อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเสนอแนะการช่วยเหลือผ่านการชดเชยสินไหมในระบบประกันภัย และการกอบกู้โรงงานเพื่อให้เดินเครื่องได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องโลจิสติกส์ และเตือนสติให้รัฐบาลระวังการกระทำที่อาจทำให้เกิดความแตกแยกและสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็น
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จาก จังหวัดเพชรบุรี ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกและท่านประธานที่ได้กรุณาให้เวลาพวกเรา ในการทําหน้าที่ โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้และเป็นประเด็น ซึ่งผู้แทนราษฎรทุกคน ทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ได้มีความห่วงใยรวมทั้งคณะรัฐมนตรี ในการที่เราจะฝ่าฟันอุปสรรค รวมทั้งการฟื้นฟูภาวะภายหลังน้ําท่วม ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้พบปะกับประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและคณะบริหาร เมื่อเช้าวันนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อเสนอแนะที่ฝากความหวังไว้ว่าในฐานะของ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งทําหน้าที่เป็นแกนนําพรรคฝ่ายค้าน รวมไปถึงท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีจะได้สะท้อนปัญหาของภาคเอกชน นํามาสู่รัฐบาลโดยผ่านสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเช้าวันนี้ได้มีการพูดถึงหลายประเด็นทีเดียวครับ ซึ่งบางเรื่องเป็นเรื่องที่รัฐบาลอาจยังไม่ได้ยิน บางเรื่องเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ดําเนินการแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นที่เป็นข้อห่วงใย นั่นก็คือในเรื่องของการดูแลผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) ขณะนั้นเข้าใจว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศนั้นในจํานวน ๒.๙ ล้านวิสาหกิจในประเทศไทย ร้อยละ ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ประกอบการรายย่อม รายเล็ก ที่เราเรียกว่า เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการเหล่านี้นั้นล้วนแล้วแต่มีทุนทรัพย์น้อย เป็นกิจการที่ไม่ใหญ่ไม่โตอะไร แม้แต่ในเรื่องแบบของพื้นที่ที่น้ําท่วมขณะนี้ครับ ก็คือทางฝั่ง ธนบุรีในซีกตะวันตกของแม่น้ําเจ้าพระยา ไม่ว่าจะเป็นแถบภาษีเจริญ จอมทอง หรือว่า บางแค และกําลังเข้าบางขุนเทียน แล้วจะข้ามฝั่งไปสู่พื้นที่ของจังหวัดสมุทรสาคร ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นต้น ดังนั้นสิ่งที่เป็นประเด็นสําคัญที่ภาคเอกชน ได้สะท้อนมา แล้วผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลควรได้นําไปวางมาตรการในการดูแลเป็น พิเศษ ๒-๓ เรื่องครับ
๑. ก็คือในเรื่องของเงินทุนหมุนเวียนและการชดเชยของเอสเอ็มอี
๒. ก็คือในส่วนของค่าจ้างแรงงานของสถานประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ากิจการเหล่านี้อยู่ภายใต้การปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องด้วยแรงงาน และแรงงานสัมพันธ์ มีภาระความผูกพันต่อลูกจ้าง ต่อพนักงาน แต่ในยามที่น้ําท่วม สถานประกอบการไม่มีรายได้ และรัฐบาลเองก็เช่นกันครับ ภายใต้ประสบการณ์ของรัฐบาล ชุดที่แล้วและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันนั้น ก็คือการดูแลอย่าให้สถานประกอบการนั้นเลิกจ้าง ดังนั้นทําอย่างไรที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการ ก็เท่ากับช่วยลูกจ้างด้วย เขาได้สะท้อนว่า เงิน ๒,๐๐๐ บาทที่จะจ่าย ๓ เดือน และจะมีการขึ้นทะเบียนทําเอ็มโอยู (MOU) กันอาจจะ ไม่เพียงพอ มีข้อเสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการใช้แหล่งเงิน อาจจะเป็นกองทุน ประกันสังคมในการที่จะเยียวยาตามหลักเกณฑ์กฎหมาย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนค่าจ้าง เป็นระยะเวลา ๖ เดือน หรือจะใช้งบประมาณแผ่นดินในการเข้าไปเยียวยาเพื่อให้ลูกจ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการนั้นสามารถที่จะฝ่าฟันก้าวพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่สําคัญก็คือ ในเรื่องของการประกันภัย ทั้งรายใหญ่ รายกลาง รายย่อม รายเล็ก ที่ได้รับความเสียหายทั้งโรงงานสถานประกอบการที่อยู่ทั้งใน นิคมอุตสาหกรรมและที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมได้ประมาณการ โดยคร่าว ๆ นะครับว่า ผลเสียหายครั้งนี้ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่กระทบโดยตรง ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นเป็นตัวเลขในเบื้องต้น และรวมไปถึงลูกจ้างที่รับ ผลกระทบ ๑.๓ ล้านรายด้วยกัน บริษัทเหล่านี้ได้รับความเสียหายในแง่ของเครื่องจักรและ โรงงาน แล้ววันนี้ไม่มีรายได้อะไร เหล่านี้ก็หวังพึ่งว่าทางรัฐบาลจะช่วยดําเนินการ ประสานงานเร่งรัด ในเรื่องของการจ่ายค่าชดเชยสินไหมในระบบประกันภัย และเป็น อีกเรื่องหนึ่งที่อย่างน้อยที่สุด ถ้าหากว่าได้มาสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็สามารถเอามาเป็นเงินทุนหมุนเวียนสภาพคล่อง รวมไปถึงในเรื่องของการที่จะไปกอบกู้ โรงงานเพื่อให้เดินเครื่องได้ และทําให้แรงงานของเรานั้นมีรายได้และประเทศก็มีรายได้ ตรงนี้ก็จะช่วยได้อย่างมากทีเดียว
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) ความจริงคราวนี้ที่เกิดปัญหา ในเรื่องของของแพงทั้งสิ้นอุปโภคบริโภค แล้วก็ในส่วนของของกินของใช้ทั้งขาดแคลนและ ราคาแพง แล้วดูประหนึ่งว่ากระทรวงพาณิชย์เอง กระทรวงคมนาคมเอง ไม่สามารถที่จะดูแล ปัญหานี้ได้ ถามบอกว่าเป็นเพราะว่าโรงงานเกิดความเสียหายจนกระทั่งทําให้การผลิตสินค้านั้น ขาดแคลนหรือไม่ ไม่ใช่ เหมือนกรณีของน้ําดื่ม ซึ่งมีโรงงานกระจายอยู่ทั่วประเทศอีก ๗,๐๐๐ โรง ขณะที่มีผลกระทบประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ยังเหลืออีก ๗,๐๐๐ โรง แต่รัฐบาล ก็ไปนําเข้าน้ําดื่มจากต่างประเทศ นั่นแสดงว่าเกาไม่ถูกที่ครับ ความจริงปัญหาการผลิต ไม่ได้มีปัญหาเท่าไรครับ แต่ปัญหาใหญ่คือเส้นทางขนส่งโลจิสติกส์ โรงงานเปิดได้แต่ขนสินค้า มาไม่ได้ ตรงนี้เองคือจุดที่ก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นและสะท้อนไปถึงความเชื่อมั่นของ ต่างประเทศที่จะมีการลงทุนที่จะดําเนินการใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยต่อไป หรือจะย้าย ฐานการผลิต หรือโอกาสที่เราหวังว่าภายหลังเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นอาจจะมีการย้ายฐาน การผลิตมาประเทศไทยมันจะมีโอกาสมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าในช่วง ๒ เดือนกว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้มีความกระตือรือร้นและมีความชัดเจนในการที่จะรักษาเส้นทาง คมนาคมสายหลักของเราเลยครับ สายแรกที่ถูกตัดขาดไปคือเส้นทางขึ้นเหนือ ต่อมาก็เป็น เส้นทางที่ไปทางอีสาน คราวนี้รัฐบาลก็พยายามที่จะไปสํารองเส้นทางเพื่อกอบกู้ ถนนสาย ๓๔๐ หรือว่าบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ในขณะที่มีความประหวั่นพรั่นพรึงว่า พระราม ๒ หรือถนนสายธนบุรี-ปากท่อ นั้นจะถูกท่วม แล้วก็ทําให้เส้นทางที่จะเชื่อมภาคใต้ ไปสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือจะขึ้นไปทางเหนือถูกตัดขาด เพราะว่าถนนเพชรเกษมไม่สามารถ ที่จะสัญจรได้รวมไปถึงถนนบรมราชชนนีหรือเส้นทางสายพุทธมณฑล ตรงนี้เองคือสิ่งที่ทําให้เกิด ความไม่มั่นใจว่าลําดับความสําคัญของการรักษาเส้นทางคมนาคมขนส่งทั้งการขนคน ขนของนั้น ทั้งเพื่อการบริโภคหรือการค้าภายในประเทศและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศนั้น ไม่ได้มีการดูแลเท่าที่ควร ถนนเส้นหลัก ๆ จึงถูกตัดขาด เกิดการขาดแคลนอาหารและทําให้ เกิดภาวะสินค้าราคาแพง ข้าวยากหมากแพง กระทรวงคมนาคมค่อนข้างที่จะตื่นตัวช้ามากครับ ในการดูแลเรื่องนี้ แล้วก็เสมือนหนึ่งเหมือนกับว่าน้ํามาก็ปล่อยให้ท่วมไป เหมือนกรณี นิคมอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถที่จะดูแลได้ ทั้งที่ความจริงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ใช่ของ บริษัทเอกชนเท่านั้น แต่มันเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศ ทั้งเป็นแหล่งทุน ฐานการผลิต แหล่งรายได้ แหล่งจ้างงาน ตรงนี้เองคือภาพสะท้อนในส่วนของภาคเอกชน ที่มีความรู้สึกว่ารัฐบาลยังไม่ได้ทํางานเต็มที่ และขณะนี้ปัญหายังไม่จบนะครับ เฉพาะหน้า ก็คือการกอบกู้ฐานการผลิตของเรา เส้นทางโลจิสติกส์ที่สําคัญที่จะต้องรักษาไว้ ประเด็นที่ รัฐบาลคงจะต้องนําความเห็นจากสภาเพื่อที่จะไปวางแผนดําเนินการด้วยการจัดโรดโชว์ (Road show) หรือด้วยการสร้างความเชื่อมั่นทั้งในเวทีอาเซียนซัมมิท (ASEAN Summit) หรือในเวทีระหว่างอาเซียน (ASEAN) กับประเทศคู่เจรจา และโอกาสที่จะได้พบกับ เลขาธิการสหประชาชาติและรวมไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ สหรัฐอเมริกา แล้วก็ผู้นําของอาเซียนและประเทศคู่เจรจาในการประชุมที่อินโดนีเซียก็ตาม หรือในกรุงเทพฯ ก็ตาม นั่นคือการสร้างความเชื่อมั่นว่าเราจะไม่ปล่อยให้เกิดปัญหานี้ แน่นอนที่สุดไม่มีใครห้าม ธรรมชาติได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลส่งสัญญาณมา แม้แต่ยืนยันหลังสุดในการอภิปรายงบประมาณก็ดี หรือการขอรับความเห็นจากรัฐสภาล่าสุดก็ดี รัฐบาลยังพยายามบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่อยากจะมาลงทุน ถ้าเขาไม่มีความเชื่อมั่นว่าเราจะ ไม่สามารถจัดการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เขาก็จะมีความรู้สึกว่าปีหน้าถ้ามีพายุเข้ามา ๒-๓ ลูก ๔-๕ ลูก ประเทศไทยก็คงจะจมบาดาลเหมือนอย่างปี ๒๕๕๔ และคําตอบเดียวของ รัฐบาลไทยก็คือเป็นเรื่องของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องตั้งหลักตั้งสติ ก็คือการกลับมายอมรับความจริงว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องใช้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รู้ปัญหาตอบโจทย์ได้ถูก และไม่ใช่เฉพาะหน้า แต่สามารถสร้างความเชื่อมั่น เราอาจจะ ผิดพลาดก็ต้องยอมรับว่ามันมีความผิดพลาด เพราะความไร้ประสบการณ์ ขาดความรู้ ขาดการประสานงานที่ดีพอ หรือการที่ปัญหามันใหญ่เราก็ต้องยอมรับและชี้แจง เป็นเรื่อง เหตุผลที่นักบริหารด้วยกันเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นในปัญหาเรื่องโลจิสติกส์นั้นเป็นปัญหาใหญ่ครับ อย่าลืมนะครับท่านประธาน ประเทศเรานั้นโครงสร้างเศรษฐกิจของเรารายได้ร้อยละ ๗๐ มาจากการส่งออกสินค้าและบริหาร สินค้ามาจากไหน สินค้ามาจากภาคเกษตร ซึ่งขณะนี้ถึงแม้ในแง่มูลค่าต่อจีดีพี (GDP) เมื่อรวมถึงมูลค่าการส่งออกไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีความสําคัญต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะในภูมิภาคชนบท สินค้าอุตสาหกรรมซึ่งแน่นอนที่สุดที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงครั้งนี้อย่างที่ทราบกัน ก็คืออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งขณะนี้เราอยู่ในลําดับที่เป็นผู้ผลิตอันดับ ๑๓ ของโลก และตั้งเป้าว่าเราจะก้าวสู่ท็อปเท็น (Top Ten) ของโลก คราวนี้ห่วงโซ่อุปทานในการที่จะส่ง ชิ้นส่วนทั้งผลิตในประเทศและส่งออกนั้นกระทบไปทั่วโลกครับ เราเป็นฮับ (Hub) ของการผลิตฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) ทางด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ได้รับ ผลกระทบหมดละครับ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศและต่างประเทศ แต่การลงทุนทุกวันนี้ที่มา จ้างงานนํามาซึ่งแหล่งรายได้ของประเทศ นํามาซึ่งฐานการผลิตของเราในฐานะที่เป็น อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์นั้นมันมีความหมายไม่ใช่เฉพาะประเทศเราเท่านั้น แต่เรามีความสําคัญต่อเศรษฐกิจโลกด้วย นี่คือสิ่งที่เราต้องรู้ รัฐบาลต้องรู้ว่า นิคมอุตสาหกรรมก็ดี โรงงานแต่ละโรงงานนั้นมันไม่ใช่เฉพาะผลกระทบที่มีต่อ ประเทศ แต่มันหมายถึงอนาคตของประเทศในฐานะที่เรามีความสําคัญ วันนี้ประธาน สภาอุตสาหกรรมพูดคําหนึ่งครับระหว่างที่เราได้พูดคุยกัน อยากถ่ายทอดให้เพื่อนสมาชิก โดยผ่านท่านประธานและไปถึงรัฐบาลด้วยว่า เขาพูดสั้น ๆ และมีความหมายและทําให้เรารู้ว่า จริง ๆ แล้วประเทศของเรานั้นอยู่ในชั้นแนวหน้าของโลกทีเดียว เมื่อเราได้รับผลกระทบ โลกกระทบด้วย แต่ความเชื่อมั่นที่เขาจะมีต่อเราจากนี้ไปสู่อนาคตนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่รัฐบาล ประธานสภาอุตสาหกรรมบอกว่าวันนี้โลกรู้แล้วว่าประเทศใดสําคัญขนาดไหน เมื่อผลกระทบดังกล่าวไปถึงสหรัฐอเมริกา ไปถึงยุโรป ไปถึงแคนาดา ไปอีกหลายประเทศใน อุตสาหกรรมยานยนต์ชิ้นส่วนและในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์แล้วก็คอมพิวเตอร์ นั่นก็คือ ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่เป็นอนาคตของเราก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมอาหาร ท่านประธานครับ วันนี้เราได้เห็นถึงภัยคุกคามของน้ําที่กําลังเข้าสู่สมุทรสาคร ความจริงน้ําจากที่สูงลงที่ต่ํา จากภาคเหนือลงมาสู่อ่าว ก. ไก่ ของประเทศไทยอย่างไรเสียต้องผ่านจังหวัดฉะเชิงเทรา ลุ่มน้ําบางปะกง ผ่านจังหวัดสมุทรปราการ ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร ลุ่มน้ําเจ้าพระยา ลุ่มน้ําท่าจีน อย่างไรเสียเราไม่สามารถหลีกเลี่ยง จะมากจะน้อยผลกระทบ ที่จะตามมาเกิดขึ้นแน่นอน จังหวัดสมุทรสาครนั้นท่าน ส.ส. ครรชิต ท่าน ส.ส. นิติรัฐ หรือแม้แต่อดีต ส.ส. สุธรรม ระหงษ์ ซึ่งเมื่อวานนี้ผมได้ลงพื้นที่ไป เช้านี้ก็ยังพบกับประธานสภาอุตสาหกรรมสมุทรสาคร ทุกคนทุกฝ่าย รวมไปถึงท้องถิ่น รวมไปถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและอาสาสมัครทุกคน ได้ต่อสู้เพื่อที่จะป้องกันสมุทรสาคร และขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะให้พื้นที่บางส่วน ของสมุทรสาครเป็นพื้นที่ที่จะระบายความทุกข์ของกรุงเทพมหานคร ของนนทบุรี ของปทุมธานี และจังหวัดในภาคกลางที่เหลือ แต่ยังขาดการสนับสนุนเท่าที่ควรครับ วันนี้ประธานสภาอุตสาหกรรมสมุทรสาครบอกกับผม บอกกับท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อหน้าประธานสภาอุตสาหกรรมและกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมว่าเขายังขาดเครื่องสูบน้ํา ความจริงคลองภาษีเจริญนั้นทุกคนทราบดีครับว่าเป็นคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ําเจ้าพระยา กับแม่น้ําท่าจีน จะไปทะลุออกที่กระทุ่มแบน ยังขาดเครื่องสูบน้ําที่ทางรัฐบาลควรจะต้อง เร่งรัดในการเพิ่ม ในการที่จะสูบน้ําช่วยคลองภาษีเจริญ ซึ่งวันนี้ก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่ ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ผมและคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้ลงพื้นที่ไปล่องเรือดูสภาพ และไปเยี่ยมราษฎรในคลองภาษีเจริญนั้นน้ําล้นแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นที่วัดม่วง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเมื่อ ๒ วันก่อนนี้ครับ หรือว่าที่วัดนิมมานนรดี ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่าง คลองภาษีเจริญกับคลองราชมนตรี แต่ว่าถ้าเราสามารถที่จะดึงน้ําลงไปท่าจีนทางคลองภาษีเจริญ อีกทางหนึ่ง ที่สถานีสูบน้ําภาษีเจริญ ที่วัดหนองแขม วันนี้ภาคเอกชนและรวมถึงพวกเรา ซึ่งผมก็บอกว่าจะระดมเครื่องสูบน้ําจากนาเกลือ นากุ้ง แถวเพชรบุรี แถวสมุทรสงคราม ที่ไม่ได้ทํานากุ้ง นาเกลือขณะนี้ ตรงไหนมีระดมมา แต่นั่นหมายถึงอะไร หมายถึงว่า ทางรัฐบาลยังสนับสนุนไม่เพียงพอครับ ทั่วประเทศมี ๗๗ จังหวัดครับ ระดมมาได้เลย ท่านรัฐมนตรีปรีชาอยู่ที่นี่ระดมมาได้เลยครับ เครื่องสูบน้ํามีที่ไหน วันนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะซีกตะวันตกของเจ้าพระยานี่ครับ ซึ่งอาจจะเน้นหน่อย เพราะว่าทางซีกนี้ ไม่ได้มีระบบที่มีการพัฒนาเหมือนทางตะวันออกของแม่น้ําเจ้าพระยา เพราะฉะนั้นวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง และการดูแลถนนพระราม ๒ ท่านประธานครับ เศรษฐกิจประเทศ ๑ ใน ๓ จะเป็นอัมพาต เราจะเกิดปัญหาภาวการณ์ขาดแคลนซ้ําเติมกรุงเทพมหานคร และส่วนที่เหลือของประเทศจากฐานการผลิตที่ถูกตัดขาดจากถนนที่จะถูกตัดขาด เพราะฉะนั้นจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นลงไปสนับสนุนภาคเอกชน และรวมไปถึงจังหวัดตอนล่างของภาคกลาง ไม่ว่าจะเป็นสมุทรสาคร สมุทรสงคราม บนถนนสายธนบุรี-ปากท่อ เส้นนี้ครับที่ปัจจุบันนั้นท่านประธานคงทราบว่าสามารถเชื่อมโยง ด้วยการขึ้นทางด่วนดาวคะนอง หรือการผ่านวงแหวนออกไปยังวงแหวนใต้ ไปยังตะวันออก แล้วก็ใช้เส้นทางวงแหวนบางปะอินนั้นในการที่จะขึ้นไปสู่ทางสระบุรี ไปสู่โคราช หรือว่าออกมาทางด้านของถนนสายเอเชียขึ้นไปทางเหนือ เส้นนี้จึงเป็นเส้นยุทธศาสตร์สําคัญ ทางโลจิสติกส์และสมุทรสาครนั้นถือได้ว่าเป็นเมืองประมงของโลก และเป็นอุตสาหกรรม เกษตรอุตสาหกรรมซึ่งเป็นขั้นต้นและเป็นฐานของครัวไทยสู่ครัวโลก จึงต้องรักษาและดูแล อย่างดีครับ วันนี้ก็หวังอย่างยิ่งว่าทางรัฐบาลจะได้นําความคิดเห็น ข้อเสนอแนะในการที่จะ นําประเด็นเหล่านี้ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องการดูแลเส้นทางคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ เพื่อประกันว่าการส่งออก และเพื่อประกันว่าการอุปโภคบริโภคของเรานั้นจะไม่ขาดแคลน และถูกซ้ําเติมด้วยราคาสินค้าที่แพงจากปัญหาการขนส่งที่มีขีดจํากัด
สุดท้ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะสามารถแปรข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปสู่ ภาคปฏิบัติ เวลาเราเหลือไม่มาก แล้วก็รู้สึกห่วงใยต่อข่าวคราวที่อาจจะทําให้เกิดปัญหา ในยามที่เราต้องการขวัญกําลังใจ แต่รัฐบาลไม่ควรเป็นคนมาทําลายขวัญกําลังใจ ไม่ควรมาสร้างปัญหาที่อาจจะเป็นชนวน ความแตกแยก โดยเฉพาะในเรื่องพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ซึ่งประเด็นนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะเป็นตัวแทนรัฐบาลนะครับที่รับทราบความห่วงใยว่าประเด็น ดังกล่าวนั้นมันซ้ําเติม ๒-๓ เดือนที่ผ่านมาคนไทยเผชิญภัยพิบัติอุทกภัยรุนแรงมากอยู่แล้ว สิ้นเนื้อประดาตัวกันทั้งประชาชนที่อยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และที่อยู่ในอีก ๒๕ จังหวัด แต่วันนี้ รัฐบาลกําลังซ้ําเติมด้วยการสร้างเงื่อนไขชนวนความแตกแยก หวังว่าความเห็นของ ท่านผู้นําฝ่ายค้านจะดึงสติเตือนสติท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้ทบทวนอย่าได้ ซ้ําเติมประเทศชาติด้วยการกระทําของรัฐบาลในยามที่ฝ่ายค้านของเรานั้นก็พยายามที่จะ ประคับประคองให้ข้อเสนอแนะแล้วพยายามที่จะไม่ให้มีการเมืองในยามที่บ้านเมืองกําลัง ประสบปัญหาและราษฎรกําลังทุกข์ยาก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถ้ารัฐบาลจะได้นําความเห็น แล้วก็ไปทบทวน ผมคิดว่าเฉพาะปัญหาอุทกภัยก็รับมือแทบจะไม่ได้อยู่แล้ว อย่าให้มีปัญหาอื่น เข้ามานะครับ จะไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ ขอบคุณท่านประธาน