ผุสดี ตามไท พูดถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 โดยเน้นยุทธศาสตร์ที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตและสังคม แต่กลับมีความไม่พอใจต่อการจัดงบประมาณที่ลดเงินสนับสนุนกลุ่มคนพิการ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และมองว่าการจัดงบประมาณครั้งนี้ไม่เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ วันนี้เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเงิน ๒.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งดิฉันถือว่า เป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุด เพราะว่าผู้แทนของปวงชนชาวไทยจะต้องพิจารณาและร่วมกัน อนุมัติให้รัฐบาลนั้นใช้เงินภาษีของประชาชนไปดำเนินการบริหารกิจการเพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนทุกคนค่ะ แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัดดิฉันจะขอเน้นเฉพาะการจัด งบประมาณตามยุทธศาสตร์บางประการที่เกี่ยวกับด้านสังคม นั่นก็คือยุทธศาสตร์ที่ ๑.๘ เป็นเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนก็ประมาณ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ เรื่องของยุทธศาสตร์ที่ ๑.๙ เป็นการส่งเสริมประชาชนให้เข้าถึงแหล่งทุน ยุทธศาสตร์ที่ ๔.๖ คือการเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตและสังคม ก็เป็นเงินงบประมาณประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ โดยยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาแล้วนั้นก็ต้องนับว่าดี ดิฉันเอง แล้วก็ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ฝัน ฝันก็คงจะเป็นความฝันอันเดียวกันคืออยากให้สังคมไทยนั้น เป็นสังคมที่เสมอภาค เป็นธรรมแล้วก็สันติ แล้วก็ประชาชนทุกคนนั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีวิถีชีวิตอยู่ในกรอบของกฎหมาย คุณธรรม จริยธรรม แล้วก็สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ เพื่อจะประกอบอาชีพอย่างเสรีและเป็นธรรม แต่ท่านประธานคะ หากพิจารณาลงไป ในรายละเอียดก็จะพบว่ามีส่วนที่เป็นความน่ากังวลแล้วก็อยากจะแบ่งปันท่านประธาน อยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะอะไร ก็ขออนุญาตลำดับไป
ในประเด็นแรกเลยเป็นเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รัฐบาล ได้กำหนดไว้มีมาตรการที่หลากหลาย ทั้งมาตรการที่เป็นเรื่องของภาษี เรื่องของการพักหนี้ครัวเรือน แล้วก็เรื่องของการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ โดยรวมทั้ง ๒ ยุทธศาสตร์นี้ไว้ก็ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะพัฒนาระดับฐานราก ให้แก่หมู่บ้านและชุมชนด้วยมาตรการต่าง ๆ แต่ท่านประธานทราบไหมคะว่า วันนี้ประชาชนระดับฐานรากนั้นมีสถานภาพอย่างไร ดิฉันต้องขออนุญาตแบ่งปันข้อมูล กับท่านประธาน ข้อมูลที่มาจากผลสำรวจสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือนของศูนย์พยากรณ์ เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งสำรวจไว้เมื่อปลายเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ คนไทยมีหนี้สิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หนี้ภาคครัวเรือนมีอัตราเฉลี่ยสูงขึ้น ๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ตามค่าครองชีพและค่าแรงที่สูงขึ้น ประชาชนก็มีหนี้อยู่หลายประเภทไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ตลอดจนหนี้นอกระบบ บางคนท่านประธานคะ มีบัตรเครดิตมากถึง ๔๗ ใบ ในวงเงินใบละ ๕๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่เงินเดือนนั้นมีไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท ที่น่าตกใจ ท่านประธานคะ เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถแบกรับภาระการเป็นหนี้ได้ โดยไม่เดือดร้อน อีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาการชำระหนี้สินทั้งสิ้นเลย ไม่ว่าเงินเดือน จะเป็น ๕,๐๐๐ บาท หรือมากกว่า ๕๐,๐๐๐ บาทก็ตาม นอกจากนั้นยังมีข้อมูลที่สอดคล้องกัน จากสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งได้มาจากงานวิจัยร่วมกับนักวิชาการ จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ศึกษา สถานการณ์สุขภาวะของครอบครัวไทย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของครอบครัวไทยเป็นหนี้สินค่ะ แล้วก็ ๘ เปอร์เซ็นต์เป็นหนี้เสีย ส่งผลให้ครอบครัวไทยนั้นอยู่ในภาวะจำยอม ต้องทำงานหนัก เพื่อเพิ่มรายได้ ครอบครัวขาดความอบอุ่นต้องทิ้งลูกไว้ให้คนอื่นดูแล ท่านประธานคะ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่เป็นหนี้สินรุงรัง ทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ลูกหนี้ส่วนใหญ่ก็ประสบปัญหาหาทางออกไม่ได้ เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจ ในการบริหารจัดการเงิน แล้วก็หนี้ หลายรายต้องออกจากราชการ หลายรายต้องฆ่าตัวตาย รวมไปถึงเกิดปัญหาครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง ฉะนั้นเป็นที่แน่นอนค่ะท่านประธาน ว่าหนี้สินกำลังเป็นปัญหาที่คุกคามคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างน่าเป็นห่วง แล้วก็โอกาส ที่ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้นจะมีได้อย่างไรคะ รัฐบาลได้จัดงบประมาณไว้ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะยกระดับคุณภาพชีวิต แล้วก็รวมไปถึงการจัดแหล่งทุน แต่ว่า ถ้ารัฐบาลไม่พยายามแก้ไขปัญหาต้นทางของภาวะหนี้สินของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปัญหาสัญญาเงินกู้ทาสที่เขียนข้อตกลงที่เอาเปรียบลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี่ยง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๓๓ และไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขของการล้มละลาย งบประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณดังกล่าวก็ไม่มีประโยชน์อันใดเลย แล้วก็ ที่พูดว่ากองทุนทั้งหลายนั้นประสบผลสำเร็จก็ต้องไปดูในรายละเอียดค่ะท่านประธาน ว่าอะไรคะที่เรียกว่าความสำเร็จ ต้องไม่ใช่เพียงแต่การดูว่าคนยืมไปเท่าไรแล้วเอามาคืน เท่าไร เท่านั้นไม่พอค่ะ ต้องดูให้ครบวงจร เพราะไม่ว่าจะเพิ่มแหล่งทุนมากเท่าไร แต่ถ้า ยังดิ้นขลุกขลักอยู่ในบ่วงหนี้ก็จะเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง แล้วก็ทำให้ประชาชนอ่อนแอ พึ่งตนเองไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องจมกองหนี้ตาย นอกจากนั้นท่านประธานคะ รัฐบาลยังได้จัด กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีไว้ ในปี ๒๕๕๕ ก็ ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันไม่แน่ใจว่า ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง เตรียมตัวให้สตรีหรือเปล่า และปี ๒๕๕๖ อีก ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันก็มีข้อกังวลเป็นพิเศษ เพราะจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีรายละเอียดแต่ประการใดที่สะท้อน ผ่านเวทีชี้แจงหลายครั้ง ท่านประธานคะ กรรมการขับเคลื่อนก็มีแนวคิดที่จะแบ่งเป็น เงินทุนหมุนเวียนเป็นหลักเสียอีก ก็คือสูงถึง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ คือเอาให้กู้อีก นั่นล่ะค่ะ ท่านประธานคะ ไม่ไหวกระมังคะ วันนี้ผู้หญิงก็มีภาระแบกหนี้สิน ทั้งหนี้สินร่วม ของสามีภรรยา ทั้งหนี้สินสามี ทั้งหนี้สินตัวเอง รัฐบาลควรใช้งบประมาณส่วนนี้เพื่อจะพัฒนา ศักยภาพของสตรี ให้ได้รู้เท่าทัน รู้วิธีบริหารจัดการหนี้สิน ทรัพย์สิน รู้กฎหมาย เพื่อสร้าง ตนเองและครอบครัวให้เข้มแข็ง ให้พึ่งตนเองได้จะดีกว่าไหมคะ ที่น่ากังวลมากกว่านั้นก็คือว่า โอกาสที่งบประมาณส่วนนี้จะกลายไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้เกิดการแตกแยก ก็มีสูงอีกด้วย เพราะแม้แต่ยังไม่มีรายละเอียดนะคะท่านประธาน เรื่องของการใช้เงิน ยังไม่มี เม็ดเงินตกไปที่ใด ก็ยังมีการทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ วันนี้ยังไม่ปรากฏเลยนะคะ ว่ามีหน่วยงานใดของรัฐที่มีแนวทางชัดเจนในการให้การเยียวยา ดูแล คุ้มครอง แก้ไขปัญหา หนี้สินภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลที่แล้วได้ริเริ่มการแก้ไขปัญหาหนี้สิน อย่างจริงจังพร้อม ๆ กันไปกับการออม แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลนี้ได้ทอดทิ้งไป ท่านประธานคะ รัฐบาลควรหันกลับมาแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ต้นทางให้ประชาชนได้มีโอกาสหายใจ ให้มีโอกาส ขยับจากบ่วงหนี้ได้บ้าง ไม่ใช่จะหนีหนี้นะคะ แต่ควรจะต้องสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนนั้น ได้ใช้หนี้อย่างเป็นธรรม ท่านประธานคะ ดิฉันพยายามพลิกเอกสารซึ่งทางสำนักงบประมาณ แจกมา พยายามค้นดูว่ารัฐบาลได้จัดงบประมาณไว้ตรงไหนบ้างที่จะนำไปแก้ไขปัญหาหนี้สิน ของประชาชนที่ต้นทางก็ไม่พบเลย เป็นไปได้ไหมคะ กรรมาธิการอาจจะต้องช่วยกันพิจารณา ทบทวนจัดสรรงบประมาณ เพื่อจัดตั้งหน่วยงาน หรือองค์กร หรือศูนย์แก้ไขปัญหาหนี้สิน ระดับจังหวัดเพื่อให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ประชาชน หรือว่าจะตั้งเป็นกองทุนพัฒนา และฟื้นฟูลูกหนี้ภาคประชาชน หรือว่าจะตั้งศาลพิเศษที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจแล้วก็อื่น ๆ นะคะ ก็เพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนนั้นเข้มแข็ง
ประเด็นต่อมา ท่านประธานคะ เป็นเรื่องงบประมาณที่จัดไว้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตและสังคม จะส่งเสริมความเสมอภาค และพัฒนาศักยภาพสตรีให้เข้มแข็ง ท่านประธานคะ รัฐบาลจะทำอะไรคะที่เป็นรูปธรรม ดิฉันเปิดไปเปิดมาก็ดูไม่เห็น เงินกองทุนพัฒนาสตรีที่ดิฉันกล่าวถึงเมื่อครู่นี้ แทนที่จะนำมา ช่วยกันพัฒนาศักยภาพสตรี ก็นำไปเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนเสียอีกนะคะ นอกจากนั้น หน่วยงานในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ควรจะดูแลเรื่องนี้ รัฐบาลก็ยังไปลดงบประมาณอีกนะคะ นั่นก็คือสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว แล้วจะทำอะไรกันคะ
ประเด็นสุดท้าย นอกเหนือจากเรื่องหนี้สินที่กล่าวแล้วนี่นะคะ ก็ยังมีการลด งบประมาณในเรื่องอื่น ๆ ที่ดูแลเกี่ยวกับประชาชนระดับฐานรากอีกด้วย ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดทอนจำนวนหน่วยไฟฟ้าฟรีจาก ๙๐ หน่วย เป็น ๕๐ หน่วย กองทุนผู้สูงอายุก็ลดเงินเขา ๑๘๐ ล้านบาท ไปเหลือ ๑๗๔.๖ ล้านบาท พูดถึงผู้สูงอายุ ท่านประธานคะ รัฐบาลได้จัดงบไว้สำหรับเบี้ยยังชีพในปีนี้ ดิฉันก็ต้องบอกว่ายังดีนะคะ ที่รัฐบาลนี้คิดได้แม้ว่าจะช้าไปหน่อย เพราะว่าสมัยรัฐบาลคุณทักษิณนั้นหลายปีไม่ได้เพิ่ม จำนวนเงินเลย หรือขยายจำนวนผู้รับจากที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีชวนได้เริ่มไว้ ๒๐๐ บาท ๓๐๐ บาท มาจนถึงรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่ขยายให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับ กองทุน คุ้มครองเด็ก ลดค่ะ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ลดค่ะ กองทุนส่งเสริม การจัดสวัสดิการทางสังคม ลดค่ะ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ก็ลด เงินที่จะเอาไปใช้ ให้กับสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ลดค่ะ จาก ๗๐๐ กว่าล้านบาท เหลือ ๔๘ ล้านบาท งบประมาณสำหรับการเคหะและชุมชนที่จะไปดำเนินงานจัดหาที่พักอาศัย ก็ลดค่ะ ท่านประธานคะ แม้ตัวเลขจะดูว่าเห็นลดเพียงเล็กน้อย จริง ๆ ดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ แต่อย่างไรต่อเรื่องของการบริหารจัดการ แต่นัยทางคุณค่าของจิตใจสิคะมากมายมหาศาล เพราะมันสะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ไม่ได้เมตตาต่อคนตัวเล็กตัวน้อยเลย ดิฉันต้องขออนุญาต สรุปอย่างนี้ค่ะว่าการจัดงบประมาณครั้งนี้ไม่เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ ต่อสภา ประชาชนคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของประเทศชาติ หากรัฐบาลจัดงบประมาณ ในลักษณะที่กล่าวมานี้ดิฉันเห็นว่าไม่มีวันที่ประเทศจะพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืนได้เลย เพราะเป็นการจัดงบประมาณที่ทิ้งคนจนทั้งแผ่นดิน ขอบพระคุณค่ะ