สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องรายงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2553 โดยมีการอภิปรายถึงแนวทางปรองดองของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และผลกระทบของวิกฤติความขัดแย้งต่อสังคม นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2553 รวมถึงหารือเรื่องโฉนดชุมชน ซึ่งถูกเสนอไว้ในหน้า 103 ของรายงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี 2553
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ การเสนอรายงาน เข้ามาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เข้าสู่สภาในวันนี้ แม้ว่าจะดูรายงานแล้ว ค่อนข้างที่จะล่าช้าไป เพราะว่าเป็นรายงานตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ซึ่งก็เข้าใจว่าคงมีปัญหา อุปสรรค หลายประการ ความจริงก็อยากจะเห็นรายงานต่อเนื่องของปี ๒๕๕๔ อยู่ด้วย แต่เข้าใจว่า คงจะเป็นคนละวาระกัน ก็เหลือแต่เฉพาะรายงานของปี ๒๕๕๓ เท่านั้น แต่เห็นว่าเนื่องจากว่าเป็นรายงานปี ๒๕๕๓ ก็ตาม แต่ประเด็นที่ทางสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติได้ด้าเนินการตามอ้านาจหน้าที่ในการเสนอความเห็นต่าง ๆ ที่มาจาก การปรึกษาหารือจากการศึกษาเสนอคณะรัฐมนตรีนั้น มีบางเรื่องที่มีผลต่อเนื่องเกี่ยวโยงกันมา แล้วยังเป็นเรื่องที่อยู่ในการด้าเนินงานของรัฐบาลอยู่ แล้วก็เห็นว่าน่าที่จะเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน ก็อยากที่จะได้อภิปรายถึงรายละเอียดบางประการของบางเรื่อง ในรายงานเสนอทางสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไป เพื่อที่จะได้ติดตามเรื่องนี้ แล้วก็อาจจะมีการท้าเป็นข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีตามอ้านาจหน้าที่ต่อไปนะครับ เบื้องต้นทีเดียวผมได้เห็นสารจากประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เขียนอยู่ในรายงานฉบับนี้ ซึ่งในทางหนึ่งก็ต้องถือว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ เพราะว่า ในช่วงปี ๒๕๕๓ นั้นก็เป็นปีที่ประเทศไทยประสบกับภาวะวิกฤติต่อเนื่องกันมาอย่างน้อย ๒ เรื่องด้วยกัน
ประการหนึ่งก็คือวิกฤติเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ในประเทศสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ซึ่งเราเรียกกันว่าเป็นวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) ซึ่งผมเข้าใจว่าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเองก็คงจะมีข้อศึกษา ในเรื่องนี้อยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกันในปี ๒๕๕๓ นั้นก็ยังมีวิกฤติความขัดแย้งเกิดขึ้น ในประเทศไทย จนกระทั่งลุกลามบานปลายกลายเป็นเหตุการณ์จลาจลกลางบ้านกลางเมือง มีเหตุการณ์ที่มีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น มีการน้าไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่าการเผาบ้าน เผาเมืองกันในขณะนั้น ซึ่งผมได้เห็นจุดยืนของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็ชื่นชมที่ท่านอยากจะเห็นความสงบเกิดขึ้นในบ้านเมือง แล้วก็มีข้อเสนอแนะ ต่อคณะรัฐมนตรี ความจริงแล้วเป็นข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งก็เป็น ข้อเสนอที่ผมเข้าใจว่าแม้ว่าเจตนารมณ์กฎหมายพยายามที่จะไม่ให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเสนอเรื่องที่เป็นเรื่องราวทางการเมือง แต่เรื่องนี้ผมเข้าใจว่า เป็นผลกระทบทางสังคม เพราะในข้อศึกษาท่านที่เสนอ ครม. มี ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งท่านเสนอ เรื่องทางออกวิกฤติประเทศไทย ซึ่งเป็นการเสนอตรงต่อนายกรัฐมนตรี กับอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ในสารจาก ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เขียนบันทึกไว้ตอนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องที่น่าที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในขณะนี้เนื่องจากเหตุการณ์ยังต่อเนื่อง ในหน้า ๗ ท่านประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เขียนไว้ว่า หนึ่งในความเห็น และข้อเสนอแนะที่โดดเด่นของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติชุดที่ ๓ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ คือทางออกจากประเทศไทยในภาวะวิกฤติ ซึ่งเสนอ ต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ก็คือช่วงที่เกิดเหตุการณ์ในขณะนั้นเอง เป็นยุคของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน โดยให้มุ่ง แก้ไขปัญหาด้วยวิธีการทางสันติ หลีกเลี่ยงการกระท้าโดยใช้ความรุนแรง เพื่อให้ปัญหาวิกฤติ ขัดแย้งคลี่คลายโดยเร็ว ซึ่งท่านบันทึกไว้ว่าต่อมานายกรัฐมนตรีได้น้าข้อเสนอแนะดังกล่าว ไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางการสร้างกระบวนการ ปรองดองแห่งชาติ ซึ่งผมคิดว่าบันทึกตรงนี้จะเป็นบันทึกที่ส้าคัญ เนื่องจากเหตุการณ์นี้ ได้มีการด้าเนินการในเรื่องของเหตุการณ์ต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๕ ในปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เกี่ยวโยงกันหลายเรื่องก็มีความพยายามที่จะน้าไปบิดเบือนโดยเนื้อหา โดยสาระ ของเหตุการณ์โดยข้อเท็จจริงบ้าง อย่างน้อยบันทึกนี้ก็เป็นบันทึกหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ร่วมกันเสนอทางออกวิกฤติประเทศไทย แล้วนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ได้รับไปใช้ โดยท่านใช้ค้าว่าอย่างมีประสิทธิภาพก็คือไปสร้าง เรื่องของแนวทางปรองดอง เรื่องนี้มีคนพูดถึงค่อนข้างน้อยนะครับ แล้วก็พยายามจะหยิบยก ว่าเหตุการณ์ในขณะนั้นดูเหมือนรัฐบาลพยายามที่จะใช้ความรุนแรง แต่เหตุการณ์อย่างที่ ท่านบันทึกก็เป็นไปในลักษณะตรงกันข้าม เพราะว่าแนวทางปรองดองในขณะนั้น ในหนังสือ ที่ท่านท้ามาถึงสภาในรายงานเรื่องหนึ่งท่านเขียนเอาไว้ว่าท่านก็ได้ท้าหนังสือถึงทางฝั่ง ของ นปช. ในขณะนั้นด้วย ซึ่งท่านก็ระบุชื่อเอาไว้ เพราะฉะนั้นแนวทางดังกล่าว ที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ สุดท้ายพอท่านนายกรัฐมนตรีน้าไปสู่ เรื่องของการปรองดองโดยการสร้างกระบวนการเจรจาขึ้นมา และประกาศแนวทาง ปรองดองนั้นก็มีการเจรจากันเช่นที่ว่าเกิดขึ้นจริง เพียงแต่ว่าในบันทึกของท่านหลังจากนั้นแล้วเข้าใจว่าท่านก็ท้าหน้าที่จบเพียงเท่านั้น ในการเสนอ บังเอิญเหตุการณ์ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่มีการคาดหมายเอาไว้ แต่ท่าน ได้เสนอเอาไว้ค่อนข้างดีนะครับว่าถ้าเกิดการเจรจานั้นน้าไปสู่การที่รัฐบาลจะยอมรับให้มี การยุบสภาแล้ว การชุมนุมต่าง ๆ ก็ควรที่จะยุติลงเพื่อน้าความสงบกลับคืนมาสู่บ้านเมือง แต่ว่าเราไม่ได้บันทึกไว้ละเอียดนะครับว่าหลังจากการเจรจาผ่านกันไป ๒ วัน มีการถ่ายทอดสดกันไปทั้งประเทศ ข้อเสนอยุบสภาก็ถูกปฏิเสธและการชุมนุมก็ยังด้าเนินการ ต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น ประเด็นของผมที่อยากที่จะซักถามท่าน ก็คือว่าผลกระทบในเรื่องของวิกฤติความขัดแย้งที่เกิดจากปี ๒๕๕๒ ต่อเนื่องจากปี ๒๕๕๓ มันส่งผลร้าวลึกมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันในปี ๒๕๕๔ และปี ๒๕๕๕ ความขัดแย้งดังกล่าว ยังไม่จบ มันไม่ใช่เรื่องการเมืองเสียทีเดียวแต่มันมีผลกระทบทางสังคมด้วย สภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะมีข้อเท็จจริง บางประการที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๓ ขบวนการ ที่เคลื่อนไหวก็ยังอยู่แล้วก็มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง สื่อต่าง ๆ ของทางกลุ่มผู้เคลื่อนไหว ต่าง ๆ ก็ยังมี ยังมีคดีความต่าง ๆ มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งในส่วนผู้ชุมนุม ทั้งในส่วน ของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ซึ่งมีการเสียชีวิตบ้าง บาดเจ็บบ้าง หรือกรณีอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ที่เขาสูญเสียไปจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ผมคิดว่าข้อศึกษาต่าง ๆ เหล่านั้นถ้าจัดท้าขึ้น อย่างเป็นกลาง มีความเป็นวิชาการ ด้วยความเป็นห่วงสังคมไทยของเราแล้วสมควรที่จะเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรี หน้าที่ประการหนึ่งในกฎหมายของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อเสนอคณะรัฐมนตรีไปแล้ว คณะรัฐมนตรีก็จ้าเป็นที่จะต้องรับไปด้าเนินการ แม้ว่ากฎหมาย จะบอกว่าไม่ต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง แต่ ครม. เองก็ต้องมีผลตอบรับว่าในเรื่องนั้นน้าไป ด้าเนินการต่ออย่างไร ผมคิดว่าถ้าท่านท้าเรื่องนี้ต่อ อย่างน้อยรายงานในปี ๒๕๕๖ ซึ่งจะเสนอเข้าสู่สภาก็ควรที่จะมีเรื่องนี้ปรากฏอยู่ด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้ มีผลสะเทือนต่อสังคมไทยและมีผลกระทบต่อสถาบันหลายสถาบันทีเดียว สถาบันสูงสุดของเรา ก็ได้รับผลกระทบ สถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว สถาบันอื่น ๆ ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แม้แต่กระทั่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ควรที่จะศึกษาโดยรายละเอียดด้วย อันนี้ก็เป็นประการแรกที่อยากที่จะได้กราบเรียนท่านประธานไปถึงสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติด้วย
ในรายงานฉบับต่อมาท่านเขียนเรื่องการด้าเนินการของรัฐต่อเรื่อง ของทางออกประเทศไทยจากภาวะวิกฤติ ท่านเสนอแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทางเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤติของประเทศ พูดง่าย ๆ ก็คือผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๓ ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ที่มาชุมนุม รวมถึงในส่วนของทรัพย์สินทั้งหลาย ของผู้ประกอบการซึ่งพลอยต้องถูกได้รับผลกระทบจากการชุมนุมไปด้วย ในหลายเรื่อง ผมคิดว่ารัฐบาลในขณะนั้นก็มีการรับไปด้าเนินการ มีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและผู้ประกอบการต่าง ๆ แต่รายละเอียดซึ่งสมควรที่จะศึกษาต่อ เนื่องจากประเทศไทยเราไม่เคยเกิดเหตุการณ์ ที่รุนแรงในใจกลางเมืองอย่างกรุงเทพมหานครอย่างปี ๒๕๕๓ เกิดขึ้นมาก่อน ประเด็นที่น่าสนใจก็คือล่วงเลยมาถึง ๒ ปีแล้ว การเยียวยาดังกล่าวท้าให้ชีวิตของเขา คุณภาพชีวิต หรือแม้แต่กระทั่งสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของเขาดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ชุมนุม ครอบครัว ของทหาร ต้ารวจ ซึ่งได้รับผลกระทบไปด้วย มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร เรื่องนี้ผมคิดว่า การศึกษาน่าที่จะเป็นข้อศึกษาที่ส้าคัญ แล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะเป็นแนวทาง ในการที่จะด้าเนินการในเรื่องเยียวยาต่อไปในอนาคตด้วย เพราะมันก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกันว่าการเยียวยาซึ่งเกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล ชุดปัจจุบันซึ่งมีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ที่ชุมนุมนี่เป็นตัวเลขที่สูงมากถึงประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ก็เป็นข้อครหาว่าจะเกิดความไม่เท่าเทียมกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องยากนะครับ และอาจจะได้รับการกดดันจากหลายฝ่าย แต่ผมคิดว่าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ต้องมีความเป็นอิสระเพียงพอที่จะศึกษาเรื่องเหล่านี้แล้วก็ไม่เกรงที่จะมีการเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เหล่านั้นต่อไป แม้อาจจะมีแรงกดดันทางด้านการเมืองบ้างนะครับ
เรื่องสุดท้าย เรื่องที่ ๓ ซึ่งผมมีความสนใจก็คือเรื่องซึ่งท่านได้ศึกษาไว้ ในหน้า ๑๐๓ คือเรื่องของโฉนดชุมชน ผมต้องชื่นชมนะครับ เพราะว่าน้อยองค์กรมากที่จะหยิบ เรื่องเหล่านี้ขึ้นมาเสนออย่างเป็นรูปธรรม ในข้อศึกษาของท่านนี่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติมีการจัดสัมมนา มีการจัดการศึกษาต่าง ๆ แล้วก็เสนอไปยังคณะรัฐมนตรี ในขณะนั้นเมื่อปี ๒๕๕๓ ผลที่มีการตอบกลับมาก็คือรัฐบาลตอบรับ ที่ผมต้องเรียนกับท่าน ต่อเนื่องก็คือว่าเนื่องจากในเวลานั้นผมก็มีต้าแหน่งอยู่ในรัฐบาล อยู่ใน ครม. ด้วย แล้วก็รับผิดชอบในการด้าเนินงานเรื่องโฉนดชุมชน ผมต้องเรียนว่าข้อเสนอของสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีประโยชน์มากนะครับ และรัฐบาลในเวลานั้นก็ไปด้าเนินการ หลายประการตามข้อเสนอเช่นออกระเบียบส้านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มี โฉนดชุมชน ในตอนนั้นท่านไปศึกษาเรื่องกรณีที่ดินที่คลองโยง ซึ่งที่ดินที่คลองโยงก็ได้รับ โฉนดชุมชนในยุคของรัฐบาลเมื่อปี ๒๕๕๓ เช่นเดียวกันต่อเนื่องมาด้วยที่ดินที่จังหวัดล้าพูน แม้กระทั่งเรื่องธนาคารที่ดินที่ท่านเสนอเอาไว้นี้ การตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การบริหารจัดการธนาคารที่ดินเป็นรูปแบบองค์การมหาชนก็ส้าเร็จในยุคของรัฐบาล ชุดนั้นในประมาณปี ๒๕๕๔ ต้นปีก่อนที่จะมีการยุบสภา แต่ประเด็นที่ท่านเสนอไว้ มันยังไม่จบเสียทีเดียวครับ เรื่องโฉนดชุมชนซึ่งควรจะต้องด้าเนินการต่อนี้ล่วงมาถึง ปลายปี ๒๕๕๔ ไม่มีการด้าเนินการต่อเนื่อง มาถึงปี ๒๕๕๕ ไม่มีการด้าเนินการต่อเนื่อง และขณะนี้มีสัญญาณว่าอาจจะน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกนโยบายเรื่องโฉนดชุมชน และส่งผลกระทบต่อประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่น้าร่องโฉนดชุมชน ประเด็นนี้ผมอยากจะ กราบเรียนเป็นข้อเสนอแนะกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่าน่าที่จะหยิบเรื่องนี้ แล้วด้าเนินการศึกษาต่อ ท่านท้าไว้ละเอียดมากนะครับ ท้าไว้ละเอียดขนาดท่านลงไปดูพื้นที่ และท่านเข้าใจปรัชญาของโฉนดชุมชนอย่างดีเพียงพอว่าเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ที่ดินยังเป็นของรัฐ ให้ประชาชนไปจัดการ ผิดเงื่อนไขเอากลับมาเป็นของรัฐได้ และเป็นการแก้ไขปัญหา การบุกรุกที่ดินของรัฐซึ่งมีมาอยู่แต่ดั้งเดิมไม่ใช่เป็นการบุกรุกใหม่ ซึ่งตรงกันเลยกับปรัชญา ของโฉนดชุมชนในขณะนั้น แต่ว่าในเวลานี้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งความจริง ปจช. กรรมการ จัดให้มีโฉนดชุมชนนั้นยังอยู่ ตัวธนาคารที่ดินเองที่ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่ เมื่อปี ๒๕๕๔ กลางปีนี่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ รัฐบาลชุดปัจจุบันจะต้องตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ตามพระราชกฤษฎีกาแล้วต้องตั้งให้จบใน ๑๘๐ วัน บัดนี้ผ่านไป ๑ ปีแล้วครับยังไม่มี การตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการศึกษาน่าที่จะบอกเหมือนกัน จริง ๆ อยากให้ท้าเป็นข้อเสนอแนะ เสนอไปยังรัฐบาลครับว่าถ้าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยืนยันข้อเสนอเดิม เมื่อปี ๒๕๕๓ สมควรที่จะเสนอแนะรัฐบาลชุดปัจจุบันนั้นด้าเนินการเรื่องโฉนดชุมชนต่อ ๒ แปลงที่ได้ไปนี้จริง ๆ มีการอนุมัติงบประมาณเมื่อปี ๒๕๕๔ ตอนช่วงต้น ๆ ปีนะครับ ยุครัฐบาลชุดนั้น เป็นเงินเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ เงิน ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาทนี้อนุมัติ เป็นมติ ครม. เอาไว้ส้าหรับจัดซื้อที่ดินที่อยู่ใน บสท. คือที่ที่ถูกยึดไปเป็นขององค์การ ที่จัดการเรื่องหนี้สินนี่นะครับ แล้วให้งบประมาณไปจัดซื้อที่ดินเหล่านั้นเพื่อน้ามา จัดให้ประชาชนที่ไร้ที่ท้ากินหรือยากจนอยู่ในรูปแบบของโฉนดชุมชน อนุมัติงบประมาณไว้แล้ว ผูกพันงบประมาณไว้แล้ว ด้าเนินกระบวนการกลไกต่าง ๆ ไว้แล้ว แต่ไม่มีการปฏิบัติ ล่วงมา ๑ ปีแล้วในยุครัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมคิดว่าน่าที่จะท้าข้อเสนอแนะเพื่อกระตุ้นต่อ ให้มีการด้าเนินการต่อเนื่องนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วความขัดแย้งในเรื่องนี้จะมีการลุกลาม บานปลายโดยต่อเนื่องนะครับ รวมถึงกรณีโฉนดชุมชน หลังจาก ๒ แปลงที่ได้ที่คลองโยง กับที่บ้านแม่อาวที่จังหวัดล้าพูน ที่ป่าซางไปแล้วนี้ มีคนยื่นเข้ามาอีกเยอะมากจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดที่ยื่นมากที่สุดจังหวัดหนึ่ง ทางภาคเหนือคือจังหวัดน่าน มีจังหวัดทางภาคอีสาน มีจังหวัดทางภาคใต้ มีภาคกลาง และแม้แต่กระทั่งในชุมชนเมืองซึ่งข้อเสนอของท่านก็เห็นด้วยเช่นเดียวกันว่าในชุมชนเมือง สามารถที่จะจัดในรูปแบบของโฉนดชุมชนได้เช่นเดียวกัน มีที่รออยู่ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ไร่ ที่รอเรื่องโฉนดชุมชน แต่ ๑ ปีที่ผ่านมานั้นไม่มีการด้าเนินการต่อ แต่เหตุการณ์ที่ผมคิดว่า น่ากังวลใจและน้าไปสู่ความไม่มั่นใจของพี่น้องประชาชนก็คือคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีการตั้งเป็นคณะกรรมการบูรณาการเรื่องที่ดินขึ้นมา แล้วในการประชุมเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคมล่าสุดมีข้อเสนอในเรื่องของการจัดท้าที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน นั่นคือ มีการไปจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดและให้ศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดไปก้าหนดโซนนิง (Zoning) เรื่องการใช้ที่ดินขึ้นมาใหม่ว่าที่ใดสมควรออกโฉนดที่ดินประเภทใดรวมถึง ที่โฉนดชุมชนด้วย ซึ่งประสบการณ์ในประเทศไทยมันบอกเหมือนกันว่าถ้าไปตั้งกรรมการ ในรูปแบบนี้ความขัดแย้งจะลงไปสู่จังหวัด เพราะว่าความขัดแย้งเรื่องการใช้ที่ดิน มันมีความขัดแย้งสูงมากแน่นอน และกว่าจะรวบรวมข้อมูลได้ทั่วประเทศกลับขึ้นมาถึงรัฐบาล รัฐบาลก็ตัดสินใจว่าที่ประเภทใดควรเอาไปจัดท้าได้บ้าง ผมคิดว่า ๔ ปีนี้ไม่จบครับ มีคนพูดว่า ประเทศไทยท้าเรื่องนี้มาเป็นชาติยังไม่จบนะครับ ผังเมืองนี้เป็นชาติแล้วก็ยังไม่จบ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีอ้านาจมีหน้าที่เรื่องนี้ โดยตรง ท่านกรุณาท้ารายงานถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันและผมอยากให้ตอบกลับมายังท่าน แล้วถ้าเป็นไปได้ท่านท้าเรื่องแจ้งสภาให้กับพวกเราทราบด้วย ไม่เช่นนั้นตอนนี้ปัญหาจะเกิด อย่างนี้ว่าเมื่อเรื่องโฉนดชุมชนถูกเหมือนกับเป็นการแช่แข็งเอาไว้นี่ ชาวบ้านซึ่งขัดแย้ง กับรัฐอยู่แล้วก่อนมีโฉนดชุมชน พอมีนโยบายโฉนดชุมชน เขาเข้าชุดน้าร่อง ชุดน้าร่องนั้น ก็น้าไปสู่การรังวัดซึ่งมีหน่วยงานหลายหน่วยงานซึ่งไปตามระเบียบส้านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนไปวัดนี่ รอการออกโฉนดชุมชนอยู่ ปรากฏว่าวันหนึ่งหน่วยงาน ของรัฐอย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมน้าก้าลังเจ้าหน้าที่ไปจับกุมราษฎรไปตัดฟันอาสินของเขา เหตุการณ์เกิดขึ้น หลายที่ครับ ที่บ้านทับเขือ บ้านปลักหมู ที่อ้าเภอศรีนครินทร์ ที่จังหวัดพัทลุง แล้วที่จังหวัดตรัง เป็นพื้นที่โฉนดชุมชนน้าร่องก็โดนครับ ขนเจ้าหน้าที่ไป ๕,๐๐๐ คน แล้วเวลาเข้าด้าเนินการ หลายที่ อย่างผมฟังเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งจากพรรคภูมิใจไทยถามกระทู้ถามเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เหตุการณ์เกิดขึ้นที่วังน้าเขียวเจ้าหน้าที่เป็นพันคนของป่าไม้ ของอุทยานไปท้างาน ตอนกลางดึกเข้าไปด้าเนินการในพื้นที่ตีหนึ่ง มันคาดหมายได้เลยว่าการเข้าไปตีหนึ่ง แล้วราษฎรเองก็เป็นราษฎรที่หาเช้ากินค่้าไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลอะไร แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์ ปะทะใด ๆ เกิดขึ้นความสูญเสียมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเมื่อนโยบายโฉนดชุมชนถูกแช่แข็ง ธนาคารที่ดินถูกแช่เข็ง งบประมาณอนุมัติเอาไว้แล้ว อย่างมติ ครม. ตัวหนึ่งอนุมัติให้ซื้อที่ดิน ที่จังหวัดเชียงใหม่กับที่จังหวัดล้าพูนเพื่อไปจัดโฉนดชุมชน ๑๐๐ กว่าล้านบาท ปีกว่าแล้ว ไม่มีการด้าเนินการต่อ ที่ตรงนั้นชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ก็ปะทะกันมีความขัดแย้ง ในเวลานี้ เป็นคดีกัน บางคนถูกจับกุมฟ้องถึง ๒๐ กว่าคดี วันนี้คนที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของรัฐ ประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่ในอดีตมามีปัญหากันเป็นพื้นที่รวมกันกว่า ๑๐ ล้านไร่ มีอยู่กว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ถ้านโยบายไม่ชัดจะแก้อย่างไร เอาแต่จะขับไล่เขา ไปจัดโซนนิงใหม่ นี่นะครับ ค้าถามคือเอา ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัวไปอยู่ที่ไหน มันไม่มีที่ไปครับ แน่นอน ต้องจัดการกับคนบุกรุกใหม่ แต่นโยบายแบบนี้ ๒ เรื่องที่ต้องเดินต่อ ผมคิดว่าสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นที่พึ่งหนึ่งของประชาชน เพราะเรื่องหนึ่งที่ท่านเข้าใจดี ท่านเขียนเอาไว้ในรายงานนี้เช่นเดียวกันอยู่ในหน้า ๑๖๕ ก็คือเรื่องการด้าเนินการของรัฐ ต่อการคิดค่าเสียหายจากประชาชนในการท้าให้เกิดภาวะโรคร้อนซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ภาคประชาชนเขาเดือดร้อนมาก ประเด็นก็คือชาวบ้านซึ่งไปอยู่ในที่ที่ตัวเองก็อ้างว่า เป็นที่ท้ากินมาก่อนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจะประกาศ แล้วกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชมาประกาศทับที่ทีหลัง นี่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็ถือกฎหมายไปจับกุมชาวบ้าน จับกุมแล้วส่งฟ้องศาล ไม่ได้ส่งฟ้องศาลอาญา อย่างเดียว ฟ้องศาลแพ่งด้วย แล้วเวลาคิดเงินเขานี่คิดจากงานวิจัยเรื่องโรคร้อน ตีค่ามาเลยว่าที่ปลูกต้นไม้ ๑ ต้น ท้าลายต้นไม้ ๑ ต้น ออกซิเจนหายไปเท่าไร ตีออกมา เป็นจ้านวนเงิน ชาวบ้านยากจนนะครับ วันหนึ่งได้เงิน ๑๐๐-๒๐๐ บาทถูกฟ้อง ด้วยคดีโลกร้อนคนละ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท บางคนถูกเรียกเงินเป็นสิบล้านบาท นี่คือข้อศึกษาที่เป็นประโยชน์กับประชาชน แต่ถ้ารายงานปี ๒๕๕๓ เราแค่รายงานในสภา จบกันไป ลงมติให้ความเห็นชอบรายงาน ไม่ท้าต่อ ปัญหาก็เกิดต่อครับ รอรายงานปี ๒๕๕๔ กลับมาปัญหาเหมือนเดิม รายงานปี ๒๕๕๕ กลับมาปัญหาเหมือนเดิม ผมว่ามันไม่มีประโยชน์ ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ค้าถามผมก็คือจะท้าอย่างไรครับที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติซึ่งมีความคาดหมายกันมากตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐-๒๕๕๐ จะท้าหน้าที่เป็นองค์กรสะท้อนปัญหาเหล่านี้ เพราะตัวกรรมการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ๙๙ คนมาจากที่มาที่หลากหลายมากจะท้าอย่างไร ท่านตอบค้าถาม ของผมหน่อยว่าจะรับเรื่องนี้ไปด้าเนินการ และท่านมีฐานความรู้ที่ศึกษาไว้เดิม มีข้อเสนอเดิม อยู่แล้วนี่เสนอต่อรัฐบาลได้ไหม ถ้าเสนอต่อรัฐบาลได้ท่านก็ฟันธงไปอย่างในรายงานเล่มนี้ เช่น โฉนดชุมชนควรท้าต่อ ธนาคารที่ดินท้าต่อ จริง ๆ แล้วมีกฎหมายภาษีทรัพย์สิน ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า แล้วเอาเงินที่ได้จากภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า คือคนรวยมีที่ดินไม่ใช้ประโยชน์เก็บภาษีให้แพง เงินที่ได้ไปเติมกลับมาในกองทุนธนาคารที่ดิน กฎหมายรอสภานี้มาถึงช่วงเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ยืนยัน กฎหมายถูกตีกลับ อยู่ที่กระทรวงการคลัง วันนี้ก็ถูกแช่แข็งเอาไว้ที่กระทรวงการคลังก็ไม่ออกมาครับ ประชาชน ถึงถูกทอดทิ้ง ในเวลานี้พอกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชไปด้าเนินการกับชาวบ้าน ก็เดือดร้อนกันทั้งประเทศ และเขาไม่มีทางออกนะครับ ไปร้องเรียนที่ไหนก็ได้รับการปฏิบัติ จากเจ้าหน้าที่แรงกว่าทุกครั้งนะครับ ปัจจุบันนี้ชาวบ้านออกมาเรียกร้องเรื่องพืชผลเกษตร เรื่องม็อบ (Mob) นะครับ เรื่องกลุ่มผู้ชุมนุมนี่ เรียกร้องเรื่องเยียวยาที่จังหวัดปทุมธานี ถูกต้ารวจจับ ฟ้องศาลตัดสินจ้าคุก ชาวบ้านเรียกร้องเรื่องมะพร้าวที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกต้ารวจจับกุมด้าเนินคดี ก้าลังส่งฟ้องศาล จะให้เขาท้าอย่างไร ภาวการณ์อย่างนี้มันสั่งสม ความกดดันเกิดขึ้นในสังคม มันไม่มีทางออกให้เขาครับ ความรู้สึกเขาก็คือรัฐบาลดูแลคน เฉพาะส่วนที่สนับสนุนรัฐบาล แต่ทอดทิ้งคนยากจนส่วนใหญ่ด้วยการไม่มีนโยบายลงไปดูแล พวกเขาเหล่านี้ นี่เป็นภาระโดยตรงของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ต้อง ชี้ทางออกให้กับรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ทราบนะครับว่าท่านก็รู้ดี ท่านก็เสนอไปตามกฎหมาย ส่วนเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ยังดีกว่าที่เรามีองค์กรแล้วไม่กล้า เสนอเรื่องที่มันส้าคัญ ๆ เช่นนี้เลย ก็ยังคาดหวังนะครับว่าท่านจะเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ เหล่านี้ได้ ก็ขอบพระคุณนะครับ