อัญชลี วานิช เทพบุตร หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายปี 2560 และการลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการเงินงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และพูดเรื่อง 4P เพื่อความก้าวหน้า นอกจากนี้ยังหารือเรื่องงบประมาณที่ลดลงของกรมการท่องเที่ยว และผลกระทบจากขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ต่อภาคการผลิตและการท่องเที่ยว รวมถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาการท่องเที่ยว
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิชเทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ สําหรับร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ทั้งสิ้น ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปีที่แล้วประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะเดียวกันเงินงบประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะท่านประธาน ได้กลายมาเป็นงบรายจ่ายประจําเสีย ๑.๙ ล้านล้านบาท เหลืองบที่จะมาลงทุนให้กับประเทศไทย ให้กับคนไทยทั้งชาติอยู่ที่ประมาณ ๔๔๘,๙๓๘ ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากค่ะ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ค่ะ แต่สิ่งที่ดิฉันและพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหมดห่วงใย ไปมากกว่านั้นก็คือท่านนายกรัฐมนตรีหรือว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะสามารถนําเงินงบประมาณ เงินภาษีอากรของเรา ๔๔๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นมาบริหารจัดการสําหรับการลงทุนให้กับ ประเทศ สําหรับการลงทุนให้กับคนไทยทั้งชาติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้หรือไม่ ท่านประธานคะ ด้วยเวลาที่จํากัดมากดิฉันจะขออภิปรายแล้วก็ยกตัวอย่างเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬานะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้เคยแถลงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรีไว้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ค่ะ ได้พูดถึงนโยบายการสร้างรายได้ไว้ว่าจะส่งเสริมและจัดให้มีการพัฒนา การท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งหลักประกันความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวในภาวะ ปกติและภาวะวิกฤติค่ะ ข้อสําคัญก็คือจะทําให้มีรายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรียกได้ว่า ๒ เท่าตัวในเวลา ๕ ปีค่ะ ๒ เท่าตัวในเวลา ๕ ปีคือโจทย์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งไว้นะคะ แถลงไว้ต่อสภา จึงเป็นที่มาซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องตอบโจทย์ ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยการไปตั้งงบประมาณแล้วก็ตั้งประมาณการรายได้จากการท่องเที่ยว ในปี ๒๕๕๓-๒๕๕๘ ไว้ค่ะ สรุปก็คือในปี ๒๕๕๘ นั้น รายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทย จะต้องขึ้นสูงถึงประมาณ ๒ ล้านล้านบาทค่ะ ทีนี้เรากลับมาดูว่ารายได้ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ คือปีที่แล้วนะคะ รายได้จากการท่องเที่ยวที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ประมาณ ๗๓๔,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ แล้วก็จากนักท่องเที่ยวไทยก็ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ คือปีนี้ล่ะค่ะ ถ้าตอบโจทย์นายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีมาแถลงต่อสภา ก็คือจะต้องเพิ่มรายได้ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ให้ขึ้นมาที่ ๘๘๑,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ และในปี ๒๕๕๖ คืองบประมาณที่เรากําลังถกอยู่นี้ค่ะ รายได้จากการท่องเที่ยวที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องก้าวกระโดดขึ้นมาถึง ๑ ล้านล้านบาทค่ะท่านประธาน หากจะถามดิฉันว่าตัวเลขเหล่านี้ จะสามารถเป็นไปได้จริงหรือเปล่า ดิฉันคงต้องเรียนค่ะว่าอาจจะเป็นไปได้แต่เป็นไปได้ยากมากค่ะ เนื่องจากว่าถ้าจะให้เป็นไปตามโจทย์นี้แล้วผู้บริหารประเทศท่านนายกรัฐมนตรีหรือว่า คณะรัฐมนตรีจะต้องทํางานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างขะมักเขม้น มีวิสัยทัศน์แล้วก็มีการตั้ง งบประมาณที่สามารถบรรลุผลได้ แต่พอเรามาดูงบประมาณที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติ ให้กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาน่าเศร้าใจค่ะท่านประธาน เพราะว่าในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตั้งไว้ที่ประมาณ ๑๐,๒๖๔ ล้านบาทค่ะ แต่แปลกใจว่าในปี ๒๕๕๖ งบประมาณกลับตั้งไว้ลดน้อยลงค่ะเพียง ๙,๑๘๓ ล้านบาท น้อยลงไปเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน ถ้าจะถามดิฉันว่าเกิดอะไรขึ้นกับความคิด ที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องการรายได้จากการท่องเที่ยวก้าวกระโดดถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และมาตั้งงบประมาณลดลงในปี ๒๕๕๖ อย่างนี้ตอบโจทย์ประเทศไทยไม่ได้เลยค่ะ ท่านประธาน ท่านประธานคะ อย่างที่ดิฉันได้เคยเรียนแล้วว่าการท่องเที่ยวของไทยนั้นถือได้ว่า เป็นภาคเศรษฐกิจที่ทํารายได้ให้กับประเทศไทยมาเป็นระยะเวลายาวนานควบคู่กับ ภาคอุตสาหกรรมการส่งออกแล้วก็ภาคเกษตรค่ะ แต่นับวันการท่องเที่ยวของไทยนั้น ก็ถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ดิฉันได้เคยอภิปรายไปแล้วค่ะว่าตลอดระยะเวลา ๘ ปีที่ผ่านมาถือได้ว่า เป็นฝันร้ายของการท่องเที่ยวไทยก็ว่าได้ค่ะ เพราะเราต้องเผชิญทั้งภัยธรรมชาติ เราต้องเผชิญ ทั้งภัยโรคติดต่อ ต้องเผชิญทั้งภัยการเมือง ต้องเผชิญทั้งภัยจลาจลเผาบ้านเผาเมืองที่เกิดขึ้น ท่านประธานคะ แต่ภาคเอกชน ภาคประชาชนเขาไม่ได้ท้อถอยเขาก็ต้องการที่จะรักษา การท่องเที่ยวไทยไว้ให้ไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไปให้ได้ วันนี้รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ต้องตอบโจทย์ค่ะว่าแล้วท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้ให้อะไรกับการท่องเที่ยวไทยบ้าง การท่องเที่ยวของไทยดูง่าย ๆ มันก็จะมีอยู่ ๕ พี (5P) ด้วยกันค่ะ
พีแรก ก็คือพี โพรดักท์ ( P Product)
พีที่ ๒ ก็คือ พี ไพรซ์ (P Price)
พีที่ ๓ ก็คือ พี โปรโมชั่น (P Promotion)
พีที่ ๔ ก็คือ พี เพรส (P Press)
และพีสุดท้าย ก็คือ พี พีเพิล (P People)
เรามาดูที่พีแรกก่อนค่ะว่า พี โพรดักท์ นั่นก็หมายถึงแหล่งท่องเที่ยวค่ะ ท่านประธาน เรามาดูว่าท่านนายกรัฐมนตรีแถลงต่อสภาไว้เมื่อวานนี้ค่ะว่าได้จัดการ ตั้งงบประมาณในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการไว้เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ ของไทยให้มีศักยภาพแล้วก็ได้มาตรฐาน โดยส่งเสริมพัฒนาบูรณะและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ รวมทั้งพัฒนามาตรฐานและ ศักยภาพของการท่องเที่ยวไทยและแหล่งท่องเที่ยวไทยค่ะ แต่พอมาดูงบประมาณค่ะ ท่านประธานคะ ที่ให้มาไว้กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมการท่องเที่ยว ดิฉันคงต้องเรียนค่ะว่าเป็นตัวเลขที่น่าใจหายอีกเช่นกันค่ะ ในปี ๒๕๕๕ ท่านตั้งงบประมาณ ไว้ทั้งสิ้น ๒,๖๒๓ ล้านบาทค่ะ ปี ๒๕๕๖ คือปีที่เรากําลังถกนี่ค่ะ งบประมาณลดลงค่ะ เหลือเพียง ๒,๒๓๖ ล้านบาท ลดลงถึง ๑๔.๗๗ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน ตอบโจทย์ อย่างไรคะว่ากรมการท่องเที่ยวจะต้องเป็นผู้ที่ไปดูและไปฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศไทยค่ะ ปรากฏว่าปีนี้เขาได้งบประมาณในการลงทุนประมาณ ๙๙๖ ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ กรมการท่องเที่ยวได้ทําแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไว้ทั้งหมดนี้ค่ะ ๓ ปีงบประมาณ คือปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ผ่าน ครม. เรียบร้อยแล้วนะคะ ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๖,๖๕๑ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๕๖ ของเขานี้ เขาได้เพียง ๙๙๖ ล้านบาท อย่างนี้ก็เช่นกันค่ะว่า ดิฉันไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีคิดอย่างไรกับการท่องเที่ยวของไทยจริง ๆ นอกจากนั้น ในเรื่องของมาตรฐานของแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งกรมการท่องเที่ยวต้องเป็นผู้ไปประเมินแล้วก็ เป็นคนที่ทําในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวเพื่อเอาข้อมูลอันนี้ส่งต่อให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปรากฏท่านประธานเชื่อไหมคะว่า ๑,๐๐๐ กว่าแห่ง แหล่งท่องเที่ยวทั่วไทยค่ะ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น สามารถประเมินไปได้เพียง ๒๓ แห่งเท่านั้นเองค่ะ ด้วยแห่งละประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น ดิฉันไม่ได้ตําหนิกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ได้ตําหนิกรมการท่องเที่ยวค่ะ เพราะว่าไม่ได้มีงบประมาณให้เขาเลย ตรงนี้ค่ะเป็นความถดถอย ของการท่องเที่ยวของไทยอย่างยิ่ง และมันก็ผิดรูปผิดร่างกับสิ่งที่ท่านายกรัฐมนตรี ได้เคยแถลงไว้ต่อสภาค่ะ ท่านประธานคะ
พีต่อมา ก็คือในเรื่องของพี ไพรส์ ค่ะท่านประธาน หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี นี้ค่ะได้ประกาศให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ปรากฏว่า ๗ จังหวัด จังหวัดภูเก็ต กรุงเทพมหานคร และอีก ๕ จังหวัดค่ะ ได้มีการไปทําการวิจัยกันค่ะว่าจากยอดตัวเลข ค่าแรงขั้นต่ําที่ก้าวกระโดดไปถึง ๓๐๐ บาทนั้น ค่าแรง ค่าจ้างก็จะเพิ่มขึ้นประมาณ ๓๕-๓๙ เปอร์เซ็นต์นะคะ และต้นทุนการผลิตทั้งหลายก็เพิ่มขึ้นโดยรวมในภาคบริการและ ภาคการค้าอยู่ที่ประมาณ ๑๕.๖ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ประเด็นอยู่ตรงนี้ค่ะว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ํา ภาคเอกชนต้องจ่ายค่ะ ถือเป็นฟิกคอส (Fix cost) ไฟฟ้าต้องจ่ายค่ะ แม้นักท่องเที่ยวไม่มา แต่ก็ต้องเปิดไฟตามโรงแรมต่าง ๆ ข้อสําคัญต้นทุนในการผลิตของอาหารต่าง ๆ ก็ขึ้นหมดค่ะ ท่านประธาน เรียกได้ว่าที่เขาบอกว่าแพงทั้งแผ่นดินจริง ๆ ค่ะ แต่ประเด็นก็คือว่าราคา ห้องพักค่ะ ราคาแพคเกจ (Package) ของการท่องเที่ยวไทยไม่สามารถขึ้นราคาได้ ตรงนี้ ต่างหากที่ทําให้ภาคเอกชนเขาจะต้องแบกภาระ อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกบอกว่า ได้มีนโยบายในเรื่องของการยกเว้นภาษี ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาไปประมาณ ๒๓ เปอร์เซ็นต์หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็สุดแล้วแต่ค่ะ อย่างที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวค่ะว่าจะเป็นประโยชน์เฉพาะบริษัทที่มีผลกําไรดี ๆ บริษัทใหญ่ ๆ เท่านั้น และในอนาคต จะส่งผลโดยตรงต่อเอสเอ็มอี หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก็จะล้มหายตายจากไป รวมทั้งโรงแรมซึ่งเป็นของคนไทย ต่อไปก็จะเหลือแต่เชน (Chain) ซึ่งเป็นโรงแรมใหญ่ ๆ ตรงนี้ เป็นสิ่งที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลควรจะต้องพึงทราบด้วย
พีสุดท้ายค่ะ ท่านประธานคะ ก็คือ พี พีเพิล ค่ะ ก็คือการเตรียมความพร้อม ให้กับทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉันคงก็อภิปรายเฉพาะในภาคของการท่องเที่ยว เมื่ออาเซียนรวมเป็น ๑ อีก ๒ ปีข้างหน้าเท่านั้น ท่านประธานคงทราบดีนะคะว่าขณะนี้ ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้มีการเซ็นข้อตกลงคุณสมบัตินักวิชาชีพไปแล้ว ๗ สาขา สาขาที่ ๘ นี้ก็คือสาขาท่องเที่ยวค่ะ แต่ประเด็นก็คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้คุยกับทาง ๙ ประเทศเรียบร้อยไปแล้ว เขาแบ่งออกมาเป็น ๓๒ ตําแหน่งงานค่ะ แล้วโดยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือภาคโรงแรมเสีย ๒๓ ตําแหน่งงาน แล้วก็สาขาการเดินทางอีก ๙ ตําแหน่งงาน แต่ปรากฏว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สามารถทําหลักสูตรได้สําเร็จในขณะนี้เพียง ๒ ตําแหน่งงานเท่านั้นค่ะ ท่านประธานคะ เพราะอะไรคะ เพราะว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้งบประมาณมา เพียงเท่านั้น นี่ยังโชคดีค่ะว่ารัฐบาลอาจจะพอไหวตัวและเห็นความสําคัญ ก็เลยตั้ง งบประมาณในปีนี้ไว้ประมาณ ๑๑๘ ล้านบาท แต่ด้วยเงื่อนเวลาและเงื่อนงบประมาณ ที่จํากัด ดิฉันก็ไม่มั่นใจค่ะว่าการเตรียมความพร้อมเหล่านี้จะสามารถทําหลักสูตรเพื่อจะรองรับ อาเซียนรวมเป็น ๑ ในสาขาวิชาชีพท่องเที่ยวได้ทันอีกประมาณ ๓๐ ตําแหน่งงานหรือเปล่า ที่ดิฉันอยากจะขอร้องตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือนอกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว จะต้องมีการรับรองมาตรฐานแล้วก็ออกใบอนุญาตสมรรถนะสําหรับคนไทยที่จะต้องเดินทาง ไปประกอบอาชีพในอาเซียนอีก ๒ ปีข้างหน้า และเมื่ออาเซียนเดินทางมาประกอบธุรกิจ ธุรกรรมในประเทศไทยก็จะต้องมีการออกใบสมรรถนะแล้วก็ออกใบอนุญาตที่กระทรวงแรงงาน เช่นกัน แต่เท่าที่ได้มีการสอบถามนั้นกระทรวงแรงงานยังไม่มีการเตรียมพร้อมในเรื่องเหล่านี้ เลย ดิฉันจึงอยากจะฝากท่านกรรมาธิการงบประมาณปีนี้ค่ะ ได้โปรดช่วยดูรายละเอียด แล้วก็ได้โปรดช่วยดูเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างใกล้ชิดค่ะ เพราะว่า ห่านทองคําตัวนี้เราจะเอาแต่ไข่ทองคําไม่ได้ค่ะ ท่านประธานคะ คงต้องดูแลบํารุงรักษา ห่านทองคําตัวนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน