สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ภูมิ สาระผล รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี และตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการรับจํานําข้าวเปลือก โดยอธิบายว่าเป็นนโยบายสําคัญของรัฐบาลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันความเสียหายของข้าวของเกษตรกรและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขายข้าว การเตรียมการรับข้าวที่ออกมาที่มีผลกระทบจากน้ำท่วม และผลกระทบต่อการผลิตข้าวในภาคกลาง

นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายภูมิ สาระผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ

ต่อข้อถามของท่านสมาชิกนั้นกระผมขอเรียนว่า การรับจํานําข้าวนี้ เป็นนโยบายสําคัญที่รัฐบาลได้แถลงต่อสภาและมีความมุ่งมั่นที่จะทําให้เกิดความสําเร็จให้ได้ โดยถือว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สําคัญ ที่เป็นสินค้าพื้นฐานของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคงทางอาหาร โดยปัจจุบันมีเกษตรกรที่เป็นชาวนาอยู่ ๓,๗๐๐,๐๐๐ กว่าครอบครัว จํานวนถึง ๒๐ ล้านคน รัฐบาลก็มีความเชื่อว่า การรับจํานําข้าว ที่กําหนดความชื้นไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ข้าวหอมมะลิที่ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้าที่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน เป็นราคาที่มีความเหมาะสมมีความถูกต้อง เพราะได้บวกต้นทุน บวกกําไร เพื่อให้เกษตรกรได้มีความเพียงพอต่อการดํารงชีวิต เมื่อเกษตรกรมีรายได้มีความเป็นอยู่ที่ดี ก็จะยกระดับคุณภาพชีวิต มีกําลังซื้อในประเทศ เกิดขึ้น จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งรัฐบาล ได้รับทราบและตระหนักดีถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนะครับว่าการจํานําข้าวในอดีตที่เคย เกิดขึ้น หลายฝ่ายได้ท้วงติงด้วยความวิตกกังวล การที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึงนี้กระผมจึงรู้สึก ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นห่วงเป็นใยกับพี่น้องเกษตรกรเหมือนกับพวกเราทุกคน ที่เป็นห่วงเป็นใย เราจึงใช้บทเรียนในอดีตมาเป็นครูเพื่อปรับปรุง ต่อยอด แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อปิดข้อบกพร่องต่าง ๆ เหล่านั้น หวังว่าจะให้การจํานําข้าวเปลือกเกิดประโยชน์ต่อชาวนา อย่างแท้จริงและป้องกันความเสียหายของภาครัฐ จึงได้มีการกําหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอน การปฏิบัติวางระบบกํากับอย่างใกล้ชิด รอบคอบและรัดกุม ตรวจสอบขั้นตอนอย่างเป็น ระบบและเข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง ได้แก่การขึ้นทะเบียนและการออกใบรับรองเกษตรกรจนถึง ปลายทางคือการส่งมอบและเก็บข้าวสารในโกดังกลาง ซึ่งเชื่อได้ว่าหากโครงการนี้สําเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรต่อชาวนาอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นข้อห่วงใยที่ท่านสมาชิก ได้ถามมาว่า ๑. เงินจํานวน ๒๖๙,๐๐๐ ล้านบาทที่เพิ่ม หรือมีอยู่แล้ว ๓๕๙,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกต้องนะครับ ความจริงเคยประเมินกันว่าจะใช้วงเงินประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการจํานํา แต่ไม่ได้ใช้ครั้งเดียวครับ จะมีการหมุนเวียนโดยมีเงินกู้ จาก ธ.ก.ส. ครั้งแรก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อมาก็เพิ่มวงเงินขึ้นไปเป็น ๒๖๙,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้หมายความว่าเอาจาก ธ.ก.ส. ทั้งหมดนะครับ แต่เป็นวงเงิน เหตุที่ลดจาก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลงมาเหลืออยู่ประมาณ ๒๖๙,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพราะว่า เกิดอุทกภัยมีน้ําท่วมใหญ่ทําให้ข้าวของเกษตรกรได้รับความเสียหายไปจํานวนหลายล้านไร่ ซึ่งนับเป็นจํานวนตันข้าวเปลือกก็หลายล้านตันข้าวเปลือก ก็จึงมีการกําหนดวงเงินให้แคบลงมา ก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรทั้งสิ้น เพราะเพียงพอต่อการที่จะรับจํานําข้าวจากชาวนา

ประเด็นหนึ่งที่ท่านได้ถามว่าพี่น้องชาวนาได้เอาข้าวไปจํานํา ปรากฏว่าโรงสี ไม่รับจํานําบอกให้เอากลับ แต่ถ้าไม่อยากเอากลับก็ขายให้ ๕,๐๐๐ บาท จึงจําเป็นต้องขาย ได้กรุณาบอกผมให้ชัดเลยครับคือโรงสีที่ไหน เกิดเหตุเมื่อไร ชาวนาคนนั้นคือใครที่เดือดร้อน เรามีคณะกรรมการติดตามตรวจสอบ มีหน่วยปฏิบัติการพิเศษอีกหลายสิบหน่วย และมีวิธีการดําเนินการอีกมากมายที่จะจัดการในเรื่องนี้ ถ้าหากได้รับข้อมูลจากท่านอย่าง ละเอียดเพียงพอ หรือในกรณีที่ท่านได้ถามว่า จุดรับจํานํากว่า ๖๐๐ จุด จํานําข้าวที่ผ่านมา ได้เพียง ๑.๒ ล้านตัน ในจํานวนข้าวที่จะต้องจํานํากันถึงเกือบ ๒๐ ล้านตัน ขอเรียนว่า การที่ข้าวที่เริ่มจํานํามามีจํานวนน้อยประมาณล้านกว่าตันนั้นก็เพราะว่า

๑. พื้นที่การเกษตรในภาคกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่แหล่งหนึ่งเกิดน้ําท่วม ข้าวได้รับความเสียหาย โดยปกติข้าวในภาคกลางก็จะออกในช่วงเดือนนี้ละครับ เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายนนี่แหละ เมื่อเกิดน้ําท่วม เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ความเสียหาย ข้าวก็ออกมาน้อย แต่ว่านับจากเดือนธันวาคมนี้ไปครับ ข้าวในภาคอีสาน ภาคเหนือและภาคกลางอีกส่วนหนึ่งก็กําลังจะทยอยออกมา ซึ่งคาดว่าในเดือนธันวาคมที่จะ ถึงนี้จะมีข้าวออกมานับจํานวน ๑๐ ล้านตัน ซึ่งเราก็ได้วางแผนการในการที่จะเตรียมการ รับจํานําไว้อย่างรอบคอบรัดกุม โดยผมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มาวางแผน กางแผนที่ออกเลยว่าอําเภอใด จังหวัดใด คาดว่ามีปริมาณข้าวจะออกมากน้อยเท่าใด มีหน่วยรองรับเพียงพอหรือไม่ มีเจ้าหน้าที่ที่จะไปปฏิบัติการเพียงพอหรือไม่ ให้มันเป็นไป ตามที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้กําหนดกฎเกณฑ์เพื่อให้เราปฏิบัติไว้ว่า จะต้อง ออกใบประทวนให้กับเกษตรกรได้อย่างช้าสุดไม่เกิน ๓ วัน และจากนั้นไม่เกิน ๓ วัน เกษตรกรจะได้รับเงินจาก ธ.ก.ส. ซึ่งขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีบ้างก็ได้รับการแก้ไข ทุกวัน ๆ ครับ ฉะนั้นถ้ามีปัญหาอะไรที่ท่านคิดว่าสามารถที่จะให้พวกผมได้รับข้อมูลที่ ถูกต้อง ตรง ชัดเจน ก็กรุณาแจ้งได้ เราจะตามไปแก้ปัญหาให้ทุกจุด เพราะปัจจุบัน ก็มีคณะกรรมการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานนั้นได้ช่วยดูแล อย่างแข็งขันอยู่ด้วย ขอกราบขอบคุณครับ