สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๙ · ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๕

อาคม เอ่งฉ้วน พูดถึงปัญหาความตกต่ำของราคายางพารา โดยอธิบายว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดีเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคายางพาราตกต่ำ นอกจากนี้ยังอธิบายว่ากรมวิชาการได้ทดลองปลูกยางพาราในภาคอีสานและประสบความสำเร็จ และยังระบุว่าเกษตรกรที่ปลูกยางพารามีเงินเก็บด้วยตัวเองและเป็นพืชตัวเดียวที่มีเงินเก็บนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องราคายางพาราในภาคใต้ โดยระบุว่ารัฐบาลส่งสัญญาณให้ราคายางพาราขึ้น และเก็บสต็อกยางพารา แต่ไม่สามารถควบคุมราคายางพาราได้ และขอความช่วยเหลือจากคณะกรรมการนโยบายยางแห่งประเทศไทยในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ส่งออกยางพารา

นายอาคม เอ่งฉ้วน บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอใช้เวลา ตามที่ท่านประธานท่านก่อนได้อนุญาตไว้คือ ๗ นาที สําหรับความเมตตาของท่านประธาน คนใหม่ผมก็เกรงใจนะครับ และผมก็จะพยายามรักษาเวลา เพื่อประโยชน์แห่งสภานี้ และพี่น้องเกษตรกรชาวไทยที่ปลูกยางพาราและเกษตรกรหรือพี่น้องที่เป็นธุรกิจเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับยางพาราจะได้ทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทํางานของสภานี้ร่วมกัน ก็คือว่า การที่รัฐบาลนํากฎหมายฉบับนี้เข้ามาสู่สภาเป็นครั้งที่ ๒ ผมคิดว่านั่น เป็นความก้าวหน้าเพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาครั้งที่ผมรับผิดชอบเรื่องยางพาราในรัฐบาล ของ ฯพณฯ ชวนก็เคยดําเนินการเรื่องนี้อยู่ แต่ว่าในช่วงนั้นเวลามันไม่พอเพราะเนื่องจาก การรวมองค์กรทั้งหลายท่านประธานก็คงทราบ องค์กรสํานักงานกองทุนสงเคราะห์ การทําสวนยาง องค์การสวนยางซึ่งมีพนักงานเป็นพันคน และยังเอาสถาบันวิจัยยาง ซึ่งเป็นข้าราชการประจําเข้าไปรวมอีก มันเป็นเรื่องยากมาก แม้กระทั่งที่มาของบุคลากร ก็มาต่างกัน บางองค์กรมาจากปริญญาตรี ปวส. ปวช. บางองค์กรมาจาก ป. ๔ ก็มี เพราะฉะนั้นไปรวมกันเป็นองค์กรเดียวที่เรียกว่าการยางแห่งประเทศไทยมันยากมาก เพราะฉะนั้นรัฐบาลของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จึงดําเนินการนําเข้าสู่สภาสําเร็จ แต่ว่ามันอาถรรพ์ยุบสภาไปก่อน รัฐบาลนี้ก็นําเข้ามาอีกผมก็หวังว่าน่าจะได้ผ่านประกาศใช้ เป็นกฎหมายได้ สาระสําคัญก็คือว่าเนื่องจากว่าในช่วงรัฐบาลของท่านชวนราคายางพารา มันตกต่ํา คือราคายางพาราของประเทศไทยต้องยอมรับว่าไม่ได้หมายความว่าจะต้อง ดีตลอดไป พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกยางพาราโปรดทราบครับ คือความต้องการของโลก มากเท่าไรยางพาราก็จะขายได้ดีเท่านั้น และเมื่อความต้องการของโลกมากแสดงว่าเศรษฐกิจ ของโลกต้องดีด้วย เพราะยางพาราส่วนมากเอาไปทําล้อรถยนต์ อุตสาหกรรมรถยนต์ แล้วก็ถุงมือแพทย์ ระยะหลังนี้ถุงมือแพทย์ใช้มาก ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็ไม่ดีอีก ราคายางพาราก็ย่ําแย่ เพราะฉะนั้นใครจะปลูกยางพาราตรงไหนในประเทศไทย ผมไม่อิจฉานะครับ แต่ว่าผมขออนุญาตให้ข้อมูลอย่างนี้ท่านประธานครับ ยางพาราได้ทดลองปลูก ในภาคอีสาน เป็นพระราชดําริขององค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ท่านอยากจะให้ ภาคอีสานมันมีความเขียวขจี แต่เนื่องจากว่ายางพาราเป็นพืชที่ต้องปลูกในพื้นที่ที่มีน้ําฝน ปริมาณไม่ต่ํากว่า ๑,๐๐๐ มิลลิเมตรต่อปี พูดง่าย ๆ ว่าต้องมีความชื้นด้วยมันถึงปลูกได้ แล้วก็ดินร่วน ดินเหนียวปลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครที่ปลูกยางพาราในนาเตรียมตัวขาดทุนได้ ไม่สําเร็จ ในจังหวัดพัทลุงเป็นต้นท่านไปดู คนที่มาจากจังหวัดพัทลุงจะรู้ดีว่ายางพารา ในจังหวัดพัทลุงไม่สําเร็จปลูกในนาข้าวไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นเมื่อองค์สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ ท่านลองให้กรมวิชาการทดลองปลูกอันนี้อธิบดี ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ เป็นคนให้ข้อมูลกับผมว่าปลูกได้ไหมในภาคอีสานกรมวิชาการก็ไปทดลองปลูก แต่การปลูก ในระยะแรกไม่ได้ปลูกในเชิงธุรกิจ เพราะฉะนั้นกิ่งมันจึงไม่ได้มีการลิดกิ่งไม่ได้ตัดกิ่ง เพราะฉะนั้นยางพารารุ่นแรก ๆ ในภาคอีสานเราจึงเห็นว่าต้นเตี้ยแล้วก็กิ่งเยอะ เพราะว่า มันไม่ได้ตัดเหมือนปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้คนอีสานก็เก่งแล้วเหมือนคนภาคใต้ สามารถลิดรอน กิ่งที่เราตัดถึงได้ที่เราเอื้อมถึงได้ พอเราตัดกิ่งตรงนี้ได้มันก็ชะลูดขึ้นต้นยางพาราก็เลย ต้นสวย ๆ และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเมื่อเห็นว่าปริมาณน้ําฝนมันเพียงพอก็สามารถ นําไปปลูกได้ในภาคอีสาน ครั้งที่กระผมได้มีหน้าที่รับผิดชอบ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เสนอกฎหมายเข้ามาแก้ในสภาให้คนที่ไม่เคยปลูกยางพารามาก่อนปลูกยางพาราได้ อันนี้สําคัญนะครับ ที่มันระบาดไปที่ภาคอีสานก็เพราะว่าเมื่อก่อนสํานักงาน กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางเขาจะเก็บจากชาวสวนยางพารา ไม่ได้เก็บจากรัฐบาล เก็บจากชาวสวนยางพาราเวลาผลิตออกมาเป็นยางแผ่นดิบแล้วก็แปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน พอยางแผ่นรมควันส่งออกไปในต่างประเทศเก็บกิโลกรัมละ ๒ บาท ๑.๕๐ บาท ๒ บาท ๓ บาท ปัจจุบันนี้ ฯพณฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ แก้หลังจากยางพารากิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ให้เก็บไม่ต่ํากว่า ๕ บาท ใน ๓ ปีที่ผ่านมารัฐบาลตั้งแต่ ฯพณฯ สุเทพ จนปัจจุบันนี้ กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางมีเงินเก็บ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่เป็นเงินของเกษตรกร ชาวสวนยางพาราล้วน ๆ ทุกต้นที่ปลูกยางพาราเก็บเงินไว้ที่ที่เรียกกันว่าเงินเซสส์ เมื่อสักครู่ นะครับ ที่หลายคนพูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นเงิน ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาล มันเป็นเงินของเกษตรกร มันจึงเป็นพืชตัวเดียวที่เกษตรกรมีเงินเก็บด้วยตัวเอง ปัจจุบันนี้ มันมีอ้อยและน้ําตาล แต่อ้อยและน้ําตาลก็ไม่ได้หักเงินจากเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ไม่เหมือน ยางพารา ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ที่ผมพูดว่า ฯพณฯ ชวน แก้กฎหมาย ขณะนั้น มีการแก้กฎหมายพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางพาราให้พี่น้องที่ไม่ได้ ปลูกยางพารามีที่ดิน ๕ ไร่ ๘ ไร่ ๑๐ ไร่ หัวไร่ปลายนา ถ้าเขาจะปลูกยางพาราให้สามารถ รับเงินสงเคราะห์การทําสวนยางพาราได้ เพราะในอดีตถ้าไม่แก้กฎหมายรับไม่ได้ เพราะเงินนี้ เป็นเงินของคนที่ปลูกยางพารา เมื่อเงินของคุณปลูกยางพาราเวลาโค่นยางพารา โค่นยางพาราก็ได้ค่าโค่น ค่าต้นยางพาราตอนหลังก็ขายได้ ค่าโค่นก็ได้ เพราะฉะนั้นกองทุน สงเคราะห์การทําสวนยางเวลาเราเปลี่ยนยางพาราใหม่เมื่ออายุ ๒๕ ปี ก็อนุมัติเงินให้ตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาท ๘,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ปัจจุบันนี้ ๑๖,๐๐๐ ต่อไร่ให้กับเกษตรกรไปเลย ๑๖,๐๐๐ บาท และต้นยางพารายังเป็นของเกษตรกรอีก ไปขายได้อีกไร่ละ ๔๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เกษตรกรมีเงินสําหรับที่จะปลูกแทนได้ แต่ในภาคอีสาน ทําอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าชาวภาคอีสานยังไม่มีต้นยางพารามาก่อน เงินยังไม่ได้เก็บ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่แก้กฎหมายก็ให้สงเคราะห์ไม่ได้ เมื่อเราแก้กฎหมายเราจึงบอกว่าคนที่ ไม่ปลูกยางพาราอนุมัติได้ไม่เกิน ๑๕ ไร่ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงบัดนี้ พี่น้องภาคอีสานจึงมีเงิน สงเคราะห์การทําสวนยางเข้าไปทดแทนให้ได้ ท่านประธานครับ ในกฎหมายฉบับนี้ หลังจากที่มีการรวมแล้วนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรี ที่นั่งฟังอยู่คนเดียวในรัฐบาลนี้ก็คือว่าตัวอย่างของกฎหมายฉบับนี้ที่เรียกว่าการยาง แห่งประเทศไทย ต่อไปเขาจะไม่เรียกผู้อํานวยการ หัวหน้าสูงสุดของการยางแห่งประเทศไทย เขาก็จะเรียกว่าผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ถามว่าทําไมต้องมีการจัดตั้งการยาง แห่งประเทศไทย เพราะว่าในช่วงใดก็ตามที่ราคายางพาราตกต่ํารัฐบาลไม่ต้องไปเอาเงินกู้ ธนาคารกรุงไทย รัฐบาลไม่ต้องหาเงินมาสนับสนุน ให้เขาบริหารได้ครบวงจร ทั้งผลิต ทั้งแปรรูปและส่งออก และในเรื่องของตลาดได้ด้วย นี่คือที่มาของการตั้งกฎหมายนี้ ซึ่งท่านประธานก็เคยเป็นกรรมาธิการกับผม ท่านก็ทราบเรื่องนี้ดี ท่านจะเห็นว่า ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สาระสําคัญเขาบอกว่าให้ดําเนินการให้ระดับราคายางพารา มีเสถียรภาพ นี่ละสําคัญที่สุดก็คือว่าจะต้องมีเสถียรภาพ เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้ เข้ามาในช่วงที่ราคายางพารามันตกต่ํา ราคายางพาราตกต่ําคือเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่แล้ว นะครับ ผมเชื่อว่าเกษตรกรฟังอยู่ ถ้ารัฐมนตรีตอบในสภาวันนี้อย่างมีสาระ อย่างมีวิสัยทัศน์ อย่างมีแนวทาง ผมว่าเผลอ ๆ พรุ่งนี้ยางพาราราคาขึ้น ถามว่าทําไมจึงเป็นเช่นนั้นครับ เพราะยางพารามันเป็นสินค้าที่ขายล่วงหน้า ชื่อภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ฟอร์เวิร์ด (Forward) คือสามารถกําหนดราคาล่วงหน้าได้เลยไม่ว่าจะขายประเทศจีน ขายประเทศเยอรมนี ขายประเทศสหรัฐเมริกา ขายประเทศแคนาดา พ่อค้าผู้ส่งออกในประเทศไทยเขาส่ง ไปขายล่วงหน้า พอขายล่วงหน้าเสร็จเขาก็เอาราคาที่ขายล่วงหน้ามากําหนดซื้อในประเทศ ถ้าเขาขายล่วงหน้าได้ในราคาแพง เขาก็ต้องกลับมาซื้อในราคาสูงแน่นอน และถ้ามีการแข่งขันกันมาก แน่นอนที่สุด ถ้ามีการแข่งขันกันมากราคายางพาราก็ตกต่ํา เพราะฉะนั้นในรัฐบาลในอดีตที่พวกผมได้ดําเนินการก็คือว่าต้องไปเจรจากับประเทศมาเลเซีย ต้องไปเจรจากับประเทศอินโดนีเซียว่าอย่าแข่งกันนะ ถ้าเราแข่งกันเท่าไรเกษตรกร แต่ละประเทศที่ปลูกยางพาราจะแย่เท่านั้น นี่คือที่มาของการไม่ตัดราคากัน ซึ่งที่เรียกกันว่า ๓ ประเทศร่วมกัน

ทีนี้ผมจะพูดในประเด็นสุดท้าย เพราะเวลาใกล้หมด ก็คือว่าวันนี้ ที่มีการห่วงกันมากในภาคใต้ก็คือว่าพ่อค้ามีแนวโน้มจะไม่รับซื้อ ไม่มีใครไปยุยง ครับท่านประธาน แต่เนื่องจากว่าท่านรัฐมนตรีไปที่บ้านผมก็ไปประกาศว่า ไม่กี่วัน ราคายางพาราจะ ๑๒๐ บาท ยางพารารัฐบาลจะดูแลไม่ให้ต่ํากว่า ๑๒๐ บาท ถามว่า ๑๒๐ บาทมาจากไหน มาจากเกษตรกรปิดถนนที่จังหวัดสงขลา เกษตรกรเขาปิดถนน ที่จังหวัดสงขลาและเขาเรียกร้องราคายางพารา ๑๒๐ บาท ทีนี้พอรัฐมนตรีเรา เข้ามารับผิดชอบเป็นคนภาคใต้ คนก็เกิดความหวัง และพอท่านไปพูดว่าแน่นอนที่สุดรัฐบาล มีเงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลจะแทรกแซงแน่นอน ยางพาราจะไม่ต่ํากว่า ๑๒๐ บาท พอพูดอย่างนี้ปั๊บ พ่อค้ายางพาราในประเทศไทยที่อยู่ภาคใต้ เขาก็ต้องซื้อยางพาราสิครับ เขาซื้อ ๘๐ บาท ๙๐ บาท ๑๐๐ บาท แล้วแต่ เพราะเขาหวังว่าเมื่อรัฐบาลแทรกแซง ๑๒๐ บาท เขาจะได้ขาย ๑๒๐ บาท ซึ่งเขาจะกําไร เราไปโทษพ่อค้าไม่ได้ เพราะรัฐบาล ส่งสัญญาณเอง เมื่อเขาซื้อไปซื้อมาวันนี้สายป่านมันขาด เงินหมดสิครับ เพราะยางพารา กิโลกรัมละ ๑๐๐ กว่าบาท เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มันซื้อได้ ไม่กี่กิโลกรัม พอวันนี้สายป่านมันหมด รัฐบาลก็ไม่ได้ช่วยอะไร ที่ท่านพูดว่า ๑๒๐ บาท มันก็ไม่ขึ้นสักทีหนึ่ง ผมหมายถึงตลาดโลกนะครับ มันก็ไม่ขึ้น พวกนี้ก็ขายไม่ได้ พอขายไม่ได้ แนวโน้มหลายคนก็หยุด ทุนหมด ธนาคารไม่ให้สินเชื่อ ก็ซื้อไม่ได้ พอซื้อไม่ได้ นี่ละครับ คือที่มาบอกว่า เมื่อพ่อค้าหยุดซื้อ เห็นไหมครับ เมื่อพ่อค้าหยุดซื้อ ผมว่ายางพาราจะต้อง ดิ่งลงไปอีก เพราะฉะนั้นรัฐบาลท่านณัฐวุฒิต้องรีบดําเนินการ ท่านจะแถลงนโยบาย หรือท่านจะพูดในสภานี้อย่างไรก็ตาม ให้เสถียรภาพราคายางพารามันมี ให้พ่อค้า มีความมั่นใจและออกมาซื้อตามกลไกตลาด ผมไม่มีเวลาที่จะพูดให้ท่านเข้าใจว่า ทําอย่างไรถึงจะทําให้เราราคามีเสถียรภาพ เพราะว่าอันนี้มันเป็นเรื่องของอุปสงค์ อุปทาน ธรรมดาอยู่แล้ว ถ้าวันใดก็ตามที่เราผลิตยางพาราออกมาได้มากรับรองราคามันต้องถูก เราต้องเก็บยางพาราไว้ที่เราเรียกว่าเก็บสต็อก การเก็บสต็อกนี่นะครับ ถ้าพ่อค้า ไม่ร่วมเก็บกับเรา เราต้องเก็บเอง แต่ว่าในรัฐบาลของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ ท่านสุเทพ มีความสามารถในการเจรจาให้กับพ่อค้าเก็บสต็อกได้ และพ่อค้าเขาบอกว่าถ้ายางพารา ตกต่ําลงเมื่อไร เขาจะเก็บ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน เขาพูดอย่างนี้ครับ ก็ส่งสัญญาณไปทั่วโลก ๗-๘ บริษัทบอกว่าจะช่วยกันเก็บคนละ ๑๐,๐๐๐ ตัน ๒๐,๐๐๐ ตัน ๓๐,๐๐๐ ตัน บอกว่า พ่อค้าจะเก็บสต็อก ๓๐๐,๐๐๐ ตัน พอเก็บก็เป็นประโยชน์กับเขาอย่างไร พอยางพาราขึ้น เขาก็กําไร พอเขาส่งสัญญาณไปอย่างนี้ ท่านสุเทพก็บอกว่าผมก็มีสตางค์ด้วย รัฐบาลมีอยู่ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็จะเก็บอีก ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ส่งสัญญาณไป ๒ ทางเท่านั้น พ่อค้าเก็บ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านสุเทพบอกจะเก็บ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ๖๐๐,๐๐๐ ตัน ราคายางพารา มันก็พรวดเข้าไป ๑๘๐ บาทสิครับ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลที่แล้ว เป็นปัญหา ในเชิงบวก แต่ว่าปัจจุบันนี้ท่านณัฐวุฒิก็เจตนาดี เพราะว่าเป็นคนภาคใต้ ก็บอกว่าเอาล่ะ จะทําไม่ให้ต่ํากว่า ๑๒๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ราคายางพารามันขึ้นมันลง ตามเศรษฐกิจโลกอย่างที่ผมว่า แต่ว่าอย่างน้อย ๆ นะครับ นโยบายต้องมีส่วนด้วย สําคัญที่สุดก็คือว่าคณะกรรมการนโยบายยางแห่งประเทศไทยจะต้องกําหนดนโยบาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ส่งออกยางพารา ผู้ส่งออกยางพาราเขาจะได้ซื้อยางพารา แล้วก็เก็บมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันหรือเป็นน้ํายางสดก็สุดแล้วแต่ นี่สําคัญที่สุดนะครับ ราคายางพาราก็จะปรับตัวทันที ทีนี้ที่มีการพูดกันว่า เมื่อสักครู่ ผมนั่งฟังอยู่ ท่านพูดไม่จริง ผู้เสนอร่างกฎหมายเอ่ยชื่อท่านหน่อยนะครับ ท่านอรุณี ชํานาญยา ท่านบอกว่าเวลานี้ ยางพาราราคา ๑๐๐ บาท ท่านพูดไม่จริง ไม่มีหรอกครับ ยางพารา ๑๐๐ บาท ตอนนี้ มัน ๘๐ กว่าบาท ท่านไปเช็กที่ไหนได้ กดเข้าไปในกูเกิล (Google) นี่ก็ได้ กดที่ไหนก็ได้ มันไม่ถึง ๑๐๐ บาท หรือแม้กระทั่งตลาดกลางหาดใหญ่ก็ไม่ถึง เพราะถ้าท่านพูดว่า ๑๐๐ บาท เกษตรกรที่เขาฟังอยู่เขาจะเดือดร้อน เวลาเขาจะพาไปขาย ถามว่าขายที่ไหน ๑๐๐ บาท เขาจะไปขาย ไม่ใช่ เวลานี้มันตกต่ําจริง ๆ เพราะฉะนั้นที่รัฐบาลไปเก็บเขา กิโลกรัมละ ๕ บาทเวลาส่งออก ท่านณัฐวุฒิลองไปเจรจากับรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีดูว่า เวลานี้ช่วยผ่อนปรนลงมาหน่อย ลดลงมาเหลือ ๒ บาท ๓ บาทได้ไหม พอมันขึ้น ๑๒๐ บาท ๑๔๐ บาท ก็เก็บอีกก็ได้ เพราะวันนี้มันมีตั้ง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเอามาแทรกแซงไม่ได้นะ เอามาซื้อยางพาราไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ การปลูกแทน มันเป็นสตางค์ของเกษตรที่เอาไว้สําหรับปลูกแทน พัฒนายางพารา เพราะฉะนั้นไม่ใช่คิดจะเอามาแทรกแซงในเรื่องราคาไม่ได้ แต่ว่าผมได้ข่าวว่า หลายครั้ง ที่ท่านไปพูด ท่านบอกว่าท่านจะไปแก้ไขมติบอร์ด คือว่าประชุมบอร์ด ปัจจุบันนี้ชดเชย ให้ไร่ละ ๑๖,๐๐๐ บาท ท่านบอกว่าถ้าเงินมันมาก ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีความเป็นไปได้ อันนี้จริงไม่จริง เดี๋ยวท่านต้องแก้ตัวนะ ท่านบอกว่าต่อไปนี้ชาวสวนยางพารา เวลาโค่น ยางพาราท่านจะให้ ๒๖,๐๐๐ บาท นี่ท่านพูดอย่างนี้ อันนี้มันประชานิยมอีกแล้วนะครับ เอาเงินเกษตรกรเขามาที่เขาเก็บสะสมมา ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เอามาให้กับ ชาวสวนยางพาราก็จริง แต่ว่ามันเพิ่มทีเดียวจาก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทเป็น ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท มันมากเกินไป ผมคิดว่าทั้งหมดทั้งสิ้นนะครับพูดความจริงกับประชาชน พูดความจริง กับเกษตรกร ผมเข้าใจว่าเกษตรกรรับได้ ไม่จําเป็น เวลานี้อาจจะไม่ถึง ๑๘๐ บาทนะ แต่ถ้ามันมากกว่า ๑๐๐ บาท ผมคิดว่าตัวเลขมันดูดี แต่วันนี้มันต่ํากว่า ๑๐๐ บาท เกษตรกรก็คงแย่ครับ เพื่อรักษาเวลาครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ