นายกนก วงษ์ตระหง่านเสนอให้สภาความมั่นคงฯ ประเมินผลยุทธศาสตร์ 30 ปีอย่างเป็นระบบ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของความรุนแรงและหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งผลักดันการแก้ปัญหาตกงานของนักศึกษาอิสลามศึกษาโดยเปิดหลักสูตร 2 ปริญญาเพื่อสร้างทักษะวิชาชีพ และขอความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐในการสนับสนุนโครงการดังกล่าว นายกนกยังเรียกร้องให้หน่วยงานหลัก 3 หน่วย ได้แก่ ส.ง., สภาพัฒน์ และสำนักนโยบายและแผน เข้าใจยุทธศาสตร์เพื่อแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมจะขออนุญาต ใช้เวลาพอสมควรนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อที่จะชี้ประเด็นที่ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ กับรัฐบาลและสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเฉพาะนะครับ ท่านประธานครับ มีถึงเพื่อน สมาชิกจํานวนมากพูดตลอดเวลาว่าเราไม่ควรจะโทษกัน ไม่ควรจะกล่าวอ้างว่ารัฐบาลไหนทําดี รัฐบาลไหนทําไม่ดีนะครับ ซึ่งก็เป็นความเห็นที่รับฟังได้ แต่ที่สําคัญมากกว่าก็คือว่า เราได้ศึกษาบทเรียนจากอดีตอย่างไรบ้าง และเราได้ประเมินผลสิ่งที่เราทํามาอย่างไรบ้าง ผมคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่สําคัญมากกว่า แล้วก็ในประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะเรียนกับรัฐบาล โดยเฉพาะกับทาง สมช. กับท่านเลขาธิการ ท่านรองเลขาธิการนะครับว่า สิ่งที่เรายังขาดวันนี้ ก็คือการประเมินผลอย่างเป็นระบบ ผมคิดว่ามีความจําเป็นที่เราควรจะต้องย้อนเวลากลับไป ถ้าประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ในภาคใต้ผมจําไม่ผิด ถ้าเราย้อนหลังกลับไปประมาณ ๓๐ ปี เราจะเห็นสถานการณ์ที่ขึ้นลง ขึ้นหมายถึงว่า รุนแรง ลงหมายถึงว่า สงบ ความรุนแรง น้อยลงแล้วก็มีความสงบมากขึ้นนะครับ มันจะเกิดเป็นคลื่น เป็นช่วงของมัน ผมคิดว่า จําเป็นที่เราจะต้องไปศึกษาแล้วก็ดูว่าทําไมความขัดแย้ง ความรุนแรงมันจึงมากขึ้น และในบางช่วงทําไมความขัดแย้งและความรุนแรงจึงน้อยลง ในส่วนนี้ผมอยากขออนุญาต ให้ท่านได้กรุณาแยกเป็น ๒ ระดับ
ในระดับที่ ๑ เป็นการประเมินระดับยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ สภาความมั่นคงโดยตรง นั่นหมายความว่าในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมานี้ สมช. จะต้องกลับไปดูว่า ยุทธศาสตร์แต่ละช่วงของท่านที่ปฏิบัตินั้นมันเกิดผลในเหตุการณ์จริงในพื้นที่อย่างไรบ้าง มันมีความสําเร็จในเรื่องอะไรบ้าง แล้วก็มีความล้มเหลวในเรื่องอะไรบ้าง และที่สําคัญก็คือ เพราะเหตุใด ผมเชื่อว่าถ้าท่านทําการประเมินตรงนี้ด้วยข้อมูลที่เป็นจริง ไม่มีอคติ มันจะช่วยให้เราเรียนรู้ได้เยอะมากว่าในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมานั้น เราทําอะไรได้ดีและเราทํา อะไรที่ผิดพลาดไป ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าท่านเข้าใจในความหมายที่ผมพูด ในความหมายทางยุทธศาสตร์ ผมไม่จําเป็นจะต้องอธิบายในรายละเอียด เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว คงจะต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง
ในระดับที่ ๒ ที่ผมคิดว่ามีความสําคัญควบคู่กันไป ก็คือระดับปฏิบัติการ ในระดับปฏิบัติการนั้นท่านจับช่วงเวลาเดียวกัน เช่น สมมุติว่าท่านให้ช่วงเวลาปี ๒๕๓๐ ถึงปี ๒๕๓๕ สมมุตินะครับ ในการประเมินทางยุทธศาสตร์ท่านก็ประเมินการปฏิบัติ ในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน แล้วท่านก็จะเห็นว่าการปฏิบัติการของท่านในช่วงเวลาดังกล่าวมันมี การปฏิบัติการในเรื่องอะไร ในด้านอะไรที่ประสบความสําเร็จ และในทางกลับกันมีเรื่องอะไร มีด้านอะไรที่ประสบความล้มเหลว เพราะเหตุผลอะไร โดยดูจากข้อมูลจริง โดยดูจาก ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยดูจากข้อมูลในเชิงเอกสาร เป็นต้น และเมื่อท่านประเมินอย่างนี้ตลอด ๓๐ ปี ท่านก็จะเห็นภาพทันทีว่าการปฏิบัติการของเราที่ดีมีอะไรบ้าง และการปฏิบัติการของเรา ที่ผิดพลาด และทําให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นมีอะไรบ้าง และเมื่อท่านนําผลของการประเมิน ในระดับยุทธศาสตร์ และในระดับปฏิบัติการมากางเป็นแผนที่ตามกาลเวลาในแต่ละช่วง ซ้อนกัน ท่านก็จะเห็นทันทีเลยว่ายุทธศาสตร์ของท่านกับการปฏิบัติการนั้นสัมพันธ์กันหรือไม่ และต้องใช้เวลานานเท่าไร เมื่อเราดําเนินการทางยุทธศาสตร์แล้วจึงจะเห็นผลในระดับ ปฏิบัติการ และในทางกลับกันการปฏิบัติการที่ผิดพลาดใช้เวลานานเท่าไรจึงจะส่งผลที่ทําให้ เกิดความเสียหายในระดับยุทธศาสตร์ได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราทําการประเมินศึกษาอย่างนี้ เราไม่ต้องมาโทษกันละครับว่าใครผิดใครถูก รัฐบาลไหนผิด รัฐบาลไหนถูก มันจะชัดในตัว มันเอง เพื่อที่เราจะได้นําข้อผิดพลาดเหล่านั้นมาแก้ไข มาปรับปรุงยุทธศาสตร์ของเรา การปฏิบัติการของเราให้ดีขึ้นได้ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนกับท่านเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเฉพาะในที่นี้ ซึ่งผมก็รู้จักกับท่านเป็นการส่วนตัว ผมอยากจะ ขออนุญาตให้ท่านได้ทําเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในด้านของระดับปฏิบัติการ วันนี้โครงสร้างของ เราได้แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ด้านหนึ่งคือปฏิบัติการทางด้านความมั่นคง อีกด้านหนึ่งคือ ด้านการปฏิบัติการในด้านการพัฒนา ถ้าย้อนกลับไป ๓๐ ปี เราก็ทําแบบนี้เหมือนกันละครับ เพียงแต่รูปแบบและวิธีการเราอาจจะต่างกันไป แต่คําถามก็คือทําไมบางช่วงการพัฒนาของเรา ประสบความสําเร็จ และทําไมบางช่วงความมั่นคงจึงประสบความล้มเหลว สิ่งเหล่านี้จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งในการที่เราจะสรุปบทเรียนในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ น่าเสียดายที่วันนี้เราได้เห็นเฉพาะนโยบายที่ท่านจะบอกว่าอีก ๓ ปีข้างหน้าท่านจะทําอะไร แต่เรามองไม่เห็นภาพเลยว่า ๓ ปีที่แล้ว ๕ ปีที่แล้ว ๑๐ ปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรบ้าง ที่เป็นข้อผิดพลาด เพราะถ้าเราไม่นําความจริงมาเปิดเผยให้ปรากฏ อย่างน้อยกับผู้ที่ รับผิดชอบ เราก็จะไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น แล้วเราก็จะใช้มายาคติ ใช้ความรู้สึกของตัวเราเอง ปิดบังข้อผิดพลาด และปิดบังสิ่งที่เราไม่ชอบ ผมคิดว่าตรงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราจําเป็น ที่จะต้องกลับไปทบทวนในเรื่องเหล่านี้ และในส่วนนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้กรุณาอยู่ใน ห้องประชุม ผมอยากจะขออนุญาตท่านได้กรุณาจดประเด็นนี้เลยนะครับ และกรุณาไป นําเรียนท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าขอความกรุณาให้การสนับสนุนเพื่อการศึกษาประเมินผล ว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการของประเทศไทยของเราในการแก้ไขปัญหา ภาคใต้เป็นอย่างไร เราจะได้เข้าใจครับว่าทําไมที่มาถึงวันนี้ เหตุการณ์ที่เป็นอย่างเช่นวันนี้ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกได้อธิบายไปแล้วนะครับว่าเราเสียชีวิตไปแล้วกว่า ๕,๐๐๐ คน มันเพราะอะไรครับ แล้วจะต้องเสียมากกว่านี้อีกหรือไม่ แล้วเสียชีวิตที่มากกว่านี้ แล้วเหตุการณ์จะดีขึ้นไหม จะสงบหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เรานึกเอาเองไม่ได้ครับ เราจะต้อง กลับไปทบทวนประวัติศาสตร์ ทบทวนความเป็นจริง แล้วก็เรียนรู้กับมันนะครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธานที่ผมอยากจะขออนุญาตนําเรียนกับท่านรองนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานแล้วก็ท่านเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า ผมคิดว่าท่านต้องเอาจริง เอาจังกับการเรียนรู้บทเรียนในอดีตว่าเป็นอย่างไร อย่ารีบศึกษาสรุป ๆ แล้วก็รวบรัด แล้วก็จบ แล้วบอกว่าจะทําแบบนี้ กรุณาอย่าทําอย่างนั้น เพราะว่าเราผิดพลาดมา ๓๐ ปีแล้วอย่างน้อย เราไม่ควรจะผิดพลาดอีก ๓๐ ปีนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ด้วยความเคารพจริง ๆ อยากจะขอให้ท่านได้ทําเรื่องนี้ อย่างน้อยที่สุดเราจะได้บอกได้ว่า ความถูกต้องมันเริ่มขึ้นแล้ว ในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ในยุคนี้ของเรา
ประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ถ้าจากประเด็นแรกที่ผมพูดนั้น ผมเรียน กับท่านประธานได้เลยว่าปัญหาหลักเบื้องต้นที่สําคัญมากที่ผมจะต้องพูดในประเด็นที่ ๒ ก็คือปัญหาที่เราไม่สามารถนํานโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่ดีไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลตามที่ นโยบายหรือยุทธศาสตร์ได้กําหนดไว้ ผมคิดว่าถ้าเรามีใจที่เป็นธรรมนะครับ นโยบายความมั่นคง ใน ๓ ปีที่ท่านเขียนมานี้ ผมคิดว่าร้อยละ ๙๐ ถูกต้องครับ แล้วก็ดี มีความคิดใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม การเคารพอัตลักษณ์ และวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้มีน้ําหนักมากขึ้นในนโยบายนี้ เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่คําถามก็คือว่า ผมเชื่อว่าท่านเลขาธิการและท่านรองเลขาธิการ รวมทั้งรองนายกรัฐมนตรี ด้วยนี่นะครับ ในใจท่านก็รู้อยู่ว่าจบอีก ๓ ปีมันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นครับ และท่านก็ไม่ได้มั่นใจ เลยว่าท่านจะสามารถปฏิบัติได้ตรงตามที่ท่านพูดหรือที่ท่านเขียนไว้ในนโยบายแห่งนี้ และท่านก็ จะมีเหตุผลอธิบาย ผมเชื่อครับ ตรงนี้คือสิ่งที่เป็นปัญหาครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น จําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องกลับมาดูกันอย่างจริงจังว่านโยบายซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับผิดชอบในระดับยุทธศาสตร์นั้น จะนําไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร ตรงนี้เป็นโจทย์ที่ใหญ่ ผมขออนุญาตตั้งเป็นประเด็นเพื่อให้ท่านได้นําไปพิจารณาประกอบในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้
ในประการแรกจะทําอย่างไรจึงจะทําให้เกิดความสอดคล้องระหว่างนโยบาย กับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ครับ วันนี้เสียงอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทั้งซีกรัฐบาลแล้วก็ซีกฝ่ายค้าน ก็ได้บอกชัดเจนว่านโยบายที่กรุงเทพฯ กับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มันเป็นคนละเรื่องกัน และบ่อยครั้งสวนทางกัน ขัดแย้งกัน และสร้างปัญหาให้แก่กันและกัน ผมไม่จําเป็นจะต้อง อธิบายหรือยกตัวอย่างในรายละเอียด เพราะอาจจะทําให้เพื่อนสมาชิกเข้าใจผิดว่าผมมา ชวนทะเลาะกับท่าน ไม่ใช่เลยครับ แต่อันนี้เป็นปัญหาจริง ๆ ครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้สภาความมั่นคงแห่งชาติได้กรุณาตอบและให้ความมั่นใจกับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ ว่าท่านจะทําอย่างไรให้นโยบายความมั่นคง ที่นํามาเสนอในสภาวันนี้ลงไปสู่การปฏิบัติที่ไปในทิศทางเดียวกันของเจ้าหน้าที่ในภาคสนาม
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ปัญหาของการปฏิบัตินั้นมันเกิดขึ้นจาก หน่วยปฏิบัติต่าง ๆ ในพื้นที่เองที่ต่างคนต่างทํา ตั้งแต่ถ้าจะพูดในเชิงลบก็ต่างคนต่างแย่ง ผลงาน ต่างคนต่างแย่งงบประมาณ ต่างคนต่างแย่งทรัพยากร และไม่อยากพูดเลยก็คือ ต่างคนต่างแย่งที่จะเอาหน้าทางการเมือง สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรจึงจะทําให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่กลับไปสู่สภาวะของการรับ นโยบายความมั่นคงเดียวกันและแปลงไปสู่แผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกัน ผมตั้งประเด็น เป็นรูปธรรมเลยครับ สภาความมั่นคงแห่งชาติและท่านรองนายกรัฐมนตรีจะทําอย่างไรครับ ที่จะทําให้เส้นแบ่งขอบเขตอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างส่วนราชการในพื้นที่ที่บอกว่า อันนี้พื้นที่ผม อันนี้เขตของผม คนอื่นไม่เกี่ยว เพราะในชีวิตจริงของพื้นที่และพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่มีเส้นแบ่งครับ ท่านประธานครับ แต่วันนี้ผมเชื่อว่าสิ่งที่สภาความมั่นคงแห่งชาติหนักใจอยู่ อย่างยิ่ง ถ้าผมเอาใจผมไปใส่ใจท่านนี่ผมจะทราบเลยครับว่าที่ท่านหนักใจก็คือว่าเส้นแบ่ง เหล่านี้มันทําให้นโยบายความมั่นคงปฏิบัติไม่ได้ครับ แต่ไม่ใช่ท่านยอมจํานนกับสภาพแล้วก็ นําเสนอท่านนายกรัฐมนตรีแล้วหวังว่าจะได้รับการแก้ไข มันไม่ได้ผลหรอกครับ ผมคิดว่า ท่านจะต้องมีภาวะที่สร้างสรรค์ทางความคิดและวิธีการที่มากกว่านี้ที่จะทําให้เราสามารถ ทะลุเส้นแบ่งของส่วนราชการที่อยู่ในพื้นที่ให้ได้ และที่สําคัญก็คือว่าทําอย่างไรที่จะทําให้ ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ทั้งหมดมีความรู้สึกว่าแต่ละท่าน แต่ละหน่วย จะรับผิดชอบร่วมกันในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ไม่ใช่ฝ่ายความมั่นคงก็บอกว่าผมรับผิดชอบ เรื่องความมั่นคง เรื่องพัฒนาผมไม่เกี่ยว ศอ.บต. ก็บอกว่าผมรับผิดชอบเรื่องการพัฒนา เรื่องความมั่นคงผมไม่เกี่ยว กระทรวงสาธารณสุขก็บอกว่าผมรักษาอย่างเดียวอย่างอื่นผมไม่เกี่ยว ทั้ง ๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขที่โรงพยาบาล ท่านประธานทราบไหมครับว่าหมอ พยาบาล และบุคลากรของโรงพยาบาลนั้นคือคนที่รู้ข้อมูลลึกมากที่สุดในพื้นที่ เพราะว่าคนป่วย คนเจ็บ และญาติที่มาเยี่ยมนั้นคือคนที่อยู่ในพื้นที่แล้วอยู่ในเหตุการณ์ทั้งสิ้น ทําไมเราจะไม่ได้ ข้อมูลแล้วรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรทางด้านการรักษาพยาบาล ผมไม่ได้ หมายความว่าใช้เขาเป็นแหล่งข่าวแล้วสร้างความอันตรายหรือความเสี่ยงให้กับเขา ไม่ใช่ แต่เราควรจะต้องรับฟังและทําความเข้าใจกับเขา อย่างนี้เป็นต้น สมช. จะทําอย่างไรครับ ในเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้า สมช. คิดแค่แต่เพียงว่าผมทํานโยบายนี้จบแล้วก็จบครับ มันก็จบ จริง ๆ ครับ แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ ท่านประธานครับ
ในประเด็นที่ ๓ จะทําอย่างไรให้หน่วยงานในพื้นที่ แทนที่จะคิดว่าตัวเอง ปฏิบัติหน้าที่ของตัวแต่เพียงด้านเดียว ให้เขาเอื้อมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งไม่ใช่ หน่วยงานหลักเพราะหน่วยงานหลักในพื้นที่ก็มีกองทัพภาค มี กอ.รมน. มี ศอ.บต. นี่คือ หน่วยงานหลัก แต่หน่วยงานอื่น ๆ ที่มีบทบาทมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย กรมส่งเสริมการเกษตร อย่างนี้เป็นต้น ทําอย่างไรเราจะเอื้อมมือของ ส่วนราชการเหล่านี้ที่เป็นหน่วยงานหลักไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และทํางาน ร่วมกัน วันนี้ครับ ท่านประธานครับ หน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่เขาบอกบอกว่ากองทัพภาค กอ.รมน. ศอ.บต. พยายามจะแย่งงานและทุกอย่างไปทําเองหมดแล้วครับ แต่เวลาประกาศ นโยบายที่กรุงเทพฯ ก็บอกว่าเราจะให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม เราจะให้หน่วยงานปฏิบัติ ซึ่งเป็นหน่วยประจํารับผิดชอบเป็นหลัก แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ ท่านประธานครับ และผมไม่อยากจะไปสรุปว่าทําไมจึงเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าคนที่มีสามัญสํานึกก็คิดออกครับ ว่าทําไมจึงเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากครับท่านประธาน การที่จะ แปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัตินั้น ผมอยากขออนุญาตเน้นกับ สมช. นะครับว่าทําอย่างไรที่เรา จะประสานกับหน่วยงานที่รับนโยบายนี้ไปแปลงให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนครับ รูปธรรม ที่ชัดเจนไม่ได้หมายความว่าเขียนเป็นตัวหนังสือแล้วอ่านออกครับ แต่หมายความว่าปฏิบัติ ได้จริงครับ ท่านประธานครับ การปฏิบัติได้จริงตรงนั้นไม่ใช่ปฏิบัติแล้วเลิกเป็นผักชีโรยหน้า แต่เป็นการปฏิบัติที่ต่อเนื่องครับ ท่านประธานครับ ทําอย่างไรจึงจะทําให้เกิดความต่อเนื่อง ของการปฏิบัติ ผมไม่ต้องพูดถึงการต่อเนื่องระหว่างรัฐบาลหนึ่งไปอีกรัฐบาลหนึ่งนะครับ อันนั้นก็เป็นปัญหามากอยู่แล้ว แม้กระทั่งในรัฐบาลเดียวกันนะครับ พอเปลี่ยนหัวหน้า ส่วนราชการ เปลี่ยนหัวหน้าหน่วย ไม่ต่อครับ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องตระหนักแล้วก็ แก้ไข การกระทําอย่างนี้ที่เราไม่สามารถเห็นผลในทางปฏิบัติจากการแปลงนโยบายได้ ผมอยากจะขออนุญาตเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชน ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ๕ จังหวัดก็ตาม เขาจะต้องเป็นผู้รับปัญหา รับเคราะห์กรรม จากการไม่ประสานงาน และการต่อสู้ของส่วนราชการกันเอง ตรงนี้เป็นปัญหาท่านประธานครับ ที่ทําให้นโยบายไปสู่ การปฏิบัติไม่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงจะไม่ต้องพูดเรื่องการปฏิบัตินโยบายอีก แต่ผมอยากจะขออนุญาตนํากรอบที่ผมได้พูดเมื่อสักครู่นี้ลงไปสู่การอธิบายในรายละเอียด ผมจะยกตัวอย่างเพียงบางเรื่องเท่านั้น เพื่อให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านเลขาธิการ สภาความมั่นแห่งชาติคงได้เข้าใจและเห็นรูปธรรม และถ้าท่านจะกรุณาก็นําไปใช้ประโยชน์ ได้ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่ประการใด
ประการที่ ๓ ที่ผมอยากพูดถึงก็คือว่า ในนโยบายความมั่นคงที่ท่านพูดถึงนี้ นะครับ ผมต้องขออนุญาตชมนะครับ วัตถุประสงค์ ๙ ข้อของท่านมาถูกทางครับ แต่วัตถุประสงค์ ๙ ข้อนั้น ผมจะไม่ไล่เป็นรายข้อนะครับ เพราะจะเสียเวลาที่ประชุมมากเกินไป แต่ผมอยากจะบอกกับท่านว่าวัตถุประสงค์ ๙ ข้อนี้ น้ําหนักไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา ผมอยากจะขออนุญาตชี้เพียง ๕ ประเด็น และยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้กับท่าน เผื่อท่านจะนําไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปในการปฏิบัติให้เกิดผลสําเร็จ
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องการศึกษา
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการอํานวยความยุติธรรม
เรื่องที่ ๔ คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อหลักศาสนาอิสลาม
เรื่องที่ ๕ คือเรื่องการกระจายอํานาจ
ผมจะขออนุญาตที่จะพูดเป็นประเด็น เพื่อประโยชน์ต่อสภาความมั่นคง และรัฐบาลที่จะนําไปใช้ต่อไปครับ ท่านประธาน ในเรื่องการศึกษาครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัญหาภาคใต้เมื่อสักครู่ผมได้พูดแล้วว่าเกิดขึ้นมาและเรามีปัญหาต่อเนื่องมา มากกว่า ๓๐ ปีแล้ว ถ้านับตั้งแต่เด็กที่เกิดวันแรกในช่วงเวลาดังกล่าววันนี้เขาอายุ ๓๐ ปีแล้วนะครับ นั่นหมายความว่าเวลาเป็นเรื่องใหญ่มาก และที่สําคัญก็คือปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถึงที่สุดแล้วคือปัญหาของคนครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างคน ถ้าเด็กที่เกิดวันนี้และเรา ทําการสร้างคนคนนี้อย่างถูกต้อง ผมเชื่อว่าอีก ๓๐ ปีข้างหน้าปัญหาภาคใต้ไม่มีแล้วครับ ความสงบสุขและสันติสุขจะกลับมาอย่างมั่นคงและถาวร ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องการศึกษาครับ ท่านประธาน นั่นหมายความว่าการศึกษาควรจะต้องเป็นยุทธศาสตร์หลักของการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งในภาคใต้ รูปธรรมครับท่านประธาน ในภาคใต้เราทราบดีอยู่ว่าเป็นพื้นที่มุสลิม และมีความละเอียดอ่อน โรงเรียนทางด้านศาสนาของภาคใต้ที่เป็นหลักใหญ่ ๆ ก็จะมี โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา แล้วก็มีโรงเรียนตาดีกา นอกเหนือจากนั้นก็เป็นโรงเรียนหลัก ๆ ก็คือ โรงเรียนสามัญของรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเลยนะครับ มีอาจารย์จบปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่วิทยาเขตปัตตานี จบปริญญาเอกนะครับ เป็นอาจารย์ครับ เป็นมุสลิม ผมถามอาจารย์ว่าอาจารย์ครับ อาจารย์ส่งลูกไปเรียนหนังสือที่ไหนครับ อาจารย์ตอบผมว่าส่งไปโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาครับ ผมถามว่าทําไมครับ อาจารย์เป็นอาจารย์ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีสิทธิส่งไปโรงเรียนสาธิต ทําไมไม่ส่งไปโรงเรียนสาธิตละครับ ปรากฏว่าคําตอบเป็นอย่างนี้ครับ ท่านเลขาธิการฟังดี ๆ นะครับ อาจารย์ตอบผมบอกว่า ถ้าผมส่งลูกผมไปโรงเรียนสามัญของรัฐ หรือโรงเรียนสาธิตอย่างที่อาจารย์กนกบอกนั่นนะ ผมรู้ว่าลูกผมจะเก่งวิชาสามัญครับ แต่ผมไม่มั่นใจเลยว่าลูกผมจะเป็นมุสลิมที่ดีได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องเลือกกับการให้ลูกผมเก่งวิชาสามัญกับเป็นมุสลิมที่เลว ผมเลือกที่จะให้ ลูกผมรู้วิชาสามัญไม่ต้องมากนัก หรืออ่อนวิชาสามัญ แต่เป็นมุสลิมที่ดี อันนี้คือทางเลือก ของคนจบปริญญาเอกนะครับ สําหรับชาวบ้านที่พี่น้องมุสลิมทั่วไปไม่ต้องพูดเลยครับ ไม่ต้องตัดสินใจอะไรเลย ไม่ส่งไปโรงเรียนสามัญโดยเด็ดขาดเพราะเชื่อว่าไปโรงเรียนสามัญแล้วลูกจะไม่เป็นมุสลิมที่ดี นี่คือเสียงสะท้อนความเป็นจริงที่บอกกับเราว่าเรากําลังผิดพลาดเชิงนโยบาย ที่ท่านเขียนมา นี่ละครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมถามอาจารย์ต่อไปว่าแล้วถ้าอย่างนั้นอาจารย์จะทําอย่างไรครับ ลูกอาจารย์เป็นมุสลิมที่ดีแต่วิชาสามัญอ่อน เราก็รู้อยู่ว่าต่อไปวิชาชีพจะอ่อนเพราะเข้า มหาวิทยาลัยไม่ได้อาจารย์จะแก้ปัญหาอย่างไรครับ อาจารย์ตอบผมว่าผมจะพยายามวิ่งเต้นหาทุน เพื่อส่งลูกผมไปเรียนมหาวิทยาลัยอิสลามในประเทศมุสลิม เช่น ประเทศตุรกี ประเทศจอร์แดน ประเทศโมร็อกโก ประเทศอียิปต์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น นี่คือเสียงจากใจของคน เป็นพ่อเป็นแม่ที่เป็นมุสลิมครับ นั่นก็หมายความว่าวันนี้เราจะต้องกลับมาทบทวนเรื่อง การศึกษากันใหม่ ผมขออนุญาตเสนอเป็นรูปธรรมเลยนะครับ ถ้าสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะกรุณารับและท่านรองนายกรัฐมนตรีจะกรุณารับไปปฏิบัติก็จะเป็นอานิสงส์กับประเทศชาติ ของเราก็คือเรารู้ว่าโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนอิสลามอ่อนวิชาสามัญ ท่านฟื้นฟูครูวิชาสามัญ ให้กับโรงเรียนเหล่านี้ได้ไหมครับ และการสอนอบรมติวเข้มวิชาสามัญไม่ใช่บอกว่าทํา ๒๐๐ คน แล้วก็เอามาบอกว่าทําแล้วไม่ใช่นะครับ ที่ผมพูดนี่หมายความว่าทําทุกคนครับท่านประธาน เพราะถ้าทํา ๒๐๐ คน ก็มีโรงเรียนอยู่ ๔-๕ โรงเรียนได้ประโยชน์แต่โรงเรียนอีก ๘๐๐ โรงเรียน ไม่ได้ประโยชน์หรอกครับ นี่คือทางเลือกที่ ๑
ทางเลือกที่ ๒ ที่ดีกว่านั้นอีกครับท่านประธานก็คือโรงเรียนสามัญของ รัฐบาลแต่เราเอาอิสลามศึกษาเข้าไปในโรงเรียนสามัญให้ได้สิครับ และให้โรงเรียนสามัญ ซึ่งเก่งวิชาสามัญสอนอิสลามศึกษาด้วยสิครับ ถ้าอย่างนี้เรามีโรงเรียนสามัญที่มีคุณภาพแล้วมี อิสลามศึกษาที่ดีทันทีเลยนะครับท่านประธาน วิธีการทําอย่างไรผมมีรายละเอียดครับ ท่านประธานแต่ไม่จําเป็นต้องพูดในที่ประชุมแห่งนี้ ผมยินดีจะให้คําตอบกับท่านนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอความกรุณาท่านรองนายกรัฐมนตรีช่วยเรียนท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ อย่างน้อยขอสักเรื่องหนึ่งได้ไหมครับ เอาอิสลามศึกษาเข้าไปในโรงเรียนสามัญเพื่อเปิดโอกาส ให้พ่อแม่พี่น้องที่มีลูกมีหลานใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาได้ลูกที่รู้วิชาสามัญและเรียนต่อ วิชาชีพได้และที่สําคัญคือเป็นมุสลิมที่ดีครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ตัวอย่างที่ ๒ แค่นั้น ยังแก้ปัญหาไม่หมดหรอกครับ วันนี้เรามีฐานเริ่มต้นแล้วคือมีวิทยาลัยอิสลามศึกษา คนหนึ่งที่ร่วม ก่อตั้งท่านอาจารย์พีรยศนั่งอยู่ตรงนี้แล้วครับ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และท่านก็เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น ผมไม่ทราบท่านคิดอย่างไรท่านลาออกแล้วมาเป็น ส.ส. ผมยังอยากให้ท่านกลับไปเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา วันนี้นะครับท่านประธาน เด็กไทยที่เป็นมุสลิม ลูกอาจารย์แบบที่ผมพูดเมื่อไปเรียนในต่างประเทศได้ทุนนะครับ ขอทุน ซึ่งเงินก็ไม่มากเลยแต่ต้องเสียเวลา ๒ ปี เข้าไปเรียนภาษาอาหรับเพราะว่าที่นั่นใช้ภาษาอาหรับ ทั้งหมดแล้วครับ เป็นไปได้ไหมครับเราจะตั้งศูนย์สอนและทดสอบภาษาอาหรับที่วิทยาลัย อิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และผมเรียนท่านประธานได้ นะครับว่าเราได้ทําโครงการนี้แล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้การอนุมัติแล้ว ผมขออนุญาต ฟ้องท่านประธานอีกครั้งนะครับ แต่งบประมาณถูกตัดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ตรงนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกรุณานํากลับมาได้ไหมครับ เพื่อที่ว่าอย่างน้อยที่สุดเด็กไทยที่เป็น มุสลิมอีกหลายพันคนไม่ต้องไปตกระกําลําบาก ๒ ปีครับท่านประธาน และผมได้เดินทาง ไปพบเด็กนักเรียนเหล่านั้นด้วยตัวผมเอง แล้วผมเห็นสภาพการเป็นอยู่ของเขาท่านทราบไหมครับว่า เงินที่พ่อแม่เจียดกําใส่มือไปธนาคารประเทศที่เขาไปคือประเทศซูดานไม่มีธนาคาร ที่แลกเปลี่ยนกับประเทศไทยได้นะครับ ต้องไปที่ประเทศอียิปต์และจากคนที่จะไปแลกจาก ประเทศอียิปต์มาประเทศซูดานได้เขาเก็บเงินค่าพิเศษในการรับจ้างไปแลกอีกครับ แล้วผมถามน้อง ๆ เหล่านั้นว่าได้เงินเดือนละเท่าไรครับท่านประธานเพื่อดํารงชีวิต เดือนละ ๑,๐๐๐ บาทครับ ที่พ่อแม่ส่งไปให้ และผมถามว่าส่งเท่านี้หรือ เขาบอกว่ามีเท่านี้ ครับ นี่คือสภาพชีวิตของเด็กพี่น้องมุสลิมที่อยู่ในต่างประเทศ ท่านประธานครับ คนเหล่านี้ เมื่อกลับมาแล้วผมถามว่าเขาจะรักประเทศไทยได้อย่างไรล่ะครับ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สําคัญ อย่างยิ่ง จึงอยากจะขออนุญาตเสนอกับท่านประธานว่ารีบกรุณาตั้งศูนย์สอนและทดสอบ ภาษาอาหรับที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์โดยเร็วที่สุด และผมเรียน ท่านรองนายกรัฐมนตรีเลยนะครับ ผมได้ไปเจรจาขออาจารย์จากประเทศโมร็อกโก จากประเทศจอร์แดน แล้วก็ประเทศตุรกีเรียบร้อยแล้วครับ เขาสามารถที่จะบินมาได้ทันที แล้วก็เอาหลักสูตรมาเลยครับ ถ้าท่านอยากจะทําบอกนะครับ พรรคประชาธิปัตย์ผมนี่นะครับ ยินดีที่จะช่วยท่านเพื่อให้แก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา
ประการที่ ๓ ท่านรัฐมนตรีครับ ในการทํางานตรงนี้ทุกคนทราบดีอยู่ว่า คนเรียนอิสลามศึกษาจบลง ตกงานครับ ผมไปที่ประเทศซูดานนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ส่งผมไปครับ ไปที่ประเทศซูดาน รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของเขาบอกว่านักศึกษา ที่เรียนอิสลามในประเทศมุสลิมคือประเทศซูดานร้อยละ ๙๕ ตกงานครับ ที่ตกงานเพราะว่า วิชาอิสลามศึกษาที่สอนเป็นเรื่องของศาสนาเป็นหลัก แต่ไม่ใช่วิชาชีพ เราไม่ควรจะผิดพลาด แบบนั้นอีก เราสอนอิสลามศึกษาเพื่อการเป็นมุสลิมที่ดี แต่เราต้องมีวิชาชีพให้กับพี่น้อง มุสลิมของเราครับ วันนี้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ทดลองทําโครงการ ๒ ปริญญา เรียบร้อยแล้วครับ ที่เราทํางานกันมาเมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้วต่อเนื่องกันมา วันนี้มีรัฐศาสตร์ มีนิติศาสตร์ มีศึกษาศาสตร์บวกกับอิสลามศึกษาครับ ท่านประธานครับ แล้วเรากําลัง เตรียมการที่จะทําให้เกิดพยาบาล วิศวกรรมศาสตร์ แล้วก็แพทย์ศาสตร์ครับ ท่านประธานครับ แต่การกระทําแบบนี้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต้องทําด้วยตัวเอง ไม่มีใครไปช่วยเลยครับ ในช่วงท้ายที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทําโครงการหมดเลยครับ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของท่านละครับ ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม ไม่ให้ครับ ตรงนี้เป็นปัญหาครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขออนุญาตเรียนกับ ท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ ว่านี่คือรูปธรรมที่ผมนําเสนอว่าเวลาผมพูดถึงว่า แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติคืออย่างนี้ครับ ท่านเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ประการที่ ๔ เพื่อให้ท่านเห็นภาพในทางระหว่างประเทศและเราได้ทําเป็น ตัวอย่างแล้ว ก็คือการจัดอินเตอร์เนชั่นแนล คอนเฟอเรนซ์ ออน อิสลามมิก สตัดดี (International Conference on Islamic Study) เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้วในเดือนธันวาคม เราจัดครั้งที่ ๑ ครับท่านประธาน แล้วผมก็ได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ตอนงบประมาณครับ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานจําได้ ผมไม่ขอพูดในรายละเอียด แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานทราบไหมครับ คืนวันนั้นตีสามครับ เจ้าหน้าที่สํานักงบประมาณโทรไปที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์บอกว่าจะให้แล้ว งบประมาณจะให้แล้ว ผมถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น กับระบบของเราในวันนี้ เราทํางบประมาณมาอย่างถูกต้อง เสนอมาตัดออกหมด พอมา โวยวายในสภา มาพูดในสภาก็บอกว่าให้แล้ว ๆ ถ้าอย่างนั้นท่านกําลังบอกผมใช่ไหมครับว่า ผมต้องโวยวายทุกเรื่องจึงจะได้ ผมพยายามอย่างยิ่งนะครับ ท่านประธานครับ ที่จะนําเสนอ อย่างสร้างสรรค์และช่วยแก้ไขปัญหาจริง ๆ เพราะผมอยากเห็นบ้านเมืองของเราสงบ ปรองดองเดินหน้าครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนท่านประธานเลยนะครับ ฝากท่านประธานและฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีเลยนะครับ เราจะจัดอินเตอร์เนชั่นแนล อิสลามมิก สตัดดี (International Islamic Study) ครั้งที่ ๒ ในเดือนมกราคม ๒๕๕๖ และจะใช้ งบประมาณในปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ ครับ ท่านประธานครับ หัวข้อที่เราจะจัดก็คือเรื่อง ความท้าทายของอิสลามศึกษากับการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันและอนาคต และขณะนี้ เราเชื่อว่าจะมีมหาวิทยาลัยชั้นนําโดยเฉพาะอธิการบดีและรองอธิการบดีไม่ต่ํากว่า ๕๐ แห่ง ทั่วโลกมาประชุม และเราจะมีมุฟตี้ จะมีอิหม่าม แกรนด์อิหม่ามจากไม่น้อยกว่าอีก ๑๐ ประเทศนะครับ ที่จะมาประชุม ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับ ในการจัดครั้งที่ ๑ เราประสบความสําเร็จอย่างยิ่ง จนกระทั่งการประชุมโอไอซี (OIC) ถัดจากนั้นหลังจากการประชุม ของเราไม่มีสมาชิกในโอไอซีต่อว่าประเทศไทยอีกเลยครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าผู้นําแกรนด์อิหม่าม มุฟตี้ ที่มา เขาบอกกับผมเองว่าดอกเตอร์กนก ผมไม่อยากจะเชื่อว่าประเทศไทยให้เสรีภาพกับพี่น้องมุสลิมมากกว่าประเทศมุสลิม บางประเทศด้วยซ้ําไปครับ นี่คือความเป็นจริง ท่ามกลางปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราก็มีข้อดีอยู่นี่คือตัวอย่างครับ และเราจะจัดอีกครั้งหนึ่งนะครับ และที่สําคัญต้องขออนุญาต ขอบคุณท่านจุฬาราชมนตรีครับ ท่านให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด ให้คําแนะนํา ที่เป็นประโยชน์มาก ผมขออนุญาตฟ้องท่านรองนายกรัฐมนตรีเลยนะครับว่าในตอนนั้น เราขอความร่วมมือจากหน่วยงานทางด้านความมั่นคงเราได้รับน้อยมากเลยอย่างนี้เป็นต้น นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านประธานครับผมอยากจะขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่า ในด้านการศึกษาที่ผมยกตัวอย่างมานี้น่าจะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนพอที่จะทําให้ท่านได้เห็นภาพ
ประการที่ ๒ ครับ วันนี้เราพูดกันว่าภาษามลายู บางคนเรียกภาษายาวี ขอความกรุณาใช้กันให้ถูกต้องนะครับ เพื่อการเคารพต่อพี่น้องมุสลิม เขาเรียกว่าภาษามลายู แต่การเขียนตัวอักษรเขาใช้ภาษาอาหรับที่เขาเรียกว่ายาวี ส่วนภาษามลายูที่ประเทศมาเลเซียใช้ หรือประเทศอินโดนีเซียใช้เขาใช้ภาษาโรมันหรือภาษาอังกฤษเป็นตัวสะกดไม่ได้ใช้ภาษาอาหรับ เป็นตัวสะกด เพราะฉะนั้นของเราเราใช้ภาษามลายูแต่การเขียนเราใช้ภาษายาวี ตัวอย่างครับ ท่านเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติครับ ผมไม่อยากให้เรามองภาษามลายูเป็นอันตราย ต่อความมั่นคง ในทางกลับกันผมคิดว่าเราควรจะต้องส่งเสริมให้โรงเรียนทั้งหมดแม้กระทั่ง โรงเรียนพุทธสอนภาษามลายู ในปี ๒๐๑๕ เราจะเปิดประชาคมอาเซียนครับท่านประธานครับ ผมถามว่ามีคนไทยกี่คนที่เข้าใจภาษามลายู ข้าราชการไทยที่อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจภาษามลายู และประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซียเป็นคู่ค้าที่สําคัญของประเทศไทย ทําไมเราไม่คิดว่าภาษามลายูก็เหมือนกับภาษาอังกฤษรู้อีก ๑ ภาษามันก็ดีมากขึ้นไม่ได้เป็น ปัญหาความมั่นคงเลย และถ้าเรามีบัณฑิต มีอาชีวะที่จบและรู้ภาษามลายูต่อไปเราจะไปทํางาน ในประเทศมาเลเซียสบายมากเลยครับ ไปทํางานที่ประเทศอินโดนีเซียก็สบายมากเลยครับ บริษัทไทยจะไปลงทุนที่ประเทศอินโดนีเซียเรามีคนไทยไปเป็นผู้จัดการมีพี่น้องมุสลิมของเรา ไปเป็นผู้จัดการบริษัทที่มาเลเซียได้อย่างง่ายดายมากครับ เพราะฉะนั้นเราทําภาษามลายู ให้เป็นภาษาที่เราคิดว่าเหมือนกับภาษาอังกฤษที่จะเป็นประโยชน์และช่วยทําให้เศรษฐกิจ ของประเทศเจริญเติบโตในอนาคต ตรงนี้ละครับท่านประธานครับ นี่คือตัวอย่างที่ผม อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าการศึกษาควรจะเป็นยุทธศาสตร์นําและเราต้องรีบทําแล้วก็ ใช้เวลาอดทนกับมัน และผมเชื่อว่าใน ๑๐ ปีข้างหน้าทุกอย่างจะเรียบร้อย ตัวอย่างที่ ๒ การพัฒนาเศรษฐกิจ ในการพัฒนาเศรษฐกิจนี้หลักใหญ่ที่สุดเลยที่ท่านเขียนเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เศรษฐกิจพอเพียงนั้น ในความคิดของผมเรื่องตรงไปตรงมาที่สุดก็คือแก้ไขปัญหา ความยากจน ถ้าคนจนแล้วใครไปให้ความหวังอะไรเขาก็เชื่อหมดละครับ ใครไปหลอกอะไร เขาก็เชื่อละครับ เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนที่อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทําอย่างไรครับ สร้างทักษะ ให้เขา สร้างอาชีพให้เขาสิครับ ตรงนี้ทางกองทัพบกได้ทํา กอ.รมน. ได้ทํา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ติด ระบบงบประมาณของเรา ทําอย่างไรขยายผลให้ได้ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทําให้มากขึ้นอย่างนี้เป็นต้น
ส่วนที่ ๒ คือการแก้ไขปัญหาที่ทํากินครับ ที่หลวงไปทับที่ราษฎรแก้ให้หมด ได้ไหมครับ เทือกเขาบูโดที่พี่น้องมุสลิมของเราต้องถูกไล่ออกจากพื้นที่และกลายเป็นพื้นที่ รกร้างมันเกิดจากการใช้กฎหมายของรัฐที่ไม่ยุติธรรมกับพี่น้องประชาชน โดยไม่มีให้โอกาส กับพี่น้องประชาชนที่จะพิสูจน์สิทธิ และการพิสูจน์สิทธิก็เป็นปัญหาครับ ท่านใช้เกณฑ์ของ ทางราชการไม่ได้ใช้เกณฑ์ข้อเท็จจริงหรอกครับ อย่างนี้เป็นต้น ทําอย่างไรเราจะแปรรูป เพิ่มผลผลิตทั้ง ๆ ที่เรามีความพร้อมในหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหารฮาลาล ตรงนี้ล่ะครับท่านประธานครับผมจะ ไม่ยกตัวอย่างมากกว่านี้ในเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ต้องการบอกกับท่านว่าเราต้องพัฒนาคนครับ แล้วเมื่อคนมีความรู้ มีทักษะ มีทัศนคติที่ถูกต้องและมีโอกาสที่จะทํางาน ผมคิดว่าตรงนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ประการที่ ๓ ครับท่านประธานครับ การอํานวยความยุติธรรม พี่น้องมุสลิม สิ่งที่เขารู้สึกอย่างมากก็คือความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าเงินเยียวยาจะไปซื้อเขาได้นะครับ เงินเยียวยา เป็นเงื่อนไขที่จําเป็นจะต้องปฏิบัติ แต่ที่สําคัญไม่แพ้กันหรือมากกว่าด้วยซ้ําไปก็คือความรู้สึก ว่าเขาได้รับความยุติธรรม เพราะในหลักศาสนาอิสลามความยุติธรรมเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอยากให้สภาความมั่นคงแห่งชาติแปลงนโยบายตรงนี้ไปสู่การปฏิบัติ ด้วยการทําความจริงให้ปรากฏครับท่านประธานครับว่าอะไรเกิดขึ้น ประเด็นที่พี่น้องมุสลิม เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมนี้ความจริงมันคืออะไร ทําให้ปรากฏครับ เมื่อพี่น้องมุสลิม เขาเข้าใจว่าความเป็นจริงคืออะไร เขาจะยอมรับครับ อย่าเอาเรื่องที่เราเขียนขึ้นมาแล้วไป บีบบังคับให้เขาเชื่อ ตรงนั้นเป็นอันตรายและเป็นเงื่อนไขที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกเลย มันน่าจะ เป็นข้อผิดพลาดที่เราสรุปมาได้แล้วนะครับท่านประธาน สิ่งหนึ่งที่สําคัญมากที่ท่านเขียน คําว่าอัตลักษณ์และวิถีชีวิตวัฒนธรรมนั้นนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเดียวในเรื่องนี้ ที่เป็นประโยชน์ กระบวนการของการอํานวยความยุติธรรมนั้นนะครับ ท่านประธานครับ เราจะต้องใช้กลไกทางสังคมและวัฒนธรรมให้เป็นประโยชน์ ในกระบวนการของสังคม อิสลามเองเขามีกระบวนการอํานวยความยุติธรรมในชุมชนของเขาในสังคมของเขา เรายอมรับ กระบวนการตรงนี้สิครับแล้วจะช่วยเราทํางาน แล้วก็ส่งเสริมให้กระบวนการตรงนี้มี ความเข้มแข็งครับ ซึ่งในส่วนนี้ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี นะครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทํานโยบายเรื่องความยุติธรรมชุมชนครับ แล้วใช้ได้ผล ท่านประธานครับ ตรงนี้ท่านไม่ต้องรังเกียจเลยครับเอาไปทําต่อเลยแล้วจะได้ผลมากขึ้นครับ เพราะฉะนั้นความยุติธรรมชุมชนเป็นเครื่องมือสําคัญนะครับที่จะช่วยให้เราสามารถที่จะเอาใจ ของพี่น้องมุสลิมกลับมาอยู่ข้างเรามากขึ้น ในเรื่องความยุติธรรมอันสุดท้ายครับที่สําคัญ ท่านประธานครับคือความเร็วครับท่านประธาน วันนี้เราต้องไม่ปฏิเสธว่าสถานการณ์ ใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการต่อสู้กันนะครับ การต่อสู้ถ้าเราช้าเมื่อไร มีเวลามากเท่าไร ฝ่ายตรงกันข้ามก็ทํางานได้มากขึ้นเท่านั้นล่ะครับ เพราะฉะนั้นจําเป็นที่เราจะต้องทําให้เร็ว ความยุติธรรมที่มาช้ามันเป็นความไม่ยุติธรรมนะครับท่านประธานครับ เราจะต้องทําให้ ความยุติธรรมเกิดขึ้นให้เร็ว ทําความจริงให้เกิดขึ้นให้เร็ว เอาตัวอย่างให้ชัดเจนนะครับ หลังสุดคือกรณีหนองจิกครับ นี่โชคดีนะครับที่เกิดการรับฟังในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น อย่างน้อย ที่สุดการแก้ไขปัญหาเรื่องหนองจิกก็ยังเร็วกว่าเรื่องอื่น ๆ ในอดีต แต่ถึงกระนั้นก็ตามครับ ท่านประธานครับ การแก้ไขปัญหาเรื่องหนองจิกก็ยังช้าอยู่ดี ในความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่ครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของความเร็วไม่ใช่โวหาร ไม่ใช่วาทกรรมที่ผมนํามากล่าวครับ เพราะว่าถ้าท่านไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในพื้นที่แล้วเสี่ยงตลอดเวลานั้นชั่วโมงต่อชั่วโมงที่ผ่านไปนั้น เขารู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้นความเร็วเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน
ประการที่ ๔ ครับท่านประธาน การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับหลักศาสนา อิสลาม ผมไม่ใช่มุสลิมครับท่านประธาน แต่ผมศึกษาเรื่องอิสลามและผมมีเพื่อนมุสลิม เยอะมากโดยเฉพาะที่เป็นอาจารย์ เป็นผู้รู้ เพื่อนอาจารย์ผมสอนผมว่าหลักศาสนาอิสลาม เป็นหลักของการเน้นการสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ หลักการตรงนี้เป็นหลักการ ที่ปฏิเสธความสุดโต่ง ความสุดขั้ว ความรุนแรง และตรงนี้ผมยืนยันได้ด้วยปฏิญญาปัตตานี ที่เกิดขึ้นจากการประชุมในเดือนธันวาคม ๒ ปีที่ผ่านมาที่ผมได้เรียนไปแล้ว ได้มีการเขียนไว้ชัดเจนว่าเราปฏิเสธการใช้ศาสนาอิสลามแบบสุดโต่งสุดขั้ว แล้วเซ็นชื่อ โดยผู้นําศาสนาอิสลามของโลกครับ ผมอยากเห็นรัฐบาลนี้ครับ เอาปฏิญญาปัตตานีที่เราทํานั้น ไปพิมพ์แล้วแจกให้หมดเลยครับ กับพี่น้องมุสลิมว่าเป็นอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ในโลก มุสลิมทั้งหมดทุกคนพูดเป็นภาษาเดียวกันว่าทางสายกลางของอิสลามเป็นทางออกของ อนาคต เขาใช้คําว่า มอเดอเรท (Moderate) อิสลาม เป็นทางออกของอนาคตของโลกมุสลิม ตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งของประเทศไทยของเราครับ ที่จะทําความเข้าใจกับพี่น้องมุสลิม ให้มาเดินในเส้นทางนี้ และที่สําคัญก็คือว่าในหลักศาสนาอิสลามได้สอนตลอดเวลาว่า พี่น้องมุสลิมถ้าท่านเกิดในแผ่นดินใด ท่านต้องรักและทําแผ่นดินนั้นให้เจริญเติบโตครับ ตรงนั้นศาสนาได้บอกกับพี่น้องมุสลิมว่าเขาต้องรักแผ่นดินไทย เป็นเพราะเราต่างหากหรือเปล่า ที่ผลักเขาออกไปแล้วสร้างปัญหาด้วยตัวของเราเอง และที่สําคัญมากครับท่านประธาน หลักใหญ่ของความเชื่อของศาสนาอิสลามคือศรัทธาครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศรัทธาต่อ พระผู้เป็นเจ้า เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด และเป็นตัวชี้ขาดของความเป็นมุสลิม ถ้าเรานําหลักอันนี้ ซึ่งเป็นคําสอนของพระผู้เป็นเจ้าในคัมภีร์อัลกุราอาน ๑,๔๐๐ ปีไม่มีการแก้แม้แต่คําเดียว แล้วทุกคนท่องกันมาแล้วก็เชื่อกันมาอย่างนั้น ถ้าเราทําให้ความเข้าใจต่อคัมภีร์อัลกุราอาน เป็นอย่างถูกต้อง ทุกอย่างจะจบครับ เพราะเขาเชื่อและศรัทธาว่าอันนั้นคือคําสอน ของพระผู้เป็นเจ้า ตรงนี้ละครับคือการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ ในความหมายที่ท่านพูดถึง เรื่องอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตครับ นี่คือ ๑ ตัวอย่าง
ประการที่ ๕ ท่านประธานครับ การกระจายอํานาจ ในการกระจายอํานาจนี้ ผมขออนุญาตเน้นเลยนะครับ รูปแบบของการปกครองในพื้นที่จะเป็นอย่างไรไม่ใช่ เรื่องสําคัญ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ผมย้ําเลยนะครับ รูปแบบการปกครองจะเป็นอย่างไร ในพื้นที่ไม่ใช่ประเด็นสําคัญ เพราะฉะนั้นกรุณาอย่ามาพูดเรื่องนครปัตตานี กรุณาอย่ามาพูด เรื่องรวมจังหวัดเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็นใหญ่ครับ ประเด็นที่สําคัญ ก็คือ ท่านเลขาธิการ สมช. ครับ กรุณาจดนะครับ
๑. การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่เขาพูดแล้วเราฟัง แล้วเลือกเชื่อตามที่เราชอบ เราต้องฟังให้ครบ ฟังให้หมดและนํามาใช้ประโยชน์ก่อนที่เรา จะตัดสินใจครับ ไม่ใช่เรามาฟังหลังจากตัดสินใจไปแล้วแล้วมันผิด แล้วเราบอกว่าอย่างนี้เอง ที่มันผิด ไม่ใช่ครับ ไม่มีประโยชน์ครับ ก่อนที่เราจะตัดสินใจฟังพี่น้องประชาชนอย่างสุจริตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่จะกระทบต่อวิถีชีวิตของเขา ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เป็นรูปธรรมนะครับ ในสภาแห่งนี้ก็ผิดเหมือนกันครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจําได้ มีการเสนอกฎหมายฉบับหนึ่งเข้ามาว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับการกระทําผิดทางเพศ และท่านเจะอามิง นี่ละครับ ลุกขึ้นอภิปราย ผมก็นั่งอยู่ตรงนี้นะครับท่านประธาน เพราะในหลักศาสนาอิสลาม การกระทําผิดทางเพศถือเป็นบาปหนักนะครับ และท่านก็เตือนแล้วว่ากรุณาถอนกลับไปเถอะ แก้อีกหน่อยหนึ่ง ท่านก็เข้าใจผิดนะครับ ท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจงนี่ท่านเข้าใจผิดท่านบอกว่า ไม่เป็นไร ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เรายกเว้นให้ ตรงนั้นเป็นความไม่รู้ที่น่าละอายอย่างยิ่ง เลยนะครับ
ประการแรก ก็คือว่ามุสลิมของเราไม่ได้มีเฉพาะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นะครับ ที่อําเภอหนองจอกก็มีครับ ที่อําเภอมีนบุรีก็มีครับ ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็มีครับ แล้วถ้าท่านบอกว่ากฎหมายนี้ยกเว้น ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วมุสลิมที่กรุงเทพฯ ต้องทําตามนี้หรือครับ เราพยายามเตือนตลอดเวลาว่ากรุณาเถอะครับ ถอนไปเถอะ ท่านคิดเป็นเกมการเมืองหมดเลย และผมเตือนท่านเลยว่าจะเกิดปัญหาครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นกรุณาเถอะครับ เรื่องเหล่านี้เราไม่เอามาเล่นเป็นการเมืองครับ เพราะเราต้องการให้ประเทศชาติของเรา เดินหน้าจริง ๆ เพราะฉะนั้นในส่วนของการกระจายอํานาจนี้ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ของเขา ฟังเขาครับ ประการที่ ๒ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่นั้น ฟังเขาครับ เพราะเขาอยู่ที่นั่นและเขาต้องตายที่นั่นครับ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นดิน ไม่ว่าจะเป็นน้ํา การใช้ประโยชน์ในเรื่องเหล่านี้ ฟังเขาเถอะครับ แล้วเราจะได้ความคิดดี ๆ ที่จะทําให้เกิดความสมดุลและความสอดคล้องของนโยบายของท่านกับวิถีชีวิตและการร่วมมือ ของพี่น้องประชาชน
ในเรื่องของการกระจายอํานาจในส่วนที่ ๒ ครับ ขออนุญาตเป็นรูปธรรม ก็คือในการตัดสินใจนี้ ในเรื่องต่าง ๆ ทางนโยบาย กรุณากระจายอํานาจลงไปในพื้นที่ให้มากขึ้น ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่มีอํานาจในการตัดสินให้มากขึ้น เพราะว่าในรายละเอียดเมื่อเราลงไป ในพื้นที่วิธีปฏิบัติมันไม่เหมือนกันหรอกครับ เงื่อนไขรายละเอียดไม่เหมือนกัน เมื่อเขาเข้าใจ นโยบาย เข้าใจหลัก เข้าใจยุทธศาสตร์ เราต้องไว้ใจข้าราชการของเราว่าเขาจะทําในสิ่งที่ดี แต่แน่นอนครับ กลไกการตรวจสอบติดตามประเมินผลต้องเข้มข้นครับ ผมคิดว่าถ้าเราปฏิบัติ ๒ อย่างนี้ได้ ในเวลา ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้ามันจะคลี่คลายออกมาเองว่ารูปแบบการบริหาร ราชการในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ตามจะเป็นอย่างไร แล้วผมยืนยันว่าตัวที่มันจะเกิดขึ้นตรงนั้นจะเป็นรูปแบบการปกครองที่ประเทศไทย ไม่ถูกแบ่งแยก และเป็นประเทศไทยที่เจริญก้าวหน้าและมั่นคง และที่สําคัญก็คือเป็นประเทศไทย ที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นมีความสุขและมีความรักต่อประเทศไทยครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไปประเด็นที่ ๔ ต้องขอประทานโทษ ที่ประชุมอีกนิดเดียวครับ สมช. ครับ ท่านต้องเป็นตัวหลักในด้านยุทธศาสตร์นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานกับ กอ.รมน. กับ ศอ.บต. ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ วันนี้ถ้าท่านถามเลขาธิการ สมช. หรือว่าท่านรองเลขาธิการ โดยเฉพาะที่ท่านอยู่มาหลายปีแล้ว ลึก ๆ ถามท่านเลยครับว่า กอ.รมน. กับ ศอ.บต. เขาให้น้ําหนักกับ สมช. แค่ไหน ผมขออนุญาต ที่จะไม่พูดรายละเอียด แต่ท่านถามในที่ลับเถอะครับ แล้วตรงนั้นท่านก็จะได้คําตอบเองว่า ปัญหาการบริหารราชการภาคใต้ของเรามีปัญหาเพราะอะไร ในส่วนนี้นะครับ ผมไม่อยากให้ สมช. คิดแค่ ศอ.บต. กับ กอ.รมน. ซึ่งเป็นคนในระนาบเดียวกันกับท่าน แต่ผมอยากให้ท่าน คิดถึงหน่วยงานที่อยู่ในระนาบที่ต่ํากว่าท่าน ต่ํากว่า ๒ หน่วยงานนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนราชการที่เป็นหลัก ๆ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใช้งบประมาณ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการปฏิบัติงาน ว่าแผนงานต่าง ๆ เหล่านั้นมันสอดคล้องกันหรือเปล่า ผมถามว่า แผนการรักษาสุขภาพชุมชนสอดคล้องกับแผนการพัฒนาทักษะชีวิตและการศึกษาในชุมชนนั้น หรือไม่ นี่คือกระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงศึกษาธิการ ไม่เลยนะครับ แล้วผมเชื่อว่า ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมานั่งตรงนี้ ท่านไม่รู้เรื่องเลยนะครับ เรื่องที่ผม พูดอยู่ในขณะนี้ และท่านไม่เข้าใจด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไรครับท่านประธาน ผมไม่ได้ กล่าวหาท่าน เพราะว่าท่านเลขาธิการ ศอ.บต. นําหน่วยงานทางด้านการศึกษา ๗๐ คน ที่เป็นผู้นํามาพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านนี้ละครับ แล้วก็มาบอกว่าปัญหา คืออะไร อยากให้ทําอะไรบ้าง ท่านตอบคําเดียวครับ ผมไม่รู้ว่าผมจะทําได้หรือเปล่า ขอคิด ดูก่อนครับ นี่คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของท่านครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาเลยนะครับ แต่ข้อมูลที่ผมเห็น ได้รับนั้นมันเป็นอย่างนั้นครับ แล้วที่สําคัญครับ ท่านประธาน ในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการปรองดองแก้ไขปัญหาภาคใต้ คณะอนุกรรมาธิการ พี่วิรุฬห์ได้เชิญผู้รับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการมาชี้แจงในที่ประชุม ผมก็ถามว่าท่านทํา อะไรบ้าง ทําอันนี้ไหม ทําอันนี้ไหม ท่านทําหมดเลยครับ ผมก็นึกดีใจ ท่านก็ภาคภูมิใจมากว่า ท่านให้ทุนนักศึกษา ท่านพัฒนาครู ท่านปรับปรุงหลักสูตร ท่านอบรมอาชีพ ท่านรายงาน ต่อที่ประชุมด้วยความภาคภูมิใจ ผมก็ดีใจกับท่าน แต่สุดท้ายผมบอกว่าท่านผู้ตรวจการครับ ผมถามคําถามเดียวครับ ถ้าท่านทําดีขนาดนี้ ทําไมการศึกษามันแย่ขนาดนี้ล่ะครับ ขอประทานโทษนะครับท่านนั่งหลังพิงพนักเลยครับ ไม่คิดว่าผมจะสวนขนาดนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจ จะหักหน้าท่านเลยแต่ผมต้องการจะบอกว่าสิ่งที่ท่านบอกว่าท่านทํา ท่านทําเยอะแล้วดูมันดี มันไม่มีผลจริงต่อพื้นที่ครับ ท่านถามคือทําไมครับท่านประธาน ท่านเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติผมฝากบอกท่านเลยนะครับ ข้าราชการของเราโดยเฉพาะ ข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ท่านไม่เข้าใจคอนเซ็พท์ อันหนึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ที่เรียกว่า คริทิเคิล แมส (Critical Mass) การสร้างปริมาณที่มากพอ ที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลง ท่านให้ทุนนักศึกษาไปเรียนต่างประเทศที่ผมพูดนี้ให้ ๔ ทุน ในขณะที่เราต้องการ ๕,๐๐๐ ทุน อบรมครู ท่านอบรมครับ ๒๐๐ คน แต่เราต้องการ ๔๐,๐๐๐ คนครับ อย่างนี้เป็นต้นครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น สมช. ท่านกรุณาได้ไหมครับ ท่านต้องเป็นหลักในเรื่องนี้และผลักดันให้เกิด การปฏิบัติที่จะสร้างคริทิเคิล แมส ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ได้ เพื่อที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วรายงานในสภานี้นะครับ มันจะดูดีไปหมดเลยครับ แต่สถานการณ์ มันไม่ดีขึ้นหรอกครับ ตรงนี้เป็นปัญหาครับท่านประธานครับ
ประการที่ ๕ ครับท่านประธาน ผมยังเหลืออีก ๒ ประเด็น ผมพยายาม รวบรัดครับท่านประธาน เรื่องของการเยียวยาและชดเชยท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ ท่านเจะอามิงได้พูดแล้วนะครับ ผมอยากขออนุญาตสรุปสั้น ๆ และบอกเกณฑ์ได้เลย เพราะท่านเจะอามิง ถามท่านว่าจะมีเกณฑ์อะไร ผมจะตอบให้ครับถ้าท่านเห็นด้วยกรุณาเอาไปใช้ เลยครับ ท่านจะได้ไม่ต้องคิด เราช่วยกันคิดครับ ในการเยียวยานี้หัวใจหลักเบื้องต้นเลยก็คือว่า วันนี้สถานการณ์มันเกิดการเปรียบเทียบจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมไม่ต้องอธิบาย รายละเอียด และได้ถูกนําไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความขัดแย้งใหม่ครับ คําถามก็คือว่า เราจะรีบจัดการตรงนี้อย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์มันรุนแรงและลุกลามมากไปกว่านี้
ข้อที่ ๑ ท่านเลขาธิการครับ กรุณาจดนะครับ ผมพูดภาษาง่าย ๆ ให้กรุงเทพฯ เท่าไร ให้ภาคใต้เท่ากัน รายละเอียดผมไม่ขอพูดครับ เพราะถ้าไม่เท่านะครับ ท่านประธานครับ ถ้าให้แล้วไม่เท่ามันมีค่าเท่ากับไม่ให้ครับท่านประธานครับ เพราะมันจะถูกนําไปกล่าวอ้างอีกเยอะมาก แล้วจะสร้างปัญหาในพื้นที่ครับ เพราะฉะนั้นขอให้จดเลยนะครับ ให้กรุงเทพมหานครเท่าไร ให้ภาคใต้เท่ากันในทุกเรื่อง เพราะนี่คือเบื้องต้นของความยุติธรรมครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เกณฑ์ข้อที่ ๒ ผู้ที่บริสุทธิ์ไม่รู้เรื่อง แต่ต้องเสียชีวิต เพราะปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากข้อผิดพลาดเชิงนโยบายและการปฏิบัตินโยบาย ของเราที่ผ่านมา ผมไม่ยกตัวอย่างนะครับ มีครู มีประชาชน ชาวบ้าน เจ้าของร้านค้า แม้กระทั่งชาวพุทธที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ แล้วก็ไปอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง คนเหล่านั้นเราต้อง ดูแลเขาครับ ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ต้องได้รับการดูแล
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ เวลา เหตุการณ์ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร มันมีจุดเริ่มต้น มีจุดจบ เพราะเหตุการณ์มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดและจบครับ แต่เหตุการณ์ ภาคใต้วันนี้มันยังไม่จบแล้วไม่รู้จะจบเมื่อไรครับ เพราะฉะนั้นเกณฑ์ข้อที่ ๓ ก็คือว่าเวลาของ ภาคใต้ต้องปลายเปิดครับท่านประธาน เหตุการณ์จบเมื่อไรจบเมื่อนั้น ตรงนี้เพื่อจะเป็น อุทาหรณ์และเป็นเครื่องเตือนใจกับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าท่านปล่อยให้ความรุนแรง เกิดขึ้นไปนานเท่าไร มันจะเป็นความรับผิดชอบและความเสียหายของชาติบ้านเมือง มากเท่านั้น และตัวอย่างที่จะเป็นรูปธรรมก็คือเงินที่ท่านต้องจ่ายเพื่อการเยียวยาและชดเชย ท่านประธานครับ ผมขอ ๓ ข้อนี้ล่ะครับ ถ้าท่านทําอย่างนี้ได้ สมช. ผลักดันเรื่องนี้ให้ได้ได้ไหม ครับ พี่น้องประชาชนจะได้บอกว่า สมช. เคยได้ยินแต่ชื่อไม่เคยเห็นผลงานเลย แต่วันนี้ เห็นรูปธรรมชัดเจน เกณฑ์การชดเชย ๓ ข้อนี้ สมช. ผลักดันจนเป็นผลสําเร็จ ให้พี่น้องประชาชน ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาได้ชื่นใจกับ สมช. บ้างได้ไหมครับ
ประการสุดท้ายครับท่านประธาน การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ที่ผมจะขออนุญาตเรียนสรุปก็คือว่า สมช. ครับ ไม่ใช่ท่านทํานโยบายนี้แล้วก็จบนะครับ ท่านจะต้องอธิบายสื่อสารกับหน่วยงานต่าง ๆ หนึ่งในส่วนกลางครับ ให้เข้าใจตรงกันครับ ท่านประธานครับ และผมขออนุญาตยกหน่วยงาน ๓ หน่วยเท่านั้นละครับ
หน่วยแรก คือสํานักงบประมาณครับท่านประธาน ถ้าเราเข้าใจยุทธศาสตร์ เดียวกัน เวลาตัดงบประมาณจะได้ไม่ตัดสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนกับว่าอินเตอร์เนชั่นแนล คอนเฟอเรนซ์ (International conference) ตัด ศูนย์สอนภาษาอิสลาม ตัด มันจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ขึ้นครับ ถ้าสํานักงบประมาณเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ท่านต้องเอาเจ้าหน้าที่สํานักงบประมาณ มาอ่านอันนี้ แล้วเอาไปสอบนะครับว่าเข้าใจจริงไหม แล้วปฏิบัติจริงไหม ถ้าไม่ปฏิบัติจริง สมช. ต้องเป็นคนลุกขึ้นมาชี้แจง แล้วก็ต่อสู้เรื่องนี้สิครับ
หน่วยงานที่ ๒ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครับ คนที่ประเมิน อะไรเยอะแยะไปหมดครับ เขาไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรอกครับ ท่านทําให้ท่านเข้าใจสิครับ เราจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาบอกว่าโครงการนี้ไม่ได้ ไม่คุ้มทุน คิดอินเทอร์นอล เรท ออฟ รีเทิร์น (Internal rate of return) แล้วต่ําเกินไป ผมไม่ได้ตั้งโครงการอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นี่ครับ อยู่ที่จังหวัดปัตตานีครับ อย่างนี้เป็นต้น และ
หน่วยงานที่ ๓ ก็คือสํานักนโยบายและแผนของทุกกระทรวง ผมคิดว่านี่คือ ๓ หน่วยงานที่ท่านต้องทําความเข้าใจ ให้เขาได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะหน่วยเหล่านี้คือหน่วย ที่จะแปลงนโยบายของท่านไปสู่การปฏิบัติครับท่านประธาน ถ้าเราไม่เข้าใจอย่างนี้ เขาไม่เห็น ความสําคัญ เขาไม่ได้เออออไปกับท่าน เขาไม่อยู่ในกระแสของความคิด ความมั่นใจ เหมือนกับท่าน สุดท้ายนโยบาย ๓ ปีนี้ พอจบปี ๒๕๕๗ ท่านก็มีเล่มใหม่ แล้วเล่มนี้ก็โยน ทิ้งไป แล้วไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกครับ ท่านประธานครับ การทํางานในภาคใต้ต้องทุ่มเทครับ ท่านประธาน ต้องเสียสละครับ แล้วก็ละเอียดอ่อนครับ และที่สําคัญคือต้องการกําลังใจครับ ที่ผมอภิปรายนี้ผมต้องการให้กําลังใจท่านนะครับ และที่สําคัญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ต้องการการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องครับ ไม่ใช่เป็นครั้ง เป็นคราว
เพราะฉะนั้นผมอยากจะขออนุญาตสรุปอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน การทํางานเพื่อแก้ไขปัญหาภาคใต้ โดย สมช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้ นโยบายของรัฐบาล ผมอยากเห็นหน่วยงานทั้งหมดทํางานด้วยสมองครับ ด้วยความเข้าใจ ด้วยข้อมูล ด้วยการคิดวิเคราะห์บนฐานของความเป็นจริง และประสบการณ์ที่ผ่านมา ในส่วนนี้เรียกว่าการทํางานด้วยสมองที่สําคัญอย่างยิ่ง และผมเชื่อว่าท่านก็ได้ทําเรื่องนี้ได้ดี พอสมควร เพียงแต่ว่าการประสานงานยังมีปัญหา อย่างที่ผมได้อธิบายไปแล้ว แต่สิ่งที่เรา ขาดครับ ท่านประธานครับ แล้วผมขออนุญาตฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีกรุณาไปเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับว่าในการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้นั้น เราไม่ต้องการสมองอย่างเดียวครับ สมองอย่างเดียวไม่พอครับ เราต้องการใจ ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมครับ ถ้าท่านลงไปในพื้นที่ ถ้าท่านไปด้วยสมอง ท่านจะเก็บข้อมูลแบบหนึ่งครับ เก็บเรื่องอัตราการเกิด อัตราการตาย ปริมาณน้ําฝน พื้นที่ป่า ที่ดิน คุณสมบัติของดินเป็นอย่างไร ท่านเก็บข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ หมดเลย เพราะสมองมันบอก ทฤษฎีมันบอกครับ แต่ถ้าท่านไปเก็บข้อมูลด้วยใจ ท่านจะรู้สึก เลยครับว่าแววตาของชาวบ้านเศร้าลงมากกว่าคราวที่แล้ว ชาวบ้านร้องไห้มากกว่าคราวที่แล้ว พูดคุยกับหญิงหม้าย สีหน้าของเขาหม่นหมองกว่าเดิม นี่คือการเก็บข้อมูลด้วยใจครับ ท่านประธานครับ ผมถามว่าถ้าเจ้าหน้าที่ของเราใช้ใจทํางานเขาจะรู้สึกเลยครับว่ามันเกิด อะไรขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของเรา งบประมาณของเราที่ลงไป ในพื้นที่เยอะมากครับ เราไปด้วยสมองแต่ไม่ได้เอาใจไปครับ ผมอยากจะขออนุญาตเรียกร้องไปยัง สมช. ว่า เงื่อนไขความสําเร็จที่ท่านเขียนไว้ ๔ ข้อนั้น ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าท่านจะทําได้ ผมขอท้าทายท่านเลยนะครับ ท้าทายเพื่อให้ท่าน ไปสู้ครับ เพราะว่าถ้า ๔ ข้อที่ท่านเขียนในปัจจัยแห่งความสําเร็จหรือคริทิเคิล เซ็คเตอร์ (Critical sector) นั้น ไม่เกิดนะครับ ท่านรองเลขาธิการก็รู้ครับว่ามันไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องสู้ให้ ๔ ข้อนี้เกิดครับ และท่านบอกผม ผมจะสู้กับท่านด้วย เพราะ ๔ ข้อ ที่ท่านพูดนั้นสําคัญมากนะครับ แต่การที่เราจะชนะใน ๔ ข้อนั้นได้ในปัจจัยแห่งความสําเร็จ ผมคิดว่าเราต้องมีใจเต็มร้อยครับ เพราะฉะนั้นเราแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยสมองมาเยอะแล้ว ผมอยากเรียกร้องให้เราแก้ไขปัญหาภาคใต้ด้วยใจให้มากขึ้น แล้วเราเอาใจของเราไปภาคใต้ครับ ไม่ใช่เอาแต่สมองอย่างเดียว แต่ไม่มีใจ ไม่มีวิญญาณไปด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ