สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ชนินทร์ รุ่งแสง หารือเรื่องการร่วมแรงร่วมใจในการแก้ไขวิกฤติของประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหา และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบและปรับเปลี่ยนงบประมาณให้เหมาะสมกับสถานการณ์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีบุคลากรที่มีทักษะความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการแผ่นดิน

นายชนินทร์ รุ่งแสง กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเป็นที่ทราบดีแล้วก็ตระหนักกับคนไทยทุกคนนะครับ ขณะนี้เราอยู่ท่ามกลางวิกฤติที่เป็นหายนะครั้งหนึ่งของประเทศ แน่นอนที่สุดผมคิดว่า การที่เราจะฝ่าฟันไปได้ก็ต้องอาศัยทุกภาคส่วนในการที่จะร่วมแรงร่วมใจกันในการต่อสู้ คนไทยต้องเป็นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ผมคิดว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากจะถือโอกาสตรงนี้ได้ประชาสัมพันธ์ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เราถือว่าเป็นฝ่ายค้านที่มีความ พยายามที่จะร่วมแรงร่วมใจกับทุกภาคส่วนนะครับ เรามีการอาสาสมัครในเรื่องของ การจัดทําถุงยังชีพ เมื่อเช้าที่มีการพูดถึงว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไปนําถุงยังชีพ ของราชการไป แล้วก็มีการโต้เถียงกันไป ต้องยืนยันว่าสําหรับผมเองในเขตพื้นที่ของผม ที่มีพื้นที่ท่วมอย่างเรียกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ดีนะครับ เราใช้ถุงยังชีพที่มาจากอาสาสมัคร ของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้นครับ ไม่เคยไปใช้ในส่วนของราชการเลย และที่สําคัญที่สุด เรามีน้ําใจจาก ส.ส. ชาวใต้ ภาคใต้ของเรานะครับที่มาร่วมแรงร่วมใจกัน ก็พยายามที่จะมี การบริการอาหารเรียกว่า ครัวชาวใต้ บริการในหลาย ๆ พื้นที่ ตรงนี้ก็ต้องขอชื่นชม แล้วก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่ผมคิดว่าหลาย ๆ ภาคส่วนก็คงจะต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เช่นเดียวกันนะครับ แน่นอนที่สุดครับวันนี้เป็นโอกาสที่รัฐบาลก็คงจะต้องแสดงความ รับผิดชอบ แล้วก็เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้ใช้งบประมาณซึ่งถือว่าเป็นส่วนสําคัญในการที่จะ นําไปแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเยียวยาและป้องกันในอนาคตต่อไป ท่านประธานครับ งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ต้องถือว่าเป็นงบประมาณที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ผมและทุกคนก็หวัง เป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลก็คงจะได้รับรู้รับเห็นแล้วก็นําไปสู่การปรับเปลี่ยนที่ให้เหมาะสมกับ สถานการณ์ แต่อย่างไรก็ตามครับผมเองรู้สึกว่าการรับความรู้สึกและสะท้อนออกมาจาก งบประมาณของรัฐบาลนั้นยังไม่มีความรู้สึกที่เหมาะสมเพียงพอ แม้กระทั่งขออนุญาตนะครับ ถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้บอกว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและภายนอก ประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี ทําให้คาดว่าเศรษฐกิจประเทศไทยในปี ๒๕๕๕ ยังสามารถจะขยายตัว ได้ประมาณ ๔.๕-๕.๕ ผมคิดว่าถ้อยแถลงตรงนี้ก็เป็นถ้อยแถลงที่ผมอยากจะท้วงติงว่า ในขณะที่หลาย ๆ ส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบงก์ชาติได้ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยจะมี การถดถอยลงประมาณ ๑.๒ ซึ่งเป็นการคาดการณ์ถึงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ยังไม่ได้รวมความเสียหายที่เกิดจากน้ําที่จะมา ถึงกรุงเทพฯ ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมต้องท้วงติงว่าการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางรัฐบาล ยังไม่ได้มีการปรับตัวเท่าที่ควร ผมคงไม่สามารถที่จะไปท้วงติงท่านนายกรัฐมนตรีได้ครับ เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคที่ท่านนายกรัฐมนตรีประเทศไทยมีหน้าที่อ่านอย่างเดียว ก็คงจะท้วงติง ไปยังคนที่เขียนถ้อยแถลงตรงนี้นะครับว่า ไม่ทราบว่าท่านใช้สมมุติฐานอย่างไร เพราะว่า ตรงนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ผิดไปสู่นักลงทุน ไปสู่ภาคประชาชน

อีกประการหนึ่งที่เป็นการที่แสดงให้เห็นถึงการไม่ปรับตัวให้เข้ากับ สถานการณ์ก็คืองบประมาณที่ยังหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับงบประมาณประชานิยมที่ไปสร้าง จินตนาการในช่วงการหาเสียงจนลืมถึงความจําเป็นเหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น งบประมาณที่ใช้กับเรื่องของโครงการประชานิยมต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้ดูแล้วก็เน้นถึงเรื่องของ ความจําเป็น ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรก หรือบ้านหลังแรก ผมต้องเรียนนะครับว่าขณะนี้ ความจําเป็นของประชาชนคงไม่ใช่รถหลังแรกหรือบ้านหลังแรกครับ เป็นความจําเป็นที่เขา ต้องการที่จะได้บ้านเดิม รถคันเดิมเขาคืนมามากกว่า เพราะฉะนั้นต้องท้วงติงไปว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่จําเป็น แต่ต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจําเป็นด้วย และสิ่งสําคัญที่สุดก็คือว่าต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าวันนี้เป็นการพิจารณา งบประมาณ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการเสียโอกาสของรัฐบาลที่เลื่อนระเบียบวาระในการพิจารณา เรื่องของน้ําท่วมที่ยังค้างอยู่ เป็นการเสียโอกาสที่รัฐบาลไม่ได้ใช้ข้อมูลที่จะมาจากสมาชิก ที่ประสบภัยแล้วก็ได้รับจากประชาชนมาพิจารณา ในการที่จะไปจัดสรรงบประมาณ วันนี้ ถ้าหากเราพูดถึงปัญหาเรื่องอุทกภัยแล้วพรุ่งนี้เรามาพูดถึงเรื่องการจัดสรรงบประมาณ การจัดสรรงบประมาณนั้นอาจจะเป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนก็ได้ การจัดสรรงบประมาณก็อาจจะไม่เป็นการจัดสรรที่เหวี่ยงแหคลุมไปว่าวันนี้เราต้องใช้ งบประมาณเพียงแค่ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมถามว่าสมมุติฐานว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนี่ เยียวยาได้แค่งบ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างนั้นจริงหรือ มันไม่ใช่ ท่านก็ไปเหวี่ยงแหไปตัด งบประมาณมาจากหน่วยงานต่าง ๆ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วบางหน่วยงาน ก็สามารถที่จะปรับลดได้มากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ บางหน่วยงานก็อาจจะมีความจําเป็น ท่านไม่ได้มีโอกาสพิจารณาถึงความจําเป็นและเหมาะสม เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องหนึ่งคงต้องท้วงติงไว้ด้วยว่า เรื่องของการบรรจุระเบียบวาระที่จะให้เหมาะสมกับ การที่จะแก้ไขปัญหาที่จะนํางบประมาณไปสู่การใช้จ่ายอย่างตรงเป้าแล้วก็เกิดประโยชน์ สูงสุดนั้นมันเสียโอกาสตรงนี้ไป ท่านประธานครับ อย่างไรตามผมคิดว่างบประมาณเป็น ส่วนสําคัญในการที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา แต่ส่วนสําคัญที่สุดประการหนึ่งซึ่งไม่ควรลืม ในการที่จะต้องใช้ควบคู่กันไป ก็คือเรื่องของบุคลากรก็คือคนที่มีทักษะความรู้ความสามารถ ในการที่จะเข้ามาใช้งบประมาณในการที่จะบริหารจัดการแผ่นดิน ต้องยอมรับครับว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดทรัพยากร ไม่ได้เกิดขึ้นจากการไม่มี งบประมาณ แต่เกิดขึ้นจากการบริหารงานที่เกิดความผิดพลาด ในเรื่องของการใช้ข้อมูล ต่าง ๆ ให้ประชาชนได้รับทราบเตรียมตัวก็ดีผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา ขาดความน่าเชื่อถือ ตลอดเวลา แม้กระทั่งล่าสุดในฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร ในส่วนของฝั่งธน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเขตตลิ่งชัน หรือว่าทวีวัฒนา ข้อมูลข่าวสารที่ควรจะได้รับก็ไม่ได้รับ อย่างทันท่วงทีและตรงไปตรงมา ทั้ง ๆ ที่เรามีหน่วยงานราชการ เรามีข้อมูลต่าง ๆ ที่ควรจะ ได้ส่งข้อมูลต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนได้เตรียมตัว และแน่นอนที่สุดผมคิดว่าถ้าหาก ประชาชนได้การเตรียมตัวที่ถูกต้องเหมาะสมแล้วนี่เขาก็สามารถที่จะดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เมื่อพูดถึงการจัดการบริหารเรื่องของการแก้ไขปัญหาก็อดจะพูดถึงเรื่องของการบริหาร จัดการง่าย ๆ ครับ เรื่องของของบริจาคที่จําเป็นไม่ว่าจะเป็นน้ําดื่ม หรือว่าส้วมที่ลอยน้ําได้ ผมลงไปในพื้นที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมากครับ ต้องการส้วม พื้นที่ตลิ่งชันเป็นพื้นที่ที่มี ท้องร่องท้องสวนนะครับ ชาวบ้านเดือดร้อนมาก น้ําท่วมนี่นะครับก็ไม่รู้จะไปผ่อนทุกข์ ผ่อนเบาอย่างไรนะครับ เขาก็ขอส้วมลอยน้ํามา ผมเองก็จนปัญญา ผมเองก็บอกเขาว่าผม เป็นพรรคฝ่ายค้าน ผมเองก็เห็นรัฐบาลเขามีอยู่ที่ดอนเมือง ผมก็ได้ขอเขาไป ผมก็ไม่รู้ว่าในการ บริหารจัดการทั้ง ๆ ที่มีคนไปบริจาค มีความต้องการแต่ว่าไม่ถึงมือพี่น้องประชาชนนั้น ตรงนี้แหละครับผมคิดว่าเป็นส่วนสําคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการนั้นมีส่วนสําคัญมาก พอ ๆ กับการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาเยียวยา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมคิดว่าประเทศไทย และผมเองก็เป็นครั้งแรกนะครับ ที่ได้เห็นความเสียใจของผู้นําประเทศ ได้เห็นน้ําตา ไม่ว่าจะเป็นน้ําตาของความเหน็ดเหนื่อย ของผู้นําประเทศเป็นครั้งแรกจริง ๆ แต่ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามมันไม่สามารถเปรียบเทียบแล้ว ก็ทดแทนได้เลยกับความเสียใจแล้วก็น้ําตาของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนะครับ ต้องบอกว่า ทั้งประเทศ เพราะว่า ๑๐ กว่าล้านคน ที่เขาเสียใจจากผลกระทบโดยตรง แล้วก็ทั้งประเทศ ที่เขาเห็นใจเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องคนไทยด้วยกันเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องสะท้อนออกมา เข้มแข็งในการที่จะบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณ วันนี้ถือว่าเป็นโอกาส สําคัญที่รัฐบาลจะใช้นอกจากเวลาโอกาสไปซับน้ําตาตัวเองแล้ว ผมคิดว่าถ้าหากท่านใช้ งบประมาณอย่างถูกต้องเป็นธรรมไม่เห็นแก่พวกพ้อง และที่สําคัญที่สุดก็คือว่า นําข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่พวกผม ต้องใจกว้างนะครับ นําไปปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดให้กับประชาชน และนําไปสู่การฟื้นฟูประเทศอย่างยั่งยืน ท่านต้องใจกว้างถึงจะเป็น การซับน้ําตาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืนต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ