สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากมีพฤติกรรมทุจริตและบริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการไม่โปร่งใส สมคบกับนายกรัฐมนตรี และการละเมิดหลักนิติธรรม นอกจากนี้ยังพูดถึงการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ดี ทำให้น้ำท่วมทั่วประเทศ และเรียกร้องให้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยยุติธรรมดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ได้รับมอบหมายจากผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเพื่อนสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๑๕๓ คน ให้ทําหน้าที่ในการเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก

ก่อนการอภิปรายถ้าท่านประธานจะได้ติดตามข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏตามสื่อ จะเห็นว่ามีพรรครัฐบาลพรรคหนึ่งได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าการยื่นญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ เป็นแค่เกมในการลดความน่าเชื่อถือ รัฐบาลเพื่อนําไปสู่การล้มล้างรัฐบาล ทั้งนี้ ก็เพื่อทําลายความชอบธรรมในการเปิด การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวปราศจาก มูลความจริงโดยสิ้นเชิง กระผมขออนุญาตกราบเรียนทําความเข้าใจกับท่านประธานครับว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีผลให้ รัฐบาลต้องพ้นทั้งคณะ แต่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หากสภานี้ ลงมติไม่ไว้วางใจก็จะมีผลแต่เพียงให้ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมพ้นจากตําแหน่งเป็นการเฉพาะตัว ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทั้งคณะ เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อหวังผลในการ ล้มรัฐบาลนั้นจึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การอภิปรายครั้งนี้จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ของฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ในการตรวจสอบรัฐบาลตามที่ประชาชนได้ มอบหมาย แม้จะมีแต่เพียงพรรคการเมืองเดียว พวกเราก็ทําหน้าที่ด้วยความเต็มใจและ ภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสทําหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินแทนประชาชน โดยเฉพาะเมื่อเราตรวจพบการทุจริตและการกระทําผิดกฎหมาย เราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ทํา หน้าที่ในการตรวจสอบ มิได้มีเจตนาที่จะให้ร้ายหรือกลั่นแกล้งใครคนใดคนหนึ่งในทาง การเมือง

เหตุผลที่จําเป็นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็เนื่องจาก พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก มีพฤติกรรม ดังที่ปรากฏในญัตติ นั่นก็คือ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ได้กระทําการทุจริต จงใจกระทําผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย บริหารราชการแผ่นดิน บกพร่องล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ทั้งยังบริหารราชการแผ่นดินโดยขาดคุณธรรมจริยธรรม และขัดหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์บุคคลบางกลุ่ม บางเหล่า ทําให้ประเทศชาติและ ประชาชนทุกภาคส่วนได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส นําประเทศไปสู่ความแตกแยกรุนแรง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปก็จะเกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและ ประชาชนไม่มีที่สิ้นสุด เนื้อหาของการอภิปรายจะแยกออกเป็น ๒ ส่วน

ส่วนที่ ๑ ก็คือเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้รับผิดชอบเป็นผู้อํานวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือที่เรียกกันว่า ศปภ. และต่อไปนี้กระผมจะใช้คําว่า ศปภ. กับเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจการบริหาร ราชการแผ่นดินของ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ในกระทรวงยุติธรรม

สําหรับในฐานะผู้อํานวยการ ศปภ. นั้น พฤติกรรมที่นําไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ก็คือ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก บริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการน้ํา เงิน คน และสิ่งของที่มีผู้บริจาค ปล่อยปละละเลย รู้เห็นเป็นใจให้นักการเมืองพรรคเดียวกันเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงและ หาประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งโดยนิตินัยและโดยพฤตินัย นอกจากนั้น พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ยังจงใจกระทําผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ข้อกล่าวหา ต่อมาก็คือยังปล่อยปละละเลย รู้เห็นเป็นใจให้เกิดการทุจริตทั้งจากเงินงบประมาณแผ่นดิน และเงินบริจาคของประชาชนที่เขาศรัทธาตั้งใจที่จะส่งไปให้ถึงมือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พฤติกรรมของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมก็คือ มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินในงานของ กระทรวงยุติธรรม สมคบกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเล่นละครตบตาประชาชน กรณีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษละเมิดหลักนิติธรรม ทําลายระบบนิติรัฐ เอื้อประโยชน์ให้กับคนคนเดียว นี่คือประเด็นในข้อกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งผมจะได้กราบเรียน ต่อท่านประธานในรายละเอียดโดยสังเขป ดังต่อไปนี้

สําหรับความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ํา ผมจะไม่ลงรายละเอียด เพราะว่าจะมีผู้อภิปรายถัดจากกระผมที่จะพูดเรื่องนี้ต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านประธานต้อง ยอมรับก็คือ ผลการปฏิบัติภารกิจในหน้าที่ผู้อํานวยการ ศปภ. ของ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ผลที่ปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนก็คือ ยิ่งแก้น้ํายิ่งท่วม ท่วมจนทนไม่ไหว น้ําต้องไหลลงทะเลไปเอง นี่คือภาพที่ปรากฏออกมาในโลกของความเป็นจริง ปัญหาทั้งหมด ที่เกิดขึ้นก็เพราะว่า

สาเหตุประการที่ ๑ รัฐบาลประเมินสถานการณ์น้ําผิดพลาด ผิดพลาดเหมือน ตอนประเมินสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอดีตว่าเกิดจากโจรกระจอก และในการแก้ปัญหาน้ําครั้งนี้ก็ประเมินไม่แตกต่างกัน นั่นก็คือว่าประเมินว่าเป็นน้ํากระจอก เพราะฉะนั้นถามผู้รับผิดชอบตั้งแต่เบอร์ ๑ ลงมาทีไรก็จะได้รับคําตอบด้วยความมั่นใจว่า เอาอยู่ทุกครั้งไป การบริหารน้ําในเขื่อน ตั้งแต่การจัดการ ในเรื่องของการจัดเก็บ การระบายน้ํา ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมจึงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะรัฐบาลเชื่อว่าเอาอยู่ รัฐบาลจึงไปมุ่งเน้นร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ไปให้ความสําคัญกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการตลาด เพราะเชื่อว่าการตลาด ทําให้ชนะน้ําได้เหมือนกับทําให้ชนะการเลือกตั้งได้ สารพัดโมเดล (Model) ถ้าท่านประธานจะได้ติดตามในช่วงเวลานั้นจึงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบางระกําโมเดล นครสวรรค์โมเดล แต่ว่าถ้าได้ติดตามผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าล้มเหลวทุกโมเดล บางระกําจนเดี๋ยวนี้ยังตกระกําอยู่กับปัญหาน้ํา น้ํายังแห้งไม่หมด ประชาชนที่นั่นได้รับความ เดือดร้อนแสนสาหัส ๓-๔ เดือนต่อเนื่องเต็ม ๆ เพราะรัฐบาลมุ่งเน้นการตลาดมากกว่า ผลสัมฤทธิ์ในการที่จะลงไปแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ซ้ําร้ายยังปล่อยให้มีการหักเงินค่าหัวคิว ชดเชยผู้ประสบภัยโดยไม่ได้เข้าไปจัดการอย่างจริงจัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้อํานวยการ ศปภ. วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ ตามคําสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๙๓/๒๕๕๔ ท่ามกลางความมึนงงและเครื่องหมายคําถามว่าทําไมไปเอารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมมาแก้ปัญหาน้ําท่วม ที่สุดก็ค้นพบว่ามีอยู่เหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ ต้องการกระจายน้ําไปท่วมทุกพื้นที่อย่างยุติธรรม

หลังจากการจัดตั้ง ศปภ. โดยผู้อํานวยการ ศปภ. พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ความผิดพลาด ล้มเหลว บกพร่องก็เกิดขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมก็คือ น้ําไหลบ่าลงมาจากภาคเหนือสู่ภาคกลาง แล้วก็เข้าสู่ปริมณฑลจนกระทั่งถึงกรุงเทพมหานคร ปัญหาทั้งหมดถ้าท่านประธานจะได้พิจารณาอย่างเป็นธรรม จะเห็นได้ชัดเจนว่าไม่ได้เป็น เพราะธรรมชาติอย่างที่รัฐบาลได้เคยกล่าวอ้างแต่เพียงปัจจัยเดียว หากปัญหาทั้งหมด เกิดจากพายุภัยธรรมชาติอย่างเดียวจริง ๆ ทําไมประเทศเพื่อนบ้านทั้งประเทศฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว เป็นต้น ก็โดนพายุ ๔-๕ ลูกเหมือนประเทศไทย แต่ทําไมเขาไม่เสียหาย ยับเยินเดือดร้อนแสนสาหัสไปทั่วประเทศอย่างเรา นั่นคือเหตุผลง่าย ๆ ที่สะท้อนว่าปัญหา ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพราะธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดขึ้นจากปัญหาใหญ่ ประการหนึ่งควบคู่กันไปด้วย นั่นก็คือการบริหารจัดการภายใต้ความรับผิดชอบของ ศปภ. ล้มเหลว ถ้ามีการบริหารจัดการดีมีประสิทธิภาพ ผมพูดด้วยความเป็นธรรมครับ ผมเชื่อว่า น้ําก็ยังท่วมครับ แต่จะไม่ท่วมทั่ว ท่วมมาก แล้วก็ท่วมนานสร้างความเสียหายเดือดร้อน แสนสาหัสให้กับประชาชนเกือบจะเรียกว่าทุกภาคส่วนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ พฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินของผู้อํานวยการ ศปภ. ที่เป็นเหตุแห่งความล้มเหลว มีให้เห็นหลายประการ โดยเฉพาะที่เป็นรูปธรรม ผมขออนุญาตยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็น

เรื่องที่ ๑ การระบายน้ํา การระบายน้ําลงทะเลตามแผนที่ประเทศไทย มีด้วยกัน ๓ ทาง เป็นที่ทราบกันอยู่ ตรงกลางเจ้าพระยา ทางซ้ายแม่น้ําท่าจีน ทางขวา แม่น้ําบางปะกง แต่การระบายน้ําจริง ๆ ไปล้นอยู่ทางเดียวคือตรงกลางทางเจ้าพระยา เพราะฉะนั้นที่สุดน้ํามันจึงเอ่อท่วมพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรีไปจนกระทั่งถึง ฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการระบายน้ําที่ล้มเหลว สร้างความ เดือดร้อนแสนสาหัสทําให้เกิดน้ําท่วมขังกับประชาชนก็เพราะว่า ผู้อํานวยการ ศปภ. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมปล่อยให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง ผู้เชี่ยวชาญ ข้าราชการประจําที่เขามีภาระหน้าที่และมีความรู้ในการแก้ปัญหาต้องไปนั่งอยู่แถวหลัง นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเอาแต่ปกป้องพื้นที่ตัวเอง ที่สุดน้ํามันจึงไหลบ่าไปอยู่เฉพาะ การระบายน้ําตรงกลางทางเจ้าพระยาเป็นหลัก แต่ทั้งหมดนี้คือคําบอกเล่า ไม่มีหลักฐานที่ แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการระบายน้ําของ ศปภ. ที่มีเอกสารปรากฏชัดเจน แต่ปรากฏว่า ผมไปค้นพบเอกสารครับ อย่างน้อยเป็นเอกสารเล็ก ๆ ที่สะท้อนว่า นี่เป็นอีกเหตุหนึ่ง ทําไมจึงล้มเหลว นักการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวในทุกมิติอย่างที่ผมกราบเรียนอย่างไร คําสั่ง ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่ ๑๒/๒๕๕๔ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการผันน้ํา ลงทะเล ตั้งคณะกรรมการผันน้ําลงทะเลด้านตะวันออก ใครเป็นกรรมการครับ มีอยู่ ๓ คน อีก ๒ คนผมไม่เอ่ยชื่อไม่อยากให้พาดพิง แต่หนึ่งในนั้นขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่ได้ตําหนิท่านนะครับ แต่ผมตําหนิผู้อํานวยการ ศปภ. นายวัลลภ ยังตรง ใครครับ อดีตผู้แทนราษฎรพรรคเดียว กับท่าน อยู่ทางซีกตะวันออก แล้วจะระบายน้ําอย่างไร ทุกคนปกป้องพื้นที่ตัวเองอย่างที่ ผมกราบเรียน ไม่จบเท่านี้ละครับ คณะกรรมการผันน้ําซีกฝั่งตะวันตก คําสั่ง ที่ ๕๐/๒๕๕๔ เพื่อให้การระบายน้ําในฝั่งตะวันตกเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มอบหมายให้ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบกํากับดูแลระบายน้ําด้านตะวันตก ตั้งแต่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรี และสมุทรสาคร ลงสู่แม่น้ําท่าจีนและทะเล โดยให้มีอํานาจสั่งการส่วนราชการ ต่าง ๆ ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องดังกล่าว ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีไม่ต้องชี้แจงนะครับ ผมไม่ตําหนิท่าน ไม่พาดพิง ให้ท่านเสียหายเลยครับ และผมดีใจที่ประธาน ศปภ. ได้ตั้งคนที่เขามีหน้าที่และมีกองกําลัง ที่จะเข้าไปจัดการจริง ๆ เพราะท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แต่อะไรเกิดขึ้นท่านประธานทราบไหมครับ ลงนามวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน วันที่ ๑๒ พฤศจิกายนปีเดียวกันเพราะมีปีนี้ปีเดียว ออกคําสั่งถัดมา ที่ ๕๑/๒๕๕๔ ยกเลิก คําสั่งครับ แล้วใครจะผันน้ําลงทะเลตะวันตกครับ ปล่อยเวลาทอดไปอีกเป็นสัปดาห์จึงมี คําสั่งใหม่ตามมา ผมจะไม่ใช้เวลาตรงนี้เพิ่มเติม แต่ต้องการสะท้อนให้ท่านประธานได้เห็น พฤติกรรมในการบริหารจัดการของ ศปภ. อย่างน้อยก็เป็นหลักฐานชิ้นเล็ก ๆ ที่จะนํามาสู่ คําตอบว่าทําไมจึงล้มเหลว

เรื่องที่ ๒ ที่เป็นตัวอย่างสาเหตุแห่งความล้มเหลวอีกอันหนึ่ง การบริหาร จัดการภายในของ ศปภ. เอง ซึ่งสําคัญ เพราะนั่นหมายถึงการจัดการทัพ ถ้าจัดทัพ สะเปะสะปะมั่วไปมั่วมา แล้วที่สุดทัพที่ว่าจะไปรบกับน้ําได้อย่างไร ผมมีหลักฐานที่จะ สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการภายในยิ่งรู้ยิ่งเละเลยครับ ตัวอย่างชัดเจนอันหนึ่ง คําสั่ง เรื่องแต่งตั้งฝ่ายอํานวยการ ลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ทําไปยังไม่ถึงกี่วันครับ วันที่ ๙ วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ วันที่ ๑๒ วันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ ออกคําสั่งใหม่อีกแล้วครับ ยกเลิกเปลี่ยนแปลง คําสั่งเก่า ที่สุดคนทํางานซ้ายหันขวาหันกลับลําไม่ทัน ไม่รู้เอาอย่างไรกันแน่ แล้วอย่างนี้จะไป รบกับน้ําได้อย่างไร นอกจากคําสั่ง ที่ ๔๘/๒๕๕๔ ที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว ตัวอย่างเล็ก ๆ อีกอันหนึ่งที่เห็นชี้ชัดว่าการบริหารจัดการภายในไร้ประสิทธิภาพ มีปัญหาสับสนอลหม่าน ท่านดูสิครับ คําสั่ง ที่ ๒๗/๒๕๕๔ แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการถุงยังชีพและ เครื่องอุปโภคบริโภค องค์ประกอบ ๑. ขออภัยที่เอ่ยนาม นายธีระชัย วุฒิธรรม เลขานุการ ศปภ. เป็นประธานกรรมการ ๒. นายบัณฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองประธาน เลขานุการ ศปภ. เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระหว่าง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ใครใหญ่กว่ากัน มันไม่ต่างกับการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภค ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้อํานวยการศูนย์ ศปภ. เป็นประธานกรรมการ แล้วให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานกรรมการ นี่คือตัวอย่าง เล็ก ๆ อีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการบริหารจัดการภายในมีปัญหาสับสน อลหม่าน จึงเป็นที่มาของคําตอบว่าแล้วจะไปรบกับน้ําชนะได้อย่างไร ยังมีอีกอันหนึ่งครับ คําสั่ง ที่ ๕/๒๕๕๔ เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์ปฏิบัติการ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ บังเอิญผมไปพบอีกคําสั่งหนึ่งครับ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔ วันถัดมา แต่เป็นคําสั่ง ที่ ๕/๒๕๕๔ เหมือนกัน เรื่องแต่งตั้ง คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย คําสั่งเหมือนกัน ที่เดียวกัน แต่ลงนามคนละวัน เนื้อหาไม่เหมือนกัน ต่างกันตรงที่คําสั่ง ที่ ๕ วันที่ ๑๑ แต่งตั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์มอบให้รองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เป็นรองประธานกรรมการ แต่พอมาออกคําสั่งใหม่ เลขเดียวกันตัดรองผู้ว่า กทม. พรเทพ เตชะไพบูลย์ ออก เหตุผลคืออะไร ผมไม่อธิบายละครับ แต่ผมงุนงงว่าทําไมจึงมีคําสั่งเลขเดียวกัน ๒ คําสั่ง เรื่องเดียวกันลงนามคนละวันเนื้อหา ต่างกัน ตัดรองผู้ว่า กทม. ด้วยเหตุผลอะไร ผมไม่วินิจฉัย ผมคิดว่าวิญญูชนอ่านออก

ข้อกล่าวหาอีกประการหนึ่งสําหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็คือ ท่านปล่อยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐบาลพรรคเดียวกับท่านเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจํา ผมมีเอกสารชิ้นหนึ่งครับ แต่จะไม่แสดงกับท่านประธาน ไม่ประสงค์จะให้มีการพาดพิงและออกมาตอบโต้เสียเวลาสภา แต่จะยื่นเอกสารนี้ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เขาจะทําหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องการถอดถอนต่อไป เอกสาร ชิ้นนี้ก็คือเอกสารที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครท่านหนึ่งทําหนังสือ ไปถึงปลัดกระทรวงกระทรวงหนึ่ง สั่งการให้ส่งเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติการที่ ศปภ. ทั้งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านนี้ไม่ได้มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวข้องใด ๆ กับการปฏิบัติงาน ของ ศปภ. ผมหยิบยกสิ่งนี้ขึ้นมากราบเรียนกับท่านประธานเพียงแต่ต้องการที่จะเน้นย้ํา ให้เห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้อํานวยการ ศปภ. ปล่อยปละละเลย ให้นักการเมืองพรรคเดียวกันเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจําจริง แล้วก็ไม่หมดเท่านี้ครับ ยังมีอีกชิ้นหนึ่ง เอกสารชิ้นนี้เป็นเอกสารการจัดซื้อจํานวน ๗๐๐ หลัง ผมมีใบส่งของให้มาจัดส่งที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยดอนเมือง อาคาร ๒ ก็คือที่ ศปภ. แปลว่าการจัดซื้อนี้เป็นเรื่องในความรับผิดชอบของ ศปภ. แต่ท่านทราบไหมครับ ตัวเอกสารที่ปรากฏในรหัสลูกค้าเป็นใคร เอกสารชื่อที่ได้รับระบุว่าเป็นผู้รับสินค้าเป็นใคร ผมไปตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบลายเซ็นเห็นว่าเอกสารรับสินค้ามีลายมือชื่อคล้าย ส.ส. คนหนึ่งของพรรคการเมืองเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็น ส.ส. ในบัญชีรายชื่อ และนอกจากลายเซ็นแล้วยังมีการระบุชื่อรหัสลูกค้าชัดเจนว่าชื่อใคร ผมไม่ประสงค์จะเอ่ยนาม แต่ผู้อภิปรายลําดับถัด ๆ ไปจะเป็นผู้ให้รายละเอียดกับ ท่านประธานต่อไป เพราะไม่ประสงค์จะพาดพิง แต่นี่คือเอกสารที่ได้มาจากคณะกรรมาธิการ ติดตามการบริหารงบประมาณรายจ่ายของสภาผู้แทนราษฎรและเจ้าหน้าที่เป็นคนส่งมาให้ นอกจากนั้นท่านผู้อํานวยการ ศปภ. ยังปล่อยปละละเลยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเดียวกับท่านมีพฤติกรรมเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจํา ในเรื่องอื่น เช่น นําประชาชนไปพังคันดินกั้นน้ํา ไปเปิดปิดประตูระบายน้ํา รวมทั้งเข้าไป อนุมัติของบริจาค ทั้งที่ทั้งหมดนี้เป็นงานของเจ้าหน้าที่ประจํา นี่เฉพาะที่ตรวจพบ และผมเชื่อว่าที่ยังตรวจไม่พบและพวกกระผมยังตรวจอยู่ยังไม่รู้จะมีอีกเท่าไร

ข้อกล่าวหาถัดมาที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานก็คือ การที่ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกระทําผิดกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านไป กระทําผิดด้วยความจงใจไม่รู้หรือเมาหมัดกันแน่ แต่อย่างน้อยที่สุดต้องยอมรับความจริงว่า เมื่อมีการตรวจสอบพบว่าท่านได้กระทําผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๖ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ บัญญัติไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ต้องไม่ดํารงตําแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือตําแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น กล่าวโดยสรุป ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่ดํารงตําแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยงานของรัฐ ศปภ. ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑ (๘) โดยคําสั่งนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้น ศปภ. จึงเป็น หน่วยงานของรัฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดคนหนึ่งหรือกี่คนก็ตาม ถ้าไปดํารงตําแหน่ง ใน ศปภ. ไม่ว่าตําแหน่งใด ถือว่ากระทําผิดรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือ ตําแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องการปฏิบัติราชการ หรือการดําเนินงานในหน้าที่ประจําของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น แปลง่าย ๆ ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น หรือพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ในการ ปฏิบัติราชการหรือการดําเนินงานในหน้าที่ประจําของข้าราชการเขา แต่ปรากฏว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ลงนามในคําสั่งอันเป็นการกระทําผิดรัฐธรรมนูญทั้ง มาตรา ๒๕๕ และมาตรา ๒๕๖ นั่นก็คือ คําสั่ง แต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไป ดํารงตําแหน่งตามคําสั่ง ศปภ. ที่ ๒๗/๒๕๕๔ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ ถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภค โดยแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวน ๔ คน เข้าไปเป็นกรรมการ ขออภัยที่จําเป็นต้องเอ่ยนาม คือ ๑. นายการุณ โหสกุล ๒. นายสุรชาติ เทียนทอง ๓. นายวรชัย เหมะ และ ๔. นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ซึ่งเท่ากับเป็นการลงนาม ในคําสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปเป็นคณะกรรมการในหน่วยงานของรัฐ อันเป็นการผิด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ อย่างที่ผมกราบเรียน และผู้ลงนามในคําสั่งก็มีความผิด เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นในวันเดียวกันคือวันที่ ๒๒ ตุลาคม ยังมีคําสั่งอีกคําสั่งหนึ่ง เป็นคําสั่งเรื่องการมอบหมายการปฏิบัติหน้าที่ ที่ ๒๖/๒๕๕๔ แต่งตั้งนายการุณ โหสกุล ไปทําหน้าที่ประสาน สั่งการ ติดตามการปฏิบัติงานในการรับบริจาคและการให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งถือเป็นการกระทําผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๖ เช่นเดียวกัน แม้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะได้กล่าวอ้างว่า ท่านได้ทําการยกเลิกคําสั่งทั้ง ๒ คําสั่งไปแล้วหลังจากทราบว่าเป็นการกระทําที่ผิด รัฐธรรมนูญ โดยมีคําสั่งที่ ๓๑/๒๕๕๔ ใน ๒ วันต่อมา คือวันที่ ๒๔ ตุลาคม ยกเลิกทั้ง ๒ คําสั่งไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทําให้ท่านพ้นจากการกระทําผิดรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่าความผิดสําเร็จแล้ว และท่านได้ยอมรับอย่างชัดเจนแล้วว่าท่านได้กระทําผิด มิเช่นนั้นจะออกคําสั่งยกเลิกทําไม ที่สําคัญแม้แต่พี่น้องประชาชนคนไทยตาดํา ๆ ทุกคน ยังไม่มีสิทธิอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย นี่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านยิ่งย่อมเป็นตัวอย่าง ในการประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายค้านโดย พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นถอดถอนพฤติกรรมการกระทําผิดกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมไปแล้วต่อประธานวุฒิสภาตามที่บังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ว่า ถ้าจะอภิปรายรัฐมนตรี เรื่องการกระทําผิดกฎหมาย จะต้องมีการยื่นถอดถอนต่อประธานวุฒิสภาก่อน เพื่อให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. และถ้าเห็นว่ามีมูลก็จะส่ง วุฒิสภามีมติถอดถอนต่อไปด้วยเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้า อย่างไรก็ตามผมกราบเรียนกับ ท่านประธานครับว่าผมเห็นใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนะครับ ท่านเข้าไปอาจจะ เมาหมัดจริง ๆ ใครชงมาก็เซ็นเหมือนที่ท่านบอก และเรื่องนี้จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ แต่ท่านหนีความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ท่านทราบไหมครับขณะที่ผมให้ความเห็นใจท่าน แล้วก็เข้าใจท่านว่าอาจจะผิดกฎหมายโดยสุจริต แต่พอไปตรวจดูคําสั่งถัดมา เอาอีกแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้อํานวยการ ศปภ. ลงนามในคําสั่งวันที่ ๓๑ ตุลาคม ถัดมาอีก ๑ สัปดาห์ คําสั่ง ที่ ๓๙/๒๕๕๔ เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาผู้อํานวยการ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย คําสั่งนี้แต่งตั้งที่ปรึกษาผู้อํานวยการ ศปภ. คนเดียว คือนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นใครครับ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรคเดียวกับท่าน แปลว่าอะไร แปลว่า มีการกระทําผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญซ้ําซากอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้ละครับที่นํามาสู่การยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องของการกระทําผิดกฎหมายซ้ําซ้อนซ้ําซาก และเป็นที่มาของ เหตุผลที่ทําไมต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่สมควร ดํารงตําแหน่งนี้ต่อไป และเรื่องนี้ฝ่ายค้านก็ต้องขออภัยที่จะหลีกเลี่ยงในการที่จะต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญในการยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ต่อไป เช่นเดียวกับการลงนาม ในคําสั่งแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อนหน้านี้ พฤติกรรมอันสมควรไม่ไว้วางใจของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอีกอันหนึ่งก็คือการมีพฤติกรรมปล่อยปละละเลย ให้เกิดการทุจริตหาประโยชน์ทั้งจากเงินงบประมาณแผ่นดินและกองทุนบริจาคภายใต้ ความรับผิดชอบของ ศปภ. ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเคยปฏิเสธเรื่องถุงยังชีพ ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ เพราะใช้งบประมาณของกองทุนบริจาคสํานักนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในความรับผิดชอบของบุคคลอื่น แต่ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับว่าท่านผู้อํานวยการ ศปภ. ไม่มีสิทธิปฏิเสธ เหตุผลมี ๓ ประการ

ประการที่ ๑ ที่ผมกราบเรียนว่าท่านไม่มีสิทธิปฏิเสธก็คือ คําสั่งแต่งตั้ง ศปภ. โดยนายกรัฐมนตรีระบุไว้ชัดเจนถึงอํานาจหน้าที่ของ ศปภ.

ในข้อ ๑ ศปภ. ถือเป็นหน่วยบัญชาการที่บูรณาการหน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชนในการอํานวยการและปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแบบเบ็ดเสร็จ และให้ได้ข้อยุติ วัน สต๊อป เซอร์วิส (One stop service) ซึ่งนั่นหมายความว่า ศปภ. จะต้องเป็นหน่วยบัญชาการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐซึ่งรวมทั้งกองทุนผู้ประสบภัยสังกัด สํานักนายกรัฐมนตรีด้วย และมีอํานาจรับผิดชอบครอบจักรวาล เพราะฉะนั้นท่านจะปฏิเสธ ความรับผิดชอบในประเด็นที่ ๑ ไม่ได้

ข้อ ๒ กระผมมีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าท่านมีอํานาจในการอนุมัติเงินงบประมาณ เช่น วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ท่านลงนามอนุมัติการจัดซื้อเรือของกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ ท่านอนุมัติจัดซื้อเรือของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ท่านอนุมัติแม้แต่การจัดซื้อน้ํามันเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นถือว่า ท่านมีอํานาจเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงิน

และสุดท้าย ถ้าถุงยังชีพไม่อยู่ในความรับผิดชอบของท่าน ท่านออกคําสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบถุงยังชีพได้อย่างไร โดยออกคําสั่ง ที่ ๔๕/๒๕๕๔ ตั้งปลัดกระทรวง พาณิชย์เป็นประธานในการตรวจสอบ และหัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงยุติธรรมเป็นกรรมการ และเลขานุการ วันที่ ๖ พฤศจิกายน ผมสัญญากับท่านประธาน พวกเราในฐานะฝ่ายค้านจะทําหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ด้วยความเข้มแข็ง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินของผู้บริจาค ให้ใช้ประโยชน์ให้สมกับที่เขาเสียสละให้ได้ทุกบาททุกสตางค์ นี่คือสิ่งที่พวกเราจะทํา พฤติกรรมอย่างนี้ละครับคือพฤติกรรมหนึ่งที่สมควรแก่ความไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม

สุดท้ายครับท่านประธานครับ กระผมตั้งข้อกล่าวหารัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมไว้ในเบื้องต้น เป็นเรื่องของการบริหารงานในกระทรวงยุติธรรม เรื่องการออก พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับ พวกกระผม พิจารณากันอยู่นานว่าจะพูดเรื่องนี้ดีหรือไม่ มีความเห็นแตกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ไม่จําเป็นต้องพูดเรื่องนี้อีก เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาแถลงแล้วว่า ไม่ได้ออกพระราชกฤษฎีกาเอื้อประโยชน์ให้คนคนเดียวแต่อย่างใด แต่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นเรื่อง จําเป็น ที่เห็นว่าเป็นเรื่องจําเป็นก็เพราะว่า

ประการที่ ๑ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่

ประการที่ ๒ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสงบสุขของประเทศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ประการที่ ๓ เห็นว่าเป็นเรื่องจําเป็นที่จะต้องนําเรื่องนี้มาเปิดเผยให้ ประชาชนได้รับทราบ

ประการที่ ๔ เห็นว่าการพูดของฝ่ายค้านวันนี้จะเป็นประโยชน์ในการเตือนภัย ให้ประชาชนได้เตรียมการล่วงหน้าว่าภัยที่เกิดจากสิ่งนี้จะมีผลทะลุทะลวงมหาศาล อาจจะยิ่งกว่าน้ําที่กําลังท่วมอยู่ในปัจจุบัน

และสุดท้าย หากเราไม่อภิปรายก็เท่ากับเราละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการ ตรวจสอบการทํางานเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ที่สุดเราก็ตัดสินใจครับว่าเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องนํามาพูดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่สมควรไว้วางใจให้อยู่ในตําแหน่งต่อไปอีกอย่างไร พฤติกรรมแห่งความไม่น่าไว้วางใจเริ่มตั้งแต่ตรงไหนครับ

๑. เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนตัวอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ คนปัจจุบันที่เพิ่งเปลี่ยนตัวไปคืออดีตรองอธิบดีดีเอสไอ (DSI) เป็นผู้รับผิดชอบ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นผู้ที่ไปเป็นพยานศาลให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์สําคัญอย่างไร สําคัญก็เพราะว่าอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นผู้บังคับบัญชา หน่วยงานเจ้าของเรื่องการออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษของกระทรวงยุติธรรม ข้อเท็จจริงในเรื่องของการพิจารณาพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาส เฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างไรครับ

๑. วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นชอบในหลักการของการออกพระราชกฤษฎีกาตามที่ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคือท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เคยให้ความเห็นชอบไว้ คือถือหลักอย่างน้อย ๒ ข้อ

๑. ผู้ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษต้องอยู่ระหว่างถูกกักขัง

๒. ต้องไม่ใช่คดีทุจริต

แต่หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เห็นชอบหลักการเช่นเดียวกับที่รัฐบาลที่แล้วเห็นชอบไว้ เกิดพระราชกฤษฎีกา ฉบับภาคพิสดาร มีคนบอกว่าก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เกิดมีพระราชกฤษฎีกาฉบับลับ ลวง เล่ห์ ขึ้นมาอีก ๑ ฉบับ มีหลักการแตกต่างจากที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเคยลงนามเห็นชอบ ความแตกต่างมีอยู่อย่างน้อย ๒ ประการ

ประการที่ ๑ แก้ไขจาก ต้องอยู่ระหว่างถูกจําคุกจึงขอพระราชทานอภัยโทษได้ กลายเป็น ไม่ต้องอยู่ระหว่างจําคุกก็ได้ หรือถูกคุมขังก็ได้

ประการที่ ๒ แก้จาก ขอพระราชทานอภัยโทษได้ต้องไม่ใช่คดีทุจริต แก้เป็น คดีทุจริตก็ขอพระราชทานอภัยโทษได้ เพื่ออะไร เพื่อให้คนคนเดียวได้เข้าข่ายอาศัยใบบุญ ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษฉบับนี้ด้วย

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบหรือถูกขืนใจให้เห็นชอบ พระราชกฤษฎีกาฉบับลักหลับฉบับนี้ท่ามกลางสถานการณ์น้ําท่วมหรือไม่ ผมไม่ทราบครับ แต่ที่ทราบโดยหลักการหากมีการพิจารณาเรื่องพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เข้าคณะรัฐมนตรี คนที่จะต้องเป็นเจ้าของเรื่อง ต้นเรื่อง คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แม้ในเวลาต่อมาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะออกมาแถลงว่าร่างที่พิจารณาใน คณะรัฐมนตรีมีหลักการเช่นเดียวกับที่รัฐมนตรีพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เคยนําเสนอ ต่างกัน ก็แค่ กับ แก่ แต่ ต่อ ก็ตาม แต่ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับ หาคนเชื่อยาก เพราะเรื่องนี้มีพิรุธครับ พิรุธอะไรครับ ๑. พิรุธอย่างน้อย ๕ ข้อ

ข้อ ๑ หากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตั้งใจถวายโดยสุจริต เป็นเรื่องของการ ก่อการดีจริง ทําไมต้องประชุมลับ ไล่เจ้าหน้าที่ออกจากห้องประชุมหมด ปกติการพิจารณา พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษอย่างดีก็เป็นวาระจร ไม่มีการไล่เจ้าหน้าที่ออก และไม่ได้เป็นการประชุมลับ เพียงแต่จะมีการขอเก็บเอกสารในห้องประชุม เช่นเดียวกับ ที่เราปฏิบัติมาเป็นปกติ เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงหลายเรื่องไม่ได้ประชุมลับ แต่ประชุมเสร็จ พ้นวาระ ขอเก็บเอกสารคืน พวกกระผมก็เคยถูกเก็บเอกสารคืน เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันครับ

พิรุธข้อที่ ๒ หากร่างที่ว่าเหมือนของพรรคประชาธิปัตย์ ทําไมต้องไปกําชับ ให้รัฐมนตรีทุกคนห้ามแพร่งพราย จนทุกคนเท่าที่ทราบตัวสั่นงันงกไปตาม ๆ กัน แต่ที่สุด ก็หลุดรอดออกมาจนได้ ผมไม่ได้เชื่อคนเดียวหรอกครับ สื่อก็เชื่อ ไม่เช่นนั้นไม่พาดหัวกัน ใหญ่โตทุกฉบับ คนจํานวนไม่น้อยในประเทศก็เชื่อ

พิรุธข้อที่ ๓ ทําไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต้องร่วมกันวางแผน เล่นละครตบตาประชาชนกับนายกรัฐมนตรีให้ไปค้างคืนจังหวัดสิงห์บุรีในวันจันทร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน อ้างกลับไม่ได้ เพราะเฮลิคอปเตอร์ไม่มีเรดาร์ (Radar) ทั้งที่กองทัพบกเขาบอก พร้อมจะส่งเฮลิคอปเตอร์ลําใหม่ไปรับ แต่ก็ไม่กลับ เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี มาถึงไม่ได้เข้าประชุม ครม. แต่กลับไปอัดรายการจนในที่สุดก็ไม่ได้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะหนีข้อหาเอื้อญาติใช่หรือไม่

พิรุธข้อที่ ๔ ถ้าเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวแพร่สะพัดไปทั่วประเทศไม่จริง ทําไม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจึงไม่ออกมาปฏิเสธตั้งแต่วันแรก เรื่องจะได้จบ ภาคส่วน ต่าง ๆ ภาคประชาชนจะได้ไม่ต้องออกมาประท้วงต่อต้าน สุ่มเสี่ยงต่อการนําประเทศไปสู่การ เกิดวิกฤติรอบใหม่

ประการสุดท้าย ประการที่ ๕ ถ้าเรื่องนี้ไม่จริง ทําไมต้องรอจดหมายจาก ต่างประเทศ รอปฏิเสธว่าไม่ขอรับพระราชทานอภัยโทษออกมาเสียก่อน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมจึงกล้าออกมาแถลงปฏิเสธ แสดงว่าเรื่องนี้มีใบสั่งใช่หรือไม่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะปฏิเสธหรือไม่ผมไม่ติดใจครับ และท่านจะชี้แจงว่า อย่างไร ผมก็จะไม่ตอบโต้ ผมจะทําหน้าที่รับฟัง เพราะกระผมไม่มีเอกสารหลักฐานใด ๆ ที่จะมายืนยัน เนื่องจากท่านเก็บเอกสารหมด จะเปลี่ยนแปลงตกแต่งอย่างไรในเวลาต่อมา ก็สามารถกระทําได้ แต่ที่สําคัญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมท่านรู้อยู่แก่ใจว่าท่าน ทําอะไรลงไป เรื่องสับขาหลอก ผมเชื่อครับ เชื่อเพราะเชื่อว่ากําลังเลี้ยงเดี่ยว กําลังจะเข้าไป ยิงประตู แต่พอดีมีคนมาขวางก็เลยกลับลํา ๓๖๐ องศา สับขาหลอก เหมือนหยิบของไปแล้ว จับได้ก็เลยเอาของมาคืน

จุดยืนของพวกกระผมขอกราบเรียนกับท่านประธานเพื่อความชัดเจน

ประการที่ ๑ พวกกระผมสนับสนุนให้มีพระราชกฤษฎีกาพระราชทาน อภัยโทษเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบครับ เพื่อให้ผู้ต้องโทษ อย่างน้อย ๒๖,๐๐๐ คน ที่ต้องโทษและสํานึกในความผิดที่ได้กระทําไปได้รับ พระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่พวกกระผมไม่เห็นด้วยกับ พระราชกฤษฎีกาฉบับลับ ลวง เล่ห์ ที่กราบเรียน ที่แก้ไขหลักเกณฑ์ไปจากจารีตประเพณี ที่เคยปฏิบัติ ขนาดไม่ต้องถูกคุมขังและทุจริตก็ขอพระราชทานอภัยโทษได้ เพราะนี่คือการ ละเมิดหลักนิติธรรม และระบบนิติรัฐ หากทําได้เช่นนี้ต่อไปก็จะไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมาย เพราะทําผิดถูกลงโทษ มีเงิน มีอํานาจเมื่อไรก็ออกกฎหมายล้างผิด ที่สุดคุกก็จะมีไว้แค่ขังคนจน กับคนไม่มีอํานาจ ที่สําคัญกระผมขอกราบเรียนกับท่านประธานครับ ความปรองดองและ ความสงบสุขของคนในชาติไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากทุกคนไม่เคารพกฎหมาย และการบังคับใช้ กฎหมายมีหลายมาตรฐาน การออกกฎหมายล้างผิดไม่ว่าจะโดยรูปแบบใด มีแต่จะนํา ประเทศไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกและวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด พฤติกรรมการบริหารราชการ แผ่นดินของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก จึงนอกจาก บริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ในฐานะผู้อํานวยการ ศปภ. ปล่อยปละละเลยให้นักการเมืองร่วมพรรคเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากเงิน งบประมาณแผ่นดิน สิ่งของบริจาคของประชาชน เกิดการทุจริตมโหฬาร กระทําผิดกฎหมาย ซ้ําซาก ยังมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจในงานยุติธรรม จนหลายคนมีคําถามระหว่างประชาชน กับคนคนเดียว ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของใครกันแน่ พวกกระผม จึงไม่อาจไว้วางใจให้ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดํารงตําแหน่งต่อไปได้ ขอบคุณครับท่านประธาน