ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน แสดงความกังวลเกี่ยวกับงบประมาณปี 2556 ที่กำลังพิจารณาในสภา และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาฝีมือแรงงาน และการสร้างสถาบันอาชีวศึกษาที่สามารถสอนระดับปริญญาตรีได้
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ งบประมาณปี ๒๕๕๖ ที่กําลังพิจารณากันอยู่ในสภาขณะนี้นั้น ผมมีข้อที่จะต้องเรียนต่อ ที่ประชุมอยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ ถ้าดูจากสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยได้พูดเอาไว้ในการ แถลงนโยบาย แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการเองก็รับไปเป็นภาระในการบริหารจัดการในเรื่องของ กระบวนการการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ถึง ๖-๗ ยุทธศาสตร์ ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่าเป็นเรื่องที่สําคัญทีเดียว
ประการแรก ก็ต้องเป็นเรื่องของการพยายามพัฒนาการศึกษาโดยให้นักเรียน เป็นศูนย์กลาง เรื่องของการพยายามเปิดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน เรื่องของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนในกระบวนการในการพัฒนาการศึกษา ในเรื่องของการยกระดับครู บุคลากรทางการศึกษา ในเรื่องของการพยายามอย่างยิ่งในการ เพิ่มคุณภาพการศึกษาในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา อาชีวศึกษา รวมไปถึงเรื่องของ การสร้างต้นทุนทางปัญญาให้กับชาติ วันนี้พอดีเห็นว่าท่านรัฐมนตรีว่าการชุมพล มานั่งฟัง ในการอภิปรายอยู่ด้วย ก็คงคล้ายกับสมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือ สมัยที่ท่านบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี กระบวนการในการติดอาวุธทางปัญญา ให้กับนักเรียนนักศึกษา ก็คงจะลักษณะไม่หนีกันเท่าไรคล้าย ๆ กันในเรื่องของการสร้างทุน ทางปัญญาของชาติ
ท้ายที่สุดในเรื่องของการเตรียมความพร้อม เป็นเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรบุคคลเพื่อจะเข้าสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กระบวนการเหล่านี้ เป็นสิ่งที่สําคัญและผมเชื่อว่าด้วยเนื้อหาสาระของยุทธศาสตร์ทั้ง ๗ ข้อที่กระผมได้กล่าวโดยย่อ ไว้ทั้งหมดนั้น เชื่อว่าถ้าผมเป็นสมาชิกฝ่ายรัฐบาลก็คงต้องลุกขึ้นมาบอกว่าต้องขอชื่นชม วิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ก็ต้องขอชื่นชมว่ายุทธศาสตร์ทั้ง ๗ ข้อที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเอาไว้ ที่กระทรวงได้ปฏิบัติ ตามนั้น ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สวยงาม ถูกต้อง ตรงประเด็นทุกประการครับ
แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ายุทธศาสตร์จะสวยหรูขนาดไหน แล้วทําให้ประเทศ เกิดการพัฒนาได้อย่างที่ยุทธศาสตร์วางเอาไว้ ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่าเราสามารถทําตาม ยุทธศาสตร์ที่เราวางไว้ได้หรือไม่ นั่นคือเหตุผลที่ทําไมเพื่อน ๆ สมาชิกฝ่ายค้านของผมถึงได้ อภิปรายในช่วงวันที่ผ่านมาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ แล้วก็อาจจะมีเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล บางส่วนลุกขึ้นประท้วงหาว่าพวกเราพูดกันในเรื่องของแพง ในเรื่องของการโจมตีรัฐบาลในเรื่อง ของการบริหารเศรษฐกิจ จริง ๆ ไม่ใช่หรอกครับ เหตุผลที่เพื่อนสมาชิกของผมยกขึ้นมา ทั้งหมดที่พูดไปแล้วนั้นก็เป็นเพราะว่ามันเป็นที่มาที่ไปครับ เพื่อให้เราได้ดูว่าความน่าเชื่อถือ ของการแถลงนโยบาย ของการจัดทํางบประมาณในปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานั้น มีบทเรียนอะไร อย่างไรบ้างที่รัฐบาลควรจะต้องตระหนักถึงและนํามาแก้ไขไม่ให้สิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้นอีก ในปี ๒๕๕๖ กระบวนการในการเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญที่สุด คือกระบวนการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจเป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ และแน่นอน เมื่อพูดถึงภาคธุรกิจนั้นการแข่งขันในเวทีระดับโลก ในเวทีระดับอาเซียนนั้น ผมคิดว่าแรงงาน มีฝีมือนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด วันนี้แน่นอนว่ากระบวนการในการสร้างแรงงานมีฝีมือนั้น เป็นเรื่องที่หลาย ๆ ประเทศยอมรับกันครับว่าเป็นส่วนสําคัญในการผลักดันให้ประเทศ ก้าวไปสู่ความเป็นผู้นําทางเศรษฐกิจได้ เพราะว่าวันนี้แน่นอนครับว่าเศรษฐกิจทั่วโลกนั้น เป็นลักษณะของโกลบาไลเซชัน (Globalization) หรือเป็นลักษณะของเศรษฐกิจที่มีความหมุนเวียน ทั่วถึงกัน ประกอบธุรกิจคล้าย ๆ กัน ฝีมือแรงงานแบบเดียวกัน กระบวนการทางความคิด ทางภาคธุรกิจนั้นเหมือน ๆ กัน ต่างกันที่ว่าแรงงานของใครจะมีฝีมือมากกว่ากัน ถ้าเรายังอยู่ บนกระบวนการของการสร้างแรงงานไร้ฝีมืออยู่ กระบวนการในการพัฒนาเศรษฐกิจจะไม่ สามารถเป็นไปอย่างที่เราคิดได้ นี่คือสิ่งสําคัญครับ ที่ผ่าน ๆ มานั้นต้องยอมรับว่า กระบวนการในการพัฒนาทักษะให้กับแรงงานของเรานั้นน้อยมาก นั่นเป็นสาเหตุที่ทําให้เรานั้น ยังไม่สามารถบอกได้เต็มปากว่าเรามีความพร้อมในการเข้าไปสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน มามองถึงภาคของกระทรวงศึกษาธิการครับ ส่วนที่สําคัญที่สุดในเรื่องของการพัฒนา ฝีมือแรงงานคงหนีไม่พ้นสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา งบประมาณที่ท่านจัดสรร ลงไปในสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษานั้นอยู่ที่ ๒๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท มากกว่า ปีที่ผ่านมาอยู่ ๒๐๐ กว่าล้านบาท จะเห็นได้ชัดว่างบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดนั้น ๔๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ ๔๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถึงประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท หลัก ๆ ไปอยู่ที่ สพฐ. หลัก ๆ ไปอยู่ที่สํานักปลัดกระทรวง ส่วนงาน ที่ควรได้รับการพิจารณาเพิ่มงบประมาณมาก ๆ อย่างเช่น อาชีวศึกษานั้นได้รับการพิจารณา เพิ่มงบประมาณอยู่แค่ ๒๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้น น้อยมาก เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วก็คือ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่ทําให้ผมถึงต้องลุกขึ้นมา บอกว่าผมไม่แน่ใจว่ากระบวนการที่ท่านบอกว่าท่านอยากจะพัฒนาคนในชาติ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ก้าวเข้าไปพร้อมที่จะก้าวไปสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น จะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วจะเห็นครับว่ากระบวนการในการที่จะสร้างสถาบันอาชีวศึกษานั้น ในการยกระดับให้สามารถที่จะสอนในระดับปริญญาตรีได้เพื่อที่จะพัฒนาฝีมือแรงงานให้เป็น แรงงานที่มีสกิล (Skill) มีทักษะมากขึ้น เป็นแรงงานที่มีความชํานิชํานาญมากขึ้น มากกว่าปกติ เป็นแรงงานที่มีความสามารถเฉพาะด้านมากกว่าที่ควรจะเป็นนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ครับ งบประมาณที่จะใช้ในการพัฒนาฝีมือแรงงานในระดับนั้นต้องใช้อย่างน้อยประมาณถึง ๒๐๐ กว่าล้านบาท ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตก็เคยพยายามพัฒนาเรื่องนี้ เคยพยายามทํา เรื่องนี้ ถึงมีการพยายามในการตั้ง ๑๙ สถาบันการศึกษาให้สามารถสอนระดับปริญญาตรีได้ แต่วันนี้งบประมาณที่ถูกจัดสรรไปนั้นรัฐบาลปัจจุบันสําหรับกระบวนการแบบนี้ได้แค่ ๓๐ กว่าล้านบาทเท่านั้น นี่ละครับ นี่เป็นส่วนสําคัญที่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทําให้เราไม่แน่ใจครับว่า วิธีการบริหารจัดสรรงบประมาณที่ถูกต้องนั้นจะทําให้พวกเราสามารถก้าวเข้าไปสู่ความเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร นอกเหนือไปจากนั้นครับ เราใช้เงิน ไปกับเรื่องของฟิกซ์ อิท เซ็นเตอร์ (Fix it center) มาก ๆ ครับ ๕๐๐ กว่าล้านบาท เมื่อเทียบกับ ๓๐ ล้านบาทที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ วันนี้เรื่องของฟิก อิท เซ็นเตอร์นั้น ประเด็นที่เรา น่าจับตามองก็คือว่าอย่างที่ผมเรียนให้ทราบครับว่าความพร้อมในการแข่งขันในระดับ อาเซียน หรือในระดับโลกนั้นสิ่งที่สําคัญก็คือการพัฒนาแรงงานที่มีฝีมือ วันนี้ถ้าเราสร้าง ศูนย์ซ่อมสร้างเหล่านี้มากขึ้น แต่ว่าไม่ได้เพิ่มทักษะให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง แน่นอนครับว่า เราจะได้แรงงานไร้ฝีมือมากขึ้น กระบวนการในการผลิตต่าง ๆ ก็จะไม่มีทักษะ ขาดความคล่องตัว ในการผลิต ขาดความคล่องตัวในการแข่งขัน ในอดีตที่ผ่านมาต้องยอมรับครับว่าเราอาจจะมี แรงงานจํานวนมาก แต่ว่าวันนี้ครับ ด้วยความเป็นประชาคมอาเซียน แม้ยังไม่ก้าวเข้าสู่ความเป็น ประชาคมอาเซียนก็ตาม แต่จะเห็นได้ชัดว่าเรามีแรงงานจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศเรามากขึ้น และแน่นอนครับว่า กระบวนการในการผลิตนั้นจากเดิมถ้ายกตัวอย่างเช่น คนหนึ่งคนอาจจะทํางานต่อเชื่อมได้ แต่ประกอบไม่ได้ แล้วส่งงานชิ้นนี้ ส่งไปให้บุคคลที่ต้องทํางานที่เป็นส่วนประกอบต่อไป แล้วก็ สู่สายพานการผลิตอื่น ๆ ต่อไปนั้นคงไม่พอ วันนี้สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือทําอย่างไรก็ตามในการ ที่จะฝึกทักษะคนเหล่านี้ให้สามารถที่จะต่อเชื่อมได้ แล้วก็ประกอบได้ แล้วถึงจะส่งวัตถุดิบ เหล่านั้นไปสู่กระบวนการในการผลิตต่อไป สิ่งเหล่านี้ครับ เป็นสิ่งสําคัญที่ต้องเรียนครับว่า ผมมีความรู้สึกว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณแบบนี้นั้น ทําให้ไม่มีความมั่นใจครับว่าเราจะ สามารถก้าวไปสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ด้วยความพร้อม สมบูรณ์ของ แรงงานมีฝีมือ นอกเหนือไปจากนั้นครับ สิ่งที่ต้องยอมรับอีกประการหนึ่ง คือเรื่องของการวิจัย พัฒนาเป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ รัฐบาลให้ความสําคัญกับเรื่องของการวิจัยพัฒนาน้อยมาก ๆ ครับ ในปีที่ผ่านมางบประมาณในเรื่องของการวิจัยนั้น ในปี ๒๕๕๔ ในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ได้งบประมาณอยู่ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท มาถึงรัฐบาลที่ผ่านมาครับ รัฐบาลปัจจุบัน ในปี ๒๕๕๕ ได้งบประมาณ ๘๓๓ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ จนถึงปีนี้งบประมาณในการวิจัยกับสถาบัน การศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นท่านให้มาแค่ ๕๐๐ ล้านบาท กระบวนการในการวิจัยเป็น สิ่งสําคัญครับ และกระบวนการต่าง ๆ ที่ผมได้บอกเมื่อสักครู่นี้ รวมถึงตัวเลขของงบประมาณ ที่ลดลงแบบนี้ทําให้ผมไม่แน่ใจครับว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับเรื่องของการวิจัยมากน้อย แค่ไหน อย่างไร แน่นอนครับ รายงานทางวิชาการเป็นเรื่องสําคัญ วันนี้ท่านอาจจะไม่เชื่อ รายงานทางวิชาการของสถาบันบางแห่ง หรือผลวิจัยบางที่ บางสถาบันที่ออกมาสวนทางกับ สิ่งที่รัฐบาลคิด ท่านก็บอกท่านไม่เห็นด้วย ผมพยายามไม่คิดครับว่าท่านไม่เชื่อผลวิจัย ไม่ให้ ความสําคัญกับการวิจัย แต่กระบวนการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ทําให้เห็นชัดครับว่า ท่านไม่ได้ให้ความสําคัญกับการวิจัยแต่อย่างใด จริง ๆ ผมมีเรื่องที่จะต้องพูดกับที่ประชุมอีก ค่อนข้างเยอะ แต่ด้วยเวลาอันจํากัดก็ต้องเรียนให้ทราบครับว่า ๒ เรื่องหลัก ๆ ที่ผมได้เรียน ท่านไว้ก็คือเรื่องของการให้ความสําคัญกับแรงงานมีฝีมือในกระบวนการของการอาชีวศึกษา กระบวนการของการให้ความสําคัญกับการวิจัยเป็นเรื่องสําคัญ ปีที่แล้วถ้าจําให้ดีครับ ผมพูด เรื่องพวกนี้ไว้เยอะมาก ในเรื่องของการอภิปรายงบประมาณว่าใช้ไม่เหมาะสมอย่างไร อภิปรายเสร็จท่านปรับ ครม. หนีผมไปครั้งหนึ่ง ผมหวังว่าผมพูดเสร็จครั้งนี้ จริง ๆ แค่วาระแรกนะครับ ท่านรัฐมนตรีคงยังอยู่เพื่อที่จะทํางาน แล้วก็ปรับปรุงงบประมาณให้เหมาะสม แล้วคงไม่หนี ผมไปอีกรอบนะครับ ขอบพระคุณครับ