อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเอกสารจดหมายเหตุ โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเอกสาร และเสนอแนะการแก้ไขเพื่อให้ครอบคลุมเอกสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองโดยชอบธรรมของบุคคล
ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งต้องเรียนว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติใหม่ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบไป แล้วก็คณะกรรมาธิการไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ในชั้นของการพิจารณาวาระแรกนั้นนะครับ มีเพื่อนสมาชิกจํานวนมากที่ให้ความสนใจ กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางหลากหลาย แล้วก็ได้ตั้งข้อสังเกต ไว้มากมายนะครับ ซึ่งเมื่อผ่านมาถึงในวาระที่สอง ก็ทราบว่าคณะกรรมาธิการก็ได้ปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตามข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกไปตามสมควร แต่ว่าในมาตรา ๓ ซึ่งกระผมได้แปรญัตติแล้วก็สงวนคําแปรญัตตินี้ ผมได้ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการแล้ว คณะกรรมาธิการไม่เห็นชอบตามคําแปรญัตติของผม และเมื่อผมได้ฟังคําชี้แจง ของคณะกรรมาธิการในที่ประชุมคณะกรรมาธิการแล้ว ผมก็ยังเห็นว่าเป็นคําอธิบายที่ยังให้ เหตุผลได้ไม่ชัดเจนและจะดีกว่าคําแปรญัตติของกระผม ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างที่ ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบในมาตรา ๓ ในบทนิยาม ว่าด้วยเอกสารจดหมายเหตุไว้ บอกว่าหมายถึงเอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งาน และได้รับ การประเมินคุณค่า ควรแก่การเก็บรักษาและอนุรักษ์ไว้ เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ด้านประวัติศาสตร์ของชาติ และเพื่อประโยชน์ในการศึกษา การค้นคว้า หรือการวิจัย ซึ่งกรมศิลปากรได้จัดทําทะเบียนไว้เป็นเอกสารจดหมายเหตุ คําแปรญัตติของผมก็คือว่า ผมตัดคําว่า สิ้นกระแสการใช้งานและ ออกไป ก็เหลือเพียงว่า เอกสารจดหมายเหตุ หมายความว่า เอกสารที่ได้รับการประเมินคุณค่าควรแก่การเก็บรักษาและอนุรักษ์ไว้ แล้วก็ข้อความต่อไปก็เหมือนกับของคณะกรรมาธิการ เหตุผลที่ผมให้ตัดคําว่า สิ้นกระแสการใช้งาน ออกไปด้วยเหตุผลดังนี้นะครับ เข้าใจดีว่าถ้อยคํานี้เป็นถ้อยคําทางกฎหมายแล้วก็ได้มีการใช้ ถ้อยคํานี้กันในแวดวงของผู้เกี่ยวข้องในกรมศิลปากรมาช้านาน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เจตนารมณ์ของการออกกฎหมายฉบับนี้ เราต้องการให้จดหมายเหตุได้รับการแพร่หลาย และถูกนํามาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านประธานไปศึกษากฎหมายนี้ทั้งฉบับ ท่านก็จะเห็นว่า เป็นการยกย่องเชิดชูจดหมายเหตุให้สามารถที่จะดํารงอยู่ต่อไป เป็นประโยชน์ในการศึกษา ในการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ และการอ้างอิงต่าง ๆ แต่การที่เราไปเขียนกฎหมายที่ไปบีบบังคับว่า เอกสารจดหมายเหตุต้องเป็นเอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งานแล้ว ผมคิดว่าไม่สอดคล้อง กับกฎหมายฉบับนี้ ถ้าท่านประธานได้ดูคํานิยามในมาตรา ๓ ย้อนไปดูในนิยามคําว่า เอกสาร เอกสารนี้ไม่ใช่เฉพาะกระดาษนะครับ ไม่ใช่เป็นแผ่น ๆ ไม่ใช่จดหมายที่เขียนตอบโต้กันเท่านั้น แต่รวมถึงวัสดุทุกอย่างทุกประการ ทั้งในรูปแบบของอักษร สัญลักษณ์ ภาพ เสียง เครื่องมือ ทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการบันทึก ก็เป็นเอกสารจดหมายเหตุได้ทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะเห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป การใช้งานของเอกสารเหล่านี้ ก็จําเป็นต้องนํากลับมาใช้งานได้ และเจตนารมณ์จริง ๆ แล้วก็คือเมื่อต้องการนํากลับมาใช้งาน ก็คือนํามาเผยแพร่ นํามาอ้างอิง แล้วก็ใช้เป็นงานทางด้านการศึกษาวิจัยในวันข้างหน้า ผมคิดว่า การไปใช้คําว่า เอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งาน นั้นเป็นการตัดโอกาสของการยกระดับ เอกสารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาเป็นเอกสารจดหมายเหตุตามกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านไปดูในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี ๒๕๔๒ จดหมายเหตุเขาบอกว่าคือเอกสารที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนผลิตขึ้น เพื่อใช้เป็นหลักฐาน และเครื่องมือในการปฏิบัติงาน และยังหมายรวมถึงหนังสือบอกข่าวคราวที่เป็นไป รายงาน หรือบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นี่ก็หมายความว่าจดหมายเหตุนั้นมีกินความ ที่กว้างขวางออกไป และเป็นเอกสารที่ไม่ได้ถูกระบุว่าสิ้นกระแสการใช้งาน เมื่อนิยาม ของพจนานุกรมบอกไว้อย่างนี้ ผมคิดว่าเราก็น่าที่จะนําเอามาประกอบในการเขียนคํานิยาม ในกฎหมายฉบับนี้ ในทางปฏิบัติเท่าที่ทราบก็คือกรมศิลปากรก็คิดว่า ถ้าเอกสารการสิ้นการใช้งาน คือสิ้นกระแสการใช้งาน คือเอกสารที่อายุ ๒๐-๓๐ ปีขึ้นไป ก็โดยส่วนใหญ่แล้วก็สิ้นกระแสการใช้งาน หรือเอกสารบางชิ้นที่อาจจะอายุมากกว่านั้น แต่ว่ายังจําเป็นต้องใช้งานอยู่ก็ยังไม่ใช่เอกสาร ที่สิ้นกระแสการใช้งาน ประเด็นของผมก็คือว่า เมื่อกรมศิลปากรโดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติ วินิจฉัยว่าเอกสารชิ้นใดเป็นเอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งานแล้ว ถามว่าเอกสารนั้นเมื่อวินิจฉัยว่า เป็นเอกสารที่ควรจะเป็นเอกสารจดหมายเหตุแล้วนี่ เอกสารนั้นจะต้องสิ้นกระแสการใช้งาน หรือไม่ ผมคิดว่าไม่ใช่ครับ เอกสารนั้นยังจําเป็นที่จะต้องใช้งานอยู่เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้า ในการสืบค้นอะไรต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เพราะถ้าไปทําเช่นนั้นแล้ว ท่านประธานลองไปดู ยกตัวอย่าง เช่น เรามีจดหมายเหตุที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นโดยตัวบุคคล และมีประโยชน์ที่สามารถไปสืบค้นได้ เมื่อเอกสารนั้นถูกขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารจดหมายเหตุแล้ว และบอกว่าเป็นเอกสารสิ้นกระแสการใช้งาน แต่หน่วยงานหรือว่าพี่น้องประชาชนทั่วไป ต้องการจะนําเอกสารชิ้นนั้นมาเป็นเอกสารอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารอ้างอิงในการพิจารณา คดีความ หรือเอกสารอ้างอิงในการศึกษาค้นคว้าวิจัย เอกสารนั้นก็ถูกเรียกว่า เป็นเอกสาร ที่สิ้นกระแสการใช้งาน ก็เอาไปใช้ไม่ได้ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ ท่านประธานจะเห็นนะครับว่า ในกฎหมายฉบับนี้ เราต้องการให้เอกสารจดหมายเหตุเป็นเอกสารที่ยังสามารถที่จะนําไปใช้ ประโยชน์ต่อไปได้ โดยเขียนไว้ในมาตรา ๑๖ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้ไปปรับปรุงแก้ไข ให้มาตรา ๑๖ สามารถที่จะไปพิมพ์ ไปทําซ้ําเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ ถามว่าการทําเช่นนี้ มันเป็นการทําที่สิ้นกระแสการใช้งานหรือไม่ อยู่ภายใต้นิยามของการสิ้นกระแสการใช้งานหรือไม่ นี่ในมาตรา ๓ ว่าด้วยบทนิยามของเอกสารจดหมายเหตุ กระผมจึงขอแปรญัตติว่าให้ตัดคําว่า สิ้นกระแสการใช้งาน ออกไป
ในอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมได้แปรญัตติไว้ ก็คือคํานิยามเรื่องของเอกสาร ส่วนบุคคลที่คณะกรรมาธิการระบุไว้เพียงว่า ให้หมายความว่าเอกสารที่จัดทําขึ้นเพื่อประโยชน์ ส่วนบุคคล ผมคิดว่าการให้คํานิยามเพียงเฉพาะเท่านี้ไม่เพียงพอ เพราะในสภาพความเป็นจริง เอกสารส่วนบุคคลที่จะถูกยกฐานะขึ้นเป็นเอกสารจดหมายเหตุนั้นอยู่ในความครอบครอง หรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ที่ครอบครองโดยชอบธรรมอยู่ด้วย และยังสอดคล้องกับมาตรา ๑๐ ที่บอกว่าเมื่อปรากฏแก่กรมศิลปากรว่าเอกสารส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ในความครอบครองของบุคคลอาจมีคุณค่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุ ให้กรมศิลปากรขอตรวจสอบและประเมินคุณค่าของเอกสารนั้น ถ้าหากเรานิยาม เพียงเอกสารส่วนบุคคล คือเอกสารที่จัดทําขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลนั้นไม่เพียงพอ เอกสารที่จัดทําขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลหรือโดยตัวบุคคลนั้นอาจมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ได้ ถ้าหากว่าเราได้ใส่คํานิยามให้ครอบคลุมว่า รวมถึงเอกสารที่เป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ในความครอบครอง โดยชอบธรรมของบุคคลด้วยแล้วก็จะทําให้การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมไปถึง เอกสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองโดยชอบธรรมของบุคคลได้กว้างขวางทั่วถึง แล้วก็จะทําให้เอกสารจดหมายเหตุนั้นมีที่มาที่กว้างขวางมากขึ้น ก็คือที่มาของเอกสารส่วนบุคคล ที่อยู่ในความครอบครองโดยชอบธรรมของบุคคล ผมยกตัวอย่างว่าในวันข้างหน้าถ้าเอกสาร ส่วนบุคคลอยู่ในความครอบครองของบุคคล เราจะไปดําเนินการที่จะมายกฐานะขึ้นมาเป็น เอกสารจดหมายเหตุได้อย่างไร ถ้าหากว่าคํานิยามเพียงแค่ว่าเอกสารที่จัดทําขึ้นเป็นประโยชน์ เฉพาะส่วนบุคคลเท่านั้น ก็ขออภิปรายประกอบคําแปรญัตติเพื่อให้คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ