ธีระ วงศ์สมุทร หารือเรื่องเขื่อนแม่วงก์ โดยอธิบายว่าเป็นโครงการที่มีประวัติยาวนานและได้พิจารณาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ ๕ และมีการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดแล้ว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องงบประมาณของโครงการที่จะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ที่จะใช้งบปกติและเงินกู้
กราบเรียนท่านประธานท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครสวรรค์ คือท่านประสาท ตันประเสริฐ ที่ได้หยิบยกปัญหาของพี่น้องประชาชนได้มาสอบถามในรายละเอียด ก็ต้องขออนุญาต กราบเรียนว่าในเรื่องของเขื่อนแม่วงก์นี้เป็นโครงการที่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนในจังหวัดนครสวรรค์ รอคอยมาเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปี ซึ่งเราจะเห็นว่าโครงการนี้ได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ ๕ ก็ได้มีการศึกษาความเหมาะสมของโครงการตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ แล้วก็ได้ศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ แล้วก็ได้เสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้พิจารณา มาอยู่ประมาณ ๔ ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายก็ได้มีมติให้มาศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องของอีเอชไอเอ (EHIA) ซึ่งกรมชลประทานก็ได้ศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งไปให้ทางคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณาแล้ว สุดท้ายเมื่อดำเนินการกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ในการศึกษาผลกระทบโครงการที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ซึ่งศึกษาอีเอชไอเอ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ดำเนินการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้ส่งฉบับรายงานสุดท้ายมาให้พิจารณา แล้วก็ในวันที่ ๒๑ พฤษภาคมนี้ก็จะมีการประชุมนิเทศโครงการ แล้วก็เพื่อรับฟังความคิดเห็น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครั้งสุดท้าย เพื่อจะปรับปรุงรายงาน ซึ่งคาดว่ารายงานดังกล่าวก็จะ เสร็จเรียบร้อยในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ นี้
ต่อประเด็นคำถามแรกนะครับว่า ในเรื่องของงบประมาณไม่ได้บรรจุไว้นั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในมติคณะรัฐมนตรีก็เขียนเอาไว้ชัดเจน ก็เห็นชอบในหลักการ การดำเนินการโครงการเขื่อนแม่วงก์ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีเห็นว่าโครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำ และแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ แล้วก็มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำ รายละเอียดของโครงการที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ครบถ้วน เช่น แผนปฏิบัติการของโครงการ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม พื้นที่โครงการ ดำเนินการเกี่ยวกับมวลชน และแผนการเงิน ของโครงการเป็นต้น แล้วนำเสนอคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. พิจารณาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และขณะเดียวกันก็ให้รับความเห็นของ กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาด้วยในขณะเดียวกัน แล้วก็ได้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการเตรียมความพร้อมของโครงการคู่ขนานกันไปได้ เช่น ในเรื่องของประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และศึกษาในเรื่องการกำหนดในด้านวิศวกรรมเป็นต้น ซึ่งจากมติ คณะรัฐมนตรีดังกล่าวกรมชลประทานก็ได้จัดทำรายละเอียดต่าง ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรี ได้ส่งให้ทางเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อที่จะดูในเบื้องต้น แล้วก็ส่งให้ ทาง กบอ. เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณต่อไป เพราะฉะนั้นในเรื่องงบประมาณ ที่ไม่ได้ปรากฏในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๖ นั้น เนื่องจากว่าโครงการนี้มีแผนที่ จะใช้เงินตามพระราชบัญญัติกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบ การบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งวงเงินทั้งหมดก็จะบรรจุเอาไว้ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ส่วนกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะดำเนินการนั้น ซึ่งกรอบวงเงินทั้งหมด ๑๓,๒๘๐ ล้านบาทเศษนั้น ก็คงจะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ส่วนหนึ่งก็คงจะไปใช้งบปกติ เพราะว่าโครงการนี้จะไปสิ้นสุดในปี ๒๕๖๒ อีกส่วนหนึ่งก็จะใช้ เงินกู้ ส่วนที่ใช้เงินกู้คิดว่าคงจะใช้ประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ที่เหลือก็จะไปใช้งบปกติ เพราะว่ากรอบเงินกู้มีระยะเวลาจำกัดอยู่ส่วนที่เหลือ เพราะฉะนั้นในการดำเนินการโครงการ ก็คงจะมีทั้งในเรื่องของการสร้างเขื่อน ซึ่งกรอบวงเงินก็ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณ และมีระบบส่งน้ำซึ่งพื้นที่ทั้งหมดก็ ๒๙๑,๙๐๐ ไร่ แล้วก็มีพื้นที่ท้ายเขื่อน ที่ราษฎรต้องการให้เพิ่มเติมอีก ๑๐,๐๐๐ ไร่นะครับ ตรงนี้กรอบวงเงินก็อยู่ที่ประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นแล้วมีเรื่องของการแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อม อีกประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีค่าดำเนินการในการจัดหาที่ดินเพื่อในการก่อสร้าง และมีการเผื่อเหลือเผื่อขาดนะครับ ซึ่งนี่คือรายละเอียดของวงเงินที่จะใช้นะครับ จึงขออนุญาตสรุปว่าสำหรับค่าใช้จ่ายในโครงการนี้ก็จะไปใช้ในพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินส่วนหนึ่ง แล้วหลังจากหมดพระราชกำหนดกระทรวงการคลัง ให้อำนาจกู้เงินแล้วก็จะไปใช้ในเรื่องของงบปกติต่อไปครับ