ฮอชาลี ม่าเหร็ม อภิปรายงบประมาณและประเด็นปัญหาสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสถานการณ์ทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์การส่งสัญญาณนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลและเรียกร้องให้ผู้นำลงพื้นที่มอบนโยบายโดยตรง
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในวันนี้เราได้ มีการอภิปรายในเรื่องของงบประมาณในหลากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ําท่วม เรื่องของปัญหาสังคม เศรษฐกิจ แล้วก็มาช่วงท้ายตรงนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของการเมือง แล้วก็ ความมั่นคง
ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลได้จัดงบประมาณปีนี้ ๒,๓๐๐,๐๐๐ ล้านกว่าบาท แล้วก็ได้วางยุทธศาสตร์ในการที่จะรองรับงบประมาณต่าง ๆ เอาไว้หลายยุทธศาสตร์ แต่ประเด็นที่ผมอยากจะมาอภิปรายในสภาในวันนี้นั้น เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ การสร้างความสมดุลในเชิงของสังคม แล้วก็วางรากฐานในสังคม แล้วก็ท่านได้จัดแผนงาน เอาไว้ในเรื่องนี้ทั้งหมด ๑๓ แผนงาน แต่ประเด็นที่ผมอยากจะขออภิปรายเจาะลึกลงไป ก็เป็นแผนงานในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่มี ความสําคัญและได้รับการดูแลในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ได้วางยุทธศาสตร์แล้วก็ตั้งงบประมาณเอาไว้สําหรับในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่รวมไปถึงงบในการบริหารจัดการของศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และงบประมาณในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกองทัพในฐานะที่เป็น กอ.รมน. ในพื้นที่ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา ๓ เดือนเศษ ๆ แต่ปัญหาที่ถือว่าเป็นการจัดลําดับความสําคัญต้น ๆ ของประเทศ แล้วก็ เห็นได้จากการจัดงบประมาณที่เกือบจะทุกกระทรวง ทบวง กรมจะต้องให้ความสําคัญ นั่นก็คือปัญหาสถานการณ์ที่ร้อนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมา ก็ได้เกิดเหตุการณ์ของความรุนแรงหลายพื้นที่แล้วก็การก่อเหตุสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มมีการ พัฒนาในเชิงของความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้จากกรณีคาร์บอม (Car bomb) ที่สุไหงโก-ลก จะเห็นได้จากกรณีคาร์บอมที่จังหวัดยะลา แล้วก็ความรุนแรงในพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายพื้นที่ ทั้ง ๆ ที่เป็นปัญหาที่มีความสําคัญท่านประธานครับ แต่ผู้นําของประเทศที่ผ่านการเลือกตั้ง และได้รับพระบรมราชโองการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นยังไม่เคยลงไปในพื้นที่ ยังไม่เคยให้ ความสําคัญกับปัญหานี้โดยการลงไปมอบนโยบายให้กับข้าราชการผู้ปฏิบัติในพื้นที่แม้แต่ สักครั้งเดียว ทั้ง ๆ ที่ท่านก็มีเวลา ผมเชื่อว่าท่านสามารถที่จะจัดตารางกําหนดการในการ ทํางานได้ แต่ปัญหาที่สําคัญตรงนี้ท่านยังไม่เคยลงไปในพื้นที่ เพราะการแก้ไขปัญหา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นลําพังการแถลงนโยบายในสภาผู้แทนราษฎรและพูดถึงการ แก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดนั้นทุกรัฐบาลสามารถที่จะแถลงสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันได้ แต่การส่งสัญญาณในเชิงนโยบายนั้นมีความต่างกัน ความรุนแรงที่มันเกิดขึ้นใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้นมันเกิดจากการส่งสัญญาณที่ผิด ทําไมเหตุการณ์ในสมัยของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จึงมีนโยบายอีกแนวหนึ่ง ก็คือการอํานวยความยุติธรรม แต่ทําไม ช่วงเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นในรัฐบาลสมัยปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๖ และ พ.ศ. ๒๕๔๗ ทําไมเหตุการณ์ซึ่งมันเกือบจะสงบไปแล้วมันก็มีการลุกลามแล้วก็เกิดเป็น เหตุการณ์ของความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มันเป็นเรื่องของการส่งสัญญาณในเชิงนโยบาย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยกตัวอย่าง ทั้ง ๆ ที่ก็ได้เคยยกตัวตัวอย่างในหลายเวที มาแล้ว แต่ก็จําเป็นต้องพูดเพราะมันมีการโยงไปถึงเรื่องของงบประมาณ ว่าการส่งสัญญาณ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๕๗ นั้นเป็นการส่งสัญญาณที่ส่อถึงความรุนแรง มุมมองของผู้นํา ในปัญหาของ ๓ จังหวัดนั้นเป็นมุมมองที่มองเฉพาะเขตพื้นที่ มองเฉพาะในเรื่องของ การเลือกตั้งว่าเขตตรงนั้นมีจํานวน ส.ส. เพียงแค่ไม่กี่คน เพราะฉะนั้นการที่จะกําหนด นโยบายลงไปนั้นไม่จําเป็นจะต้องไปแคร์ถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่ มันจึงเป็นที่มา ของนโยบายที่เราเรียกว่า กําปั้นเหล็ก ข้าราชการฝ่ายความมั่นคง ตํารวจ ทหารบางส่วน ก็ให้ข้อมูลในเชิงที่ผิด ๆ ว่าผู้ที่ก่อเหตุนั้นมีเพียงแค่ไม่กี่คน จึงเป็นที่มาของคําว่า โจรกระจอก ซึ่งมีไม่กี่คนประมาณ ๓๐๐ กว่าคน ใช้เวลาในการดูแลเรื่องนี้ให้มันจบสิ้นภายในเวลา ๓ เดือน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาใน ๓ จังหวัดนั้นไม่เหมือนกับการแก้ไขในเรื่อง ของยาเสพติด ไม่เหมือนกับ ๒,๕๐๐ ศพที่จัดการในเรื่องของยาเสพติด มันมีความซับซ้อน ในเรื่องของสถานการณ์ เพราะฉะนั้นเมื่อส่งสัญญาณที่ผิดเหล่านี้จึงเป็นที่มาของการขยาย วงกว้างของเหตุการณ์ของความรุนแรง และทําให้เกิดเหตุการณ์ที่ในบรรดาผู้นําศาสนา นักวิชาการในพื้นที่ ตลอดจนนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกมองเห็นว่าเป็นปัจจัยที่ทําให้เกิด ความรุนแรงมากจนถึงขณะนี้คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ๒ กรณี ท่านประธานครับ ก็คือ เรื่องของตากใบและในเรื่องของการอุ้มทนายสมชาย ซึ่งเป็นทนายความที่ต่อสู้เพื่อบุคคล ทั่วไปตลอดจนคนที่โดนคดีในเรื่องของ ๓ จังหวัดภาคใต้ เหตุการณ์ตากใบที่มี พี่น้องประชาชนล้มตาย ตายภายในวันเดียวกันประมาณ ๘๐ กว่าศพท่านประธานครับ เป็นเรื่องของการชุมนุน ในเดือนรอมฎอนเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมความเป็นธรรมในอําเภอเล็ก ๆ แต่มันทําให้มี ความลุกลามแล้วก็ประชาชนโดนจับและล้มตายใน ณ วันนั้น ๘๐ กว่าศพ มันจึงเป็นที่มา ของความรุนแรง ช่วงนั้นผู้ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในขบวนการของอาร์เคเค (RKK) นั้นมีมากในยุค ที่มันเกิดเหตุการณ์ตรงนี้ อดีตประธานกรรมการอิสลามประจําจังหวัดนราธิวาสได้พูด ในที่ประชุมของกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยบอกว่าเหตุการณ์ของตากใบนั้นทําให้ ความพยายามของทุกรัฐบาลนั้นต้องถอยหลังเข้าไปอีก ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านมาดูแลในเรื่องของการบริหารประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าท่านจะส่งสัญญาณอย่างไร
ในสมัยที่ผ่านมารัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านก็ได้วางโครงสร้างไว้ อย่างเดินมาถูกทาง นั่นก็คือให้การเมืองนําการทหาร แล้วให้สภาผู้แทนราษฎรของเรานั้น ได้ออกกฎหมาย พ.ร.บ. การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้ทําหน้าที่ขององค์กรนี้ มาเป็นเวลา ๑๐ เดือน และได้รับการโหวต ได้รับการสํารวจความนิยมความพอใจ ว่าเป็นอันดับ ๒ ในพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้รองจากศาลยุติธรรม ประชาชนมีความพอใจในการดําเนินงานขององค์กรตรงนี้ แต่เป็นที่น่าเสียใจและน่าเสียดายว่า มาในยุคที่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามา ๓ เดือนนั้น ท่านไม่ได้หยิบ ยึดเอาแนวตรงนี้ กลับให้การดําเนินงานใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเข้าไปอยู่ในการดูแล ของทหารอีกครั้งหนึ่ง จึงเกิดองค์กรใหม่ขึ้นมาในช่วงเดือนที่ผ่านมาที่เรียกว่า ศปก.จชต. หรือว่าศูนย์บูรณาการการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของ กอ.รมน. หรือทหาร และให้ ศอ.บต. ซึ่งเป็นโครงสร้างซึ่งเกิดจาก พ.ร.บ. ที่เราทํากัน ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของทหารอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นนั่นคือการเดินทางที่ถูกหรือผิดผมอยากจะให้ทางรัฐบาลได้ไตร่ตรอง และใคร่ครวญในสิ่งที่ทําขึ้นมา และก็สถานการณ์มันก็เริ่มดีขึ้น เพราะฉะนั้นงบประมาณ ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมอยากจะให้รัฐบาลได้พิจารณาแล้วก็ปรับในเรื่องของการทํางาน ให้กลไกต่าง ๆ สามารถที่จะเดินตามของมันดังที่ได้เคยมีการปฏิบัติมาในพื้นที่ ขอบคุณครับ