อภิรักษ์ โกษะโยธิน หารือเรื่องน้ำท่วมทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือและภาคอีสาน และเรียกร้องการสนับสนุนจากท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับ 5 เรื่องที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการบริหารจัดการ การให้ความช่วยเหลือประชาชน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ การฟื้นฟูพื้นที่ที่มีน้ำท่วม และการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ให้น้ำท่วมไหลลงไปในช่วงที่เกิดน้ำแล้ง
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานในส่วนของประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในเรื่องน้ําท่วมวันนี้ได้แพร่กระจายไปในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ภาคเหนือ ลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาในภาคกลาง และพี่น้องในภาคอีสาน ซึ่งวันนี้มีพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ประชาชน เดือดร้อนมากกว่า ๒,๕๐๐,๐๐๐ คน ประเด็นที่มีความสําคัญที่เกิดความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรเป็นจํานวนประมาณ ๗,๕๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ แต่ว่าสิ่งที่มี ความสําคัญที่เกิดขึ้นก็คือหลายพื้นที่มีน้ําท่วมขังมาเป็นระยะเวลา ๑-๒ เดือน แล้วก็สถานการณ์ในวันนี้จากที่ได้รับรายงานจากท่านรัฐมนตรีก็ดี หรือรายงานข่าวก็จะพบว่า ปริมาณน้ําในเขื่อนหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หรือรวมถึงเขื่อนทั้งหมดประมาณ ๒๖ แห่งมีปริมาณน้ําเต็มเกือบทุกเขื่อนแล้ว แล้วก็เมื่อเช้า ก็ได้รับรายงานว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนภูมิพลก็มีการระบายน้ําในปริมาณน้ําที่มากขึ้น ในขณะเดียวกันทุกท่านทราบดีว่าพายุดีเปรสชันนาลแกได้ขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามแล้วก็ กําลังเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะฉะนั้น ประเด็นปัญหาตรงนี้ที่อยากเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง ก็คือประเด็นสาระสําคัญใน ๕ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือในเรื่องของการบริหารจัดการ ซึ่งถือว่าประเด็นที่มีความสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากกลไกของหน่วยงานในระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้ว สิ่งที่มี ความสําคัญที่ทางรัฐบาลและท่านนายกรัฐมนตรีจําเป็นที่จะต้องดําเนินการ ก็คือการดึง ความร่วมมือของหน่วยงานอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกองทัพ ซึ่งก็จะมียุทโธปกรณ์ มีหน่วยงาน รวมทั้งกําลังพลที่จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับ ความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาในภาคกลางและลุ่มแม่น้ํายม น่าน บริเวณจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย แล้วก็หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ในขณะเดียวกันการดึงความร่วมมือจากหน่วยงานเอกชนก็ดี เครือข่ายขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมีความพร้อมในการทํางานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน แล้วก็ประเด็น ที่สําคัญ ที่ผมคิดว่าน่าที่จะต้องมีการดึงความร่วมมือให้มากขึ้นก็คือในเรื่องของเครือข่าย จิตอาสาและอาสาสมัครต่าง ๆ เมื่อปีที่แล้วทางรัฐบาล ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ระดมความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษาอาชีวะที่ได้เข้ามาช่วยในเรื่องของการที่จะดําเนินการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีความจําเป็น เช่น ส้วมลอยน้ํา เรือ และอุปกรณ์ที่พี่น้องประชาชน ต้องการแล้วก็ส่งความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่
ประเด็นที่มีความสําคัญอีกเรื่องก็คือในเรื่องของการนําเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาใช้ในเรื่องที่จะสามารถในการที่จะแจ้งเตือนภัยส่งข้อมูลข่าวสารให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งประเด็นนี้สิ่งที่ผมคิดว่าทางรัฐบาลเองน่าที่จะดึงความร่วมมือในหน่วยงานต่าง ๆ นอกเหนือจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็คือหน่วยงาน เช่น ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงไอซีที หน่วยงานทางด้านสํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสท์ดา (GISTDA) ซึ่งก็จะมีข้อมูลทางด้านสารสนเทศที่จะสามารถที่จะช่วยพยากรณ์ ในเรื่องของการไหลของน้ํา การเชื่อมโยงในเรื่องของระบบการพยากรณ์อากาศ และที่สําคัญยิ่ง ก็คือการเชื่อมโยงกับเครือข่ายเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเอสเอ็มเอส (SMS) ซึ่งวันนี้เราเห็น องค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลือ แต่ว่าจะเน้นในเรื่องของการให้บริจาค ให้ประชาชนบริจาคผ่านเอสเอ็มเอส แล้วก็เอาเงินผ่านเครือข่ายสถานีโทรทัศน์รวบรวม ไปช่วยประชาชน แต่ว่าถ้าเราสามารถดึงข้อมูลต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาลมีกลไกแล้วสามารถ แจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชน ปรับเปลี่ยนผังรายการของสถานีโทรทัศน์ให้เป็นสถานี ที่มีการแจ้งเตือนภัยในทุกชั่วโมงหรือในช่วงที่มีสถานการณ์เร่งด่วน เหมือนสักครู่นี้ ที่เพื่อนสมาชิกพูดถึงนะครับ สถานการณ์ที่ถนนขาด สถานการณ์น้ําท่วมขัง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อวาน แล้วเชื่อมโยงกับเครือข่ายวิทยุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายวิทยุชุมชน ซึ่งวันนี้กระจายไปในทุกพื้นที่ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลัก ในการที่จะช่วยกระจายข่าวให้พี่น้องทราบว่าในพื้นที่ไหนจําเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการอพยพผู้คนไปในจุดที่สามารถที่จะไปรวมตัวกัน ปริมาณน้ําที่จะเข้ามา ในพื้นที่ในอีก ๒๔ ชั่วโมง หรือปริมาณของน้ําฝนที่จะตกหนักในกรณีที่จะมีพายุนาลแก ที่จะเข้ามา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมเชื่อว่าถ้าทางรัฐบาลได้ใช้กลไกในเรื่องของ เทคโนโลยีต่าง ๆ และหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยในเรื่องของการพยากรณ์และแจ้งเตือน ผ่านเครือข่ายเอกชนต่าง ๆ ก็จะทําให้พี่น้องประชาชนได้มีการเตรียมตัวนะครับ ในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน
ประการที่ ๓ ก็คือในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือและการเยียวยา พี่น้องประชาชนต้องทําด้วยความรวดเร็วและตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ ยกตัวอย่าง วันนี้พี่น้องในภาคกลางหลาย ๆ พื้นที่ต้องการเรือ ต้องการสุขา เพราะว่าบ้านเขาจมน้ํามาเป็นระยะเวลานานไม่สามารถที่จะเดินทางออกมาได้ หลายครั้งเรา เห็นหน่วยงานราชการและเอกชนไปมอบถุงยังชีพ แต่ว่าหลายครั้งก็จะไปมอบในจุดเดิมนะครับ ในจุดที่ลึกห่างไกลก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะเข้าไปสํารวจ จัดทําจุดที่สามารถที่จะทําเป็นจุดอพยพหรือแม้แต่การตั้งโรงครัว งบประมาณแทนที่จะไป ซื้อถุงยังชีพอย่างเดียวก็ไปจ้างแรงงานในพื้นที่ให้เขาสามารถที่จะมาทําอาหาร เพราะว่าบางที ส่งถุงยังชีพไปก็ไม่สามารถที่จะหุงหาอาหารได้ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ อันนี้ก็เป็น ประเด็นความช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ภาคกลางจังหวัดปริมณฑลและกรุงเทพมหานครบางส่วน จะพบว่าวันนี้เกิดปัญหา หมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านเก่าหมู่บ้านต่ําจะมีน้ําท่วม ประชาชนไม่สามารถที่จะเดินออกจากบ้านได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถระดมความช่วยเหลือจากเหล่าทัพ ระดมความช่วยเหลือจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการที่จะเข้าไปทําสะพานไม้ วางกระสอบทราย ตั้งเครื่องสูบน้ํา ระบายน้ํา หรือแม้แต่การนํารถขนาดใหญ่ของเหล่าทัพไปช่วยให้ประชาชนสามารถสะดวก ที่จะเดินทางไปทํางานหรือเดินทางออกจากบ้านได้ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่มีความสําคัญ
ในส่วนสุดท้าย ก็คือปริมาณน้ําที่จะเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล ก็เป็นเรื่องที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครต้องทํางาน ใกล้ชิดกับกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ํา ซึ่งต้องเรียนผ่านทาง ท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า จริง ๆ แล้วตรงนี้มีคณะกรรมการที่ได้เคย ดําเนินการอยู่แล้ว เชื่อมโยงกับสํานักงาน กปร. จะมีตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่า กทม. หน่วยงานกรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านน้ํา กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือที่จะช่วยในการบริหารจัดการน้ํา วัดปริมาณน้ําทะเลหนุนสูง และที่สําคัญก็คือ ในช่วงปลายเดือนนี้ก็จะมีน้ําทะเลที่จะหนุนสูงเข้ามา เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นประเด็นที่ อยากฝาก
และสุดท้ายนะครับ ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวที่จะฝากถึงรัฐบาล ก็คือในเรื่องของมาตรการที่จะเข้าไปเร่งฟื้นฟูในบางพื้นที่ซึ่งปริมาณน้ําอาจจะเริ่มลด และจําเป็นที่จะต้องเร่งเข้าไปดําเนินการฟื้นฟู และสุดท้ายที่สําคัญก็คือในเรื่องของ การดําเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผนแม่บทในอนาคตที่จะบริหารจัดการน้ําไม่ให้นํา น้ําท่วมไหลลงไปแล้วไม่ได้เก็บใช้นะครับ ในช่วงที่เกิดน้ําแล้ง และแนวทางในเรื่องของ การที่จะส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาบริหารจัดการแก้มลิงชุมชนหรือบ่อพักน้ํา ขนาดเล็กที่จะช่วยในเรื่องของการกักเก็บน้ําในกรณีที่มีปริมาณน้ําท่วม แล้วก็สุดท้ายที่สําคัญ ก็คือในเรื่องของการที่จะบริหารจัดการในเรื่องผังเมืองนะครับ แทนที่จะเป็นผังเมืองในระดับ จังหวัด ก็เป็นในระดับกลุ่มพื้นที่หรือกลุ่มจังหวัดที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องของการป้องกัน ในเรื่องของพื้นที่นะครับ ที่มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ําไหล การเกิดของหมู่บ้านโครงการ ในสมัยใหม่ที่ไปขวางทางน้ําไหล และที่สําคัญก็คือในพื้นที่น้ําท่วมซ้ําซาก ต้องปรับพื้นที่นะครับ ให้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพื้นที่ยกสูงนะครับ ซึ่งหลาย ๆ จังหวัด ในลุ่มแม่น้ําภาคกลางก็ได้ดําเนินการใช้อยู่ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นประเด็นหลัก ๆ นะครับ ที่อยากฝากท่านประธานสภาถึงทางรัฐบาลที่จะเร่งดําเนินการแก้ไขพี่น้องประชาชนต่อไป กราบขอบพระคุณครับ