรียญ ๒ ด้าน กระผม จะพูดถึงเฉพาะหลักการส้าคัญ ๆ บางประการ และถ้าแม้จ้าเป็นจะต้องยกเป็นกรณีตัวอย่าง กระผมจะละเว้นการยกตัวอย่างในประเทศไทย กระผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างกรณีที่ เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเรื่องที่ทราบกันโดยทั่วไปถ้าผมพูดถึงมัน เหรียญ ๒ ด้าน ที่กระผมพูดถึงนั้น ด้านหนึ่งเป็นด้านที่ว่าด้วยผู้ใช้สิทธิถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ อีกด้านหนึ่ง ก็คือผู้ใช้สิทธิใช้สิทธิเกินขอบเขตแห่งเสรีภาพที่ควรจะเป็นไม่ว่ากรณีใด เหรียญด้านใด ล้วนก่อให้เกิดกรณีพิพาทด้วยกันทั้งสิ้น ท่านประธานสภาที่เคารพ สิทธิมนุษยชนเป็นกระแสโลก อย่างที่ผมได้กราบเรียนและเป็นกระแสโลกที่มาจากทางด้านตะวันตกมันเป็นสากลครับ ไม่ว่าประเทศใด ไม่ว่าใครในยุคนี้ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้วกลายเป็นว่าเป็นคนที่ ตกยุคตกสมัย ไม่ทันสมัย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เยาวชนรุ่นหลัง เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เขาจะต้องมีความเห่อเหิมให้ทันกับกระแสของโลกเหมือนอย่างคอมพิวเตอร์วันนี้ เหมือนอย่างโลกที่ร้อนวันนี้ เหมือนอย่างค่านิยมทางด้านประชาธิปไตย ใคร ๆ ก็พูดกันติดปาก แต่ทั้งหมดที่พูดนี้มีมากมายหลายประเด็นที่ยังเป็นนามธรรม เป็นแอบสแทรคท์ (Abstract) ที่ยังไม่ชัดเจน ผมจึงอยากจะมากล่าวย้าให้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ให้ความส้าคัญในเรื่องการศึกษา การเผยแพร่การวิจัยความรู้ให้กับเยาวชนรุ่นหลัง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาตยกตัวอย่างเมื่อไม่นานมานี้ครับ มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ผมขออนุญาตใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษตามท้องเรื่องของมันเอง ชื่อภาษาอังกฤษนั้นก็คือ ดิ อินโนเซนท์ ออฟ มุสลิม (The Innocent of Muslims) ซึ่งประเทศทางโลกตะวันตกเป็นผู้สร้าง ทันทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเผยออกมาฉาย ก่อให้เกิดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง การวิวาท จนเกรงว่าวันหนึ่งข้างหน้าถ้าไม่หยุดยั้ง อาจจะเป็นจุดที่ก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งต่อไปก็เป็นได้ เพราะการต่อสู้ในทางศาสนานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กไม่ว่ายุคใดสมัยใดนะครับ สงครามครูเสด (Crusade) สงครามศาสนารบกัน เป็นร้อยปี ก็เพราะฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกว่าพระศาสดานั้นถูกลบหลู่ดูหมิ่น ภาพยนตร์เรื่อง ดิ อินโนเซนท์ ออฟ มุสลิม ก็สร้างความรู้สึกอย่างนั้นให้กับพี่น้องชาวมุสลิม เมื่อไม่ช้าไม่นาน มาก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีนักเขียนการ์ตูนในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เขียนการ์ตูนล้อภาพศาสดามูฮัมหมัด พระองค์อัลเลาะห์ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ประเทศฝรั่งเศสเอง ก็มีการเขียนการ์ตูนโดยนัยเดียวกันคือเป็นภาพเชิงล้อเลียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ตัวอย่างที่กระผมยกมานั้นเป็นตัวอย่างของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่มันเป็นข้อคิดซึ่งปราชญ์ ปัญญาชนต่างก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันว่าสิทธิการแสดงออก การแสดงสิทธิเสรีภาพที่คิดว่าเป็นสิทธิในการพูด การคิด การเขียน มันไปเกินขอบเขต มันไปกระทบกระทั่งจนก่อให้เกิดความโกรธแค้นชิงชัง ก่อให้เกิดอารมณ์โกรธแค้นหรือเปล่า จึงมีค้ากล่าวว่า เดอะ ฟรีดอม ออฟ เอกซ์เพรสชัน วีเอส พรอโวเคชัน (The Freedom of Expression VS Provocation) สิทธิการแสดงออกว่าไปกระทบกระทั่ง ไปยุแหย่ ให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดอารมณ์โกรธเกลียดหรือเปล่า ซึ่งมันก่อให้เกิดปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น นี่แหละท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมจึงอยากจะกราบเรียนขอร้องไปยัง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอท่านได้โปรดอยู่ในรายงาน พยายามอยู่ในงาน ของท่าน อันที่จริงสิทธิเสรีภาพนั้นเป็นอินสทิงท์ (Instinct) มันเป็นสัญชาตญาณ อุแว้ออกมา ไม่ต้องบอกต้องสอนคนก็แสดงสิทธิเสรีภาพ แต่อินสทิงท์นั้น สัญชาตญาณนั้นไม่พอเพียง ส้าหรับขอบเขต ขอบเขตว่าจะแสดงสิทธิเสรีภาพแค่ไหนที่จะไม่ไปกระทบคนอื่น มีขอบเขตแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องของจริยธรรม เป็นเรื่องของความรู้ เป็นเรื่องของส้านึก จะอาศัยเพียงสัญชาตญาณคงจะไม่เพียงพอ กระผมจึงอยากจะขอความกรุณาทาง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่ารายงานครั้งต่อ ๆ ไปขอท่านได้โปรดบรรจุ เรื่องอย่างนี้ไว้ในรายงานของท่านด้วย ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ