อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีนโยบายที่ชัดเจนและใหม่ในการแก้ไขปัญหานี้ พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2553 และการประเมินผลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ นอกจากนี้ยังขอให้มีการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติ และมีการส่งเสริมการพูดคุยระหว่างฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียในสภาความมั่นคงแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอโอกาสในการมีส่วนร่วมในการอภิปรายนโยบายการบริหารและ การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนหนึ่งที่ให้ความสนใจแล้วก็ติดตามปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหาความมั่นคง ของประเทศนี้มาโดยตลอด แต่ก่อนที่จะลงสู่เนื้อหาของนโยบายการบริหารและการพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ผมขออนุญาตที่จะสอบถามไปยัง สภาความมั่นคงแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นผู้จัดทํานโยบายตามมาตรา ๔ ของ พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นเบื้องต้นก็คือ
ประการแรก นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับนี้ น่าจะเป็นนโยบายที่จะต้องสอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีหน้าที่ในการจัดทํานโยบายความมั่นคงแห่งชาติ แต่จนกระทั่งบัดนี้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งต้องถือว่าเป็นแผนแม่บทที่มีความสําคัญในการกําหนด นโยบายความมั่นคงของประเทศยังไม่ออกมา ทราบว่าได้มีกระบวนการในการจัดทํานโยบาย ความมั่นคงแห่งชาตินี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ และต่อเนื่องตลอดมา แต่ว่าเมื่อล่วงเข้าสู่ปี ๒๕๕๕ นี่จะสิ้นเดือนมีนาคมแล้ว นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ๕ ปีต่อไปนี้ก็ยังไม่คลอดออกมา และมีผลบังคับใช้ คําถามก็คือว่าเมื่อท่านคลอดนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ออกมาตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน เช่นนี้จะไปสอดคล้องหรือขัดแย้งกับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติที่จะออกมาในภายหลัง หรือไม่ อย่างไร นั้นเป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งกําหนดไว้ในมาตรา ๔ ที่ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้จัดทํานโยบาย การบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นต้องกราบเรียนถามไปยัง สภาความมั่นคงแห่งชาติด้วยว่ารวมทั้งรัฐบาลซึ่งมีท่านรองนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ในที่นี้ด้วย ก็คือว่าในบทบัญญัติอื่น ๆ ในมาตราอื่น ๆ ซึ่งบังคับให้จะต้องมีการจัดตั้งหน่วยงาน จัดตั้ง คณะกรรมการและดําเนินการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทําแผน ยุทธศาสตร์การพัฒนา การจัดทําแผนปฏิบัติการ การบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติที่ว่านี้ เวลาผ่านไป ๑ ปีเศษหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วได้มีการประเมินผล ได้มีการติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้หรือไม่ อย่างไร นั่นเป็น ๒ ประการที่ผมอยากจะฝากไว้ในเบื้องต้น
ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗ นี้ เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลัก ๆ ๒ ประการ ก็คือ
๑. ทําตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ นั่นเป็นความจําเป็นตามที่กฎหมายได้กําหนดไว้
แต่ว่าความจําเป็นประการที่ ๒ ก็คือ สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความรุนแรงมากขึ้น มีผู้สูญเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากขึ้น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีกรอบในการทํางานที่เป็นเอกภาพ มีความชัดเจน มีความต่อเนื่อง และมีส่วนร่วมของ ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมนี้ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ไม่ใช่การมีนโยบาย หรือการปฏิบัติตามนโยบายที่ผันแปร เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงตามการเมือง หรือการผันแปรของรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ไม่เช่นนั้นแล้วความสูญเสียในทุกมิติ ที่เกิดจากการลองผิดลองถูกในการทดลองใช้นโยบายแต่ละช่วงเวลาก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่มี ที่สิ้นสุด ประวัติศาสตร์ในรอบ ๙ ปี ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้เป็นบทเรียนที่ชัดเจนอยู่แล้ว ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะหยิบยกรายงานข้อมูลของการสรุปปัญหาความรุนแรง ที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งศูนย์ข่าวภาคใต้ของสํานักข่าวอิศราได้รวบรวมไว้มา ประกอบการอภิปรายในครั้งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้านับจากเหตุการณ์ปล้นปืน ที่อําเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อเดือนมกราคม ปี ๒๕๔๗ เวลานับมาถึงปัจจุบันนี้ เราได้ทุ่มเทงบประมาณที่เรียกว่าเป็นงบประมาณในการดับไฟใต้ลงไปเพื่อแก้ไขปัญหาในช่วง ๙ ปีงบประมาณที่ผ่านมา แล้วรวมจํานวนทั้งสิ้นถึง ๑๖๑,๒๗๘ ล้านบาท เฉพาะปี ๒๕๕๕ นี้ ล่าสุดก็คือใช้ถึง ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราพบว่าในรอบ ๙ ปีที่ผ่านมามีความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ยิงกัน วางระเบิด วางเพลิง ทําร้าย ฆ่า ปล้น ประท้วง ก่อกวน หรือเหตุการณ์การจับตัวประกันต่าง ๆ ในรอบ ๙ ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นรวมแล้วทั้งสิ้น ๑๒,๖๐๐ กว่าครั้ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เฉลี่ยแล้ว ๑๒,๖๐๔ ครั้งนี้ คิดเป็นวันวันละ ๒.๗ เหตุการณ์ นั่นหมายความว่าไม่มีวันใดเลยที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรง เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วง ๙ ปีที่ผ่านมา มีตัวเลขที่น่าสนใจ ก็คือว่ามีพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปทั้งสิ้น ๔,๒๑๕ คน นี่ตัวเลขที่นับถึง เดือนมกราคม ๒๕๕๕ บาดเจ็บ ๕,๘๕๕ คน มีทหารเสียชีวิต ๓๕๑ คน บาดเจ็บ ๑,๗๑๒ คน ตํารวจเสียชีวิต ๒๘๐ คน บาดเจ็บ ๑,๗๑๓ คน ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องเสียชีวิตไป ๑๔๘ คน บาดเจ็บ ๑๔๔ คน พระมรณภาพไปจากเหตุการณ์ความรุนแรง ๗ รูป บาดเจ็บ ๒๓ รูป คนร้ายที่ถูกให้คํานิยามว่าเป็นผู้ก่อเหตุหรือผู้ก่อความรุนแรงเสียชีวิตไป ๒๔๒ คน บาดเจ็บ ๓๔ คน รวมแล้วมีคนตายไปในช่วง ๙ ปีที่ผ่านมา ๕,๒๔๓ คน บาดเจ็บ ๘,๙๔๑ คน นี่คือตัวเลขที่เป็นความสูญเสียและเป็นสิ่งที่เรียกร้องต้องการว่าวันนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี นโยบายที่มีความชัดเจน มีความใหม่และเป็นที่พึ่งหวังในการแก้ไขปัญหานี้ได้ และต้องจําไว้ ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากความสูญเสียในอดีตนั้นเราลืมไม่ได้ ไม่ว่าความผิดพลาดนั้น จะเกิดขึ้นจากอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการมองปัญหาคับแคบอย่างกรณีโจรกระจอก การใช้ ความรุนแรงด้วยนโยบายอํานาจนิยมที่เข้าไปปราบปราม ไปเข่นฆ่า ไปดูถูก ไปเหยียดหยาม หรือการเลือกการปฏิบัติ การเลือกการพัฒนาในแต่ละพื้นที่เราจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ เช่นที่รัฐบาลบางรัฐบาลในอดีตเคยทํามาอีกต่อไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสําคัญในการ กําหนดนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับแรกที่กําลังเกิดขึ้น ตามกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายฉบับนี้สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้จัดทําขึ้น โดยผ่านกระบวนการที่มีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทีเดียว ผมได้อ่านเนื้อหาสาระของร่างของนโยบายฉบับนี้ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และมีผลในทางปฏิบัติแล้ว นโยบายทั้ง ๓๔ ข้อ ซึ่งบรรลุวัตถุประสงค์ทั้ง ๙ ประการนี้ นับจากนี้ไปก็จะเป็นกรอบในการทํางานของหน่วยงาน แล้วก็ภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะมีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ สาระสําคัญสูงสุดของนโยบายฉบับนี้ สะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ซึ่งเขียนไว้ในนโยบายเล่มนี้ก็คือการมุ่งให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความปลอดภัยปราศจากเงื่อนไขของการใช้ความรุนแรง มีสภาวะแวดล้อมที่พร้อมและเอื้อ ต่อการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติทุกภาคส่วน มีความเข้าใจ ไว้วางใจและ มีส่วนร่วมในกระบวนการเสริมสร้างสันติภาพ จุดเน้นอยู่ตรงนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอเรียนเป็นข้อสังเกตในเบื้องต้นในชั้นหนึ่งก่อนนะครับว่านโยบายนี้มีความก้าวหน้า เป็นนโยบายที่อาจจะแตกต่างไปจากกรอบความคิดเก่า ๆ ของฝ่ายความมั่นคงของประเทศนี้ ที่เคยปฏิบัติต่อกันมา นโยบายที่มุ่งให้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความปลอดภัยปราศจาก เงื่อนไขของการใช้ความรุนแรงพอจะมองออกนะครับว่ารูปธรรมในการที่จะแปรไปเป็น การปฏิบัติของหน่วยงานต่าง ๆ นี้เป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือว่านโยบายที่จะสร้าง สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมเอื้อต่อการพูดคุยแสวงหาทางออกของความขัดแย้งของ ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการเสริมสร้างสันติภาพหรือพูดง่าย ๆ ว่านโยบาย ในการเปิดเจรจากับใครก็ตามเป็นเรื่องยากและเป็นเรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เราเองแทบจะไม่เคย มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อนเพราะเรารับรู้กันมาตลอดว่านโยบายด้านความมั่นคง ของประเทศนี้ไม่คิดที่จะเปิดประตูเจรจากับใคร ยิ่งใครก็ตามที่ถูกตราหน้าว่า เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ที่สร้างความเสียหาย เป็นผู้กระทําผิดกฎหมายแล้วเราไม่มีนโยบาย ที่จะไปเปิดการพูดคุยการเจรจา ผมถึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากลําบากเราไม่มี ประสบการณ์ในเรื่องนี้ กระบวนการที่จะสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นหรือการสร้างบรรยากาศ ที่เอื้ออํานวยไปสู่การเจรจานั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นการที่จะหวังผลเลิศ จากนโยบายฉบับนี้ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญในเรื่องของการเจรจาจึงเป็นสิ่งที่น่าห่วงกังวล ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมห่วงก็คือว่าถ้าฝ่ายความมั่นคงของประเทศนี้ไม่ยอมรับในเรื่อง ของการพูดคุยเจรจาแสวงหาทางออกกันอย่างแท้จริงแล้ว ฝ่ายความมั่นคงไม่ตกผลึกกับ ความคิดในนโยบายที่มีความก้าวหน้าแบบนี้แล้วก็ยากที่จะมีหน่วยงานทุกหน่วยงานที่จะ แปรนโยบายนี้ไปเป็นการปฏิบัติได้ ท่านประธานครับ ในนโยบายซึ่งมี ๓๔ ข้อ และมีวัตถุประสงค์หลัก ๙ ประการ ผมก็อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้เพียงบางข้อเท่านั้นนะครับ สิ่งแรกที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือว่าหากนโยบายนี้สามารถที่จะแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติ และสามารถบรรลุได้จาก ๓๔ ข้อ ได้เพียงสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของนโยบายนี้ก็ต้องถือว่า ความสําเร็จในการแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะปรากฏเป็นจริงขึ้นมาได้ ผมขอตั้งเป็นข้อสังเกตเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ
ประเด็นแรก ก็คือในข้อที่ ๑ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ เรื่องของการให้ ความสําคัญกับการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตํารวจ หรือฝ่ายความมั่นคงอื่น ๆ การติดตามตรวจสอบนโยบายของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น เป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องน่าจะทํามาตั้งนานแล้ว วันนี้เมื่อกําหนดเป็นนโยบายที่จะต้อง ปฏิบัติ ก็เป็นสิ่งที่ชอบ ต่อไปนี้ข้าราชการที่จะลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องมีกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้น เพราะการจะส่งใครลงไปภาคใต้ต้องส่งลงไปในความคิด ที่เป็นทางบวก ไม่ใช่เป็นการไปลงโทษลงทัณฑ์ แต่เป็นการที่จะส่งคนที่มีฝีมือลงไปแสดงฝีมือ ในการแก้ไขปัญหา การส่งใครเข้าไปก็หมายความว่าต้องส่งคนเหล่านั้นไปรับรางวัล การที่ให้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นดินแดนของการลงโทษ ลงทัณฑ์ต้องยุติลง
ในประเด็นต่อมาเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานการข่าวในเชิงรุก อยากจะตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาการก่อการร้ายที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นในทุกวันยิ่งในพื้นที่ เฉพาะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีก่อเหตุรุนแรงมากขึ้น แล้วเราก็ยังคลําหาหัวขบวน ไม่เจอกันอยู่ในภาวะแบบนี้ยิ่งจําเป็นที่จะต้องมีความเข้มข้นในกระบวนการปฏิบัติงานข่าว เชิงรุกให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามผมคิดว่าอุปสรรคอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ก็คือฝ่ายความมั่นคง ของประเทศเราก็ยังผูกติดอยู่กับความเชื่อบางประการว่าประเทศไทยของเราไม่ใช่เป้าหมาย ของการก่อการร้ายข้ามชาติ ประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่านของผู้ก่อการร้าย ประเทศไทย เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราวของผู้ก่อการร้าย แล้วเราก็มองปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมิติเดียวอีกเช่นกันว่าเป็นปัญหาเฉพาะภายในล้วน ๆ ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกับคนภายนอก เมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็ทําให้เราเย็นใจอยู่ว่าขบวนการก่อเหตุร้ายใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จํากัดอยู่เฉพาะคนภายในไม่มีเครือข่ายโยงใยกับกระบวนการก่อการร้ายข้ามชาติอื่น ๆ ซึ่งถ้าวิธีคิดเช่นนี้ไม่ยืดหยุ่น ไม่มองสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของกระบวนการก่อการร้าย ข้ามชาติที่นับวันจะปฏิบัติการโดยเราคาดเดาเป้าหมาย คาดเดาพื้นที่ในการปฏิบัติการได้ยาก เช่นนี้แล้ว เราก็จะสูญเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหานี้และแก้ไขปัญหาได้อย่างไม่ตรงกับ ความเป็นจริง ท่านประธานครับ ผมอยากตั้งข้อสังเกตในเรื่องของการพัฒนาระบบรักษา ความปลอดภัยชุมชน ซึ่งในเรื่องนี้มีพลังมวลชนขององค์กรหนึ่งซึ่งคิดว่ามีบทบาทสําคัญ แล้วก็เป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือชุดรักษา ความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ซึ่งในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราได้ใช้ ชรบ. นี้ เป็นแม่แบบในการไปพัฒนาในพื้นที่อื่น ๆ เมื่อประสบความสําเร็จใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงมหาดไทยก็ได้นําแนวความคิดเรื่องชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านไปใช้ในพื้นที่ ต่าง ๆ จนประสบความสําเร็จ สิ่งนี้ที่จะตั้งข้อสังเกตก็คือว่าต้องให้ความสําคัญกับคนกลุ่มนี้ อย่างต่อเนื่องเพราะเขาอยู่ในพื้นที่ เขาอยู่ในบ้านของเขา เขามีหน้าที่ในการดูแลรักษาพี่น้อง ของเขา ทรัพย์สินของเขา บ้านเรือนของเขา ทําอย่างไรที่รัฐจะจัดสรรงบประมาณ และดูแล สวัสดิการคนเหล่านี้อย่างทั่วถึง ซึ่งก็ไม่ต้องการมีอะไรมากหรอกครับ เพียงเบี้ยเลี้ยง เพียงเครื่องมือเครื่องไม้ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการสนับสนุนการปฏิบัติงาน หรือการฝึกอบรม ต่อเนื่องเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับพี่น้อง ชรบ. ในพื้นที่ต้องทําอย่างต่อเนื่อง
ท่านประธานครับ ในวัตถุประสงค์ข้อที่ ๖ ซึ่งเพื่อนสมาชิกบางท่านได้กรุณา หยิบยกขึ้นมาในระหว่างการหารือในตอนต้นก็คือการส่งเสริมให้สังคมไทยได้เกิดการรับรู้ มีความเข้าใจในสถานการณ์ที่เป็นจริง และตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ จริงอยู่ครับ ปัญหา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่พี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับผลกระทบ มากที่สุด แต่ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เรื่องของคนภาคใต้ ๓ จังหวัดชายแดนเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของพี่น้องมุสลิมเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของคนไทยทั้งประเทศที่จําเป็นจะต้องสร้าง กระบวนการในการรับรู้ ในการเรียนรู้เพื่อที่จะหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เกิดขึ้น กระบวนการรับรู้และการเรียนรู้ปัญหานี้จะต้องทําอย่างกว้างขวางทั่วประเทศให้เกิดความเข้าใจ อย่างแท้จริงกับปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามว่าจะทําอย่างไรล่ะครับ ผมคิดว่า แนวทาง ๓ ข้อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์นี้ก็คือการเสริมสร้างความเข้าใจกับสังคมไทย การเสริมสร้างช่องทางการสื่อสาร ๒ ทางด้วยการปฏิบัติการทางด้านข่าวสารและงานมวลชน สัมพันธ์และการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว แต่ถามว่า จะใช้เครื่องมืออะไรมาบรรลุแนวทางทั้ง ๓ ประการนี้ ผมคิดว่าสื่อมวลชนจําเป็นต้องมีบทบาท เข้ามามีส่วนร่วมในปฏิบัติการนี้ ทั้งสื่อมวลชนของรัฐ ทั้งสื่อมวลชนของเอกชนจําเป็นที่จะต้อง ถูกใช้มาเพื่อกระบวนการในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะถ้าสื่อมวลชนไม่ถูกนํามาใช้หรือละเลยที่จะไม่พูด ถึงปัญหาก็นับวันที่จะลุกลามและกลุ่มบุคคลในภาคฝ่ายต่าง ๆ ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้มีพื้นที่ ในการแสดงออกผ่านกระบวนการให้ประชาชนทั้งประเทศได้มีโอกาสรับรู้ มีแต่สื่อมวลชน เท่านั้นที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในส่วนตรงนี้ ซึ่งแน่นอนนะครับว่ากระบวนการใช้สื่อมวลชน ปัจจุบันนี้ก็ต้องใช้งบประมาณต้องมีค่าใช้จ่ายในการทํางานเรื่องนี้ ผมคิดว่าหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจะต้องคิดแล้วก็ต้องจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้
ประเด็นต่อมานะครับ ซึ่งต้องถือว่าเป็นหัวใจของนโยบายฉบับนี้ก็คือเรื่อง ของการส่งเสริมการพูดคุยของฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียและส่งเสริมความต่อเนื่องในการพูดคุย อันนี้ ผมได้เรียนตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าผมมีความกังวลกับเรื่องนี้ ถ้าหากว่าฝ่ายความมั่นคง ของประเทศนี้ยังไม่ยืดหยุ่น ยังเห็นว่ากลุ่มบุคคลที่ก่อเหตุร้ายเป็นศัตรูที่ไม่มีวันที่จะต้องมานั่ง พูดคุยกันได้ผมคิดว่าจะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง แต่ว่าปัญหาในรายละเอียดของการเจรจา การพูดคุยไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับกระบวนการที่ก่อเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทําความเข้าใจ กับคนที่คิดต่างในภาคส่วนต่าง ๆ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันมีปัญหารายละเอียด ที่จะตามมา ถามว่าในกระบวนการพูดคุยทําความเข้าใจกันนั้นใครจะพูดกับใคร ใครจะเป็น ตัวแทนของฝ่ายไหน ใครอยู่ฝ่ายผู้มีส่วนได้ ใครเป็นผู้อยู่เป็นตัวแทนของฝ่ายผู้มีส่วนเสีย เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องคิดซึ่งจะต้องไปดูกันในรายละเอียดต่อไป และบรรยากาศที่เหมาะสม ที่เอื้ออํานวยต่อการเจรจานั้นมีตัวแปรมากมาย สภาความมั่นคงแห่งชาติมีหน้าที่กําหนด กรอบกว้าง ๆ ได้ แต่เมื่อลงลึกในทางปฏิบัติ หน่วยงานที่ปฏิบัติในพื้นที่ก็มีปัญหาว่าจะ ควบคุมตัวแปรที่จะก่อให้เกิดบรรยากาศที่เหมาะสมในการพูดคุยนั้นเป็นเรื่องที่ทําได้ยาก ผู้ก่อการร้ายที่เคยเข่นฆ่าคนบริสุทธิ์ เคยติดคดีความ คนเหล่านี้จะมีฐานะในการเจรจา ในวันข้างหน้าอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผู้ที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้รักษากฎหมาย ทั้งฝ่าย ที่จะจัดการพูดคุยก็จะต้องกลับไปคิดอย่างมากนะครับ ซึ่งเป็นความกังวลที่ผมคิดว่าจําเป็น ที่เราจะต้องทักท้วงกันไว้ในโอกาสนี้
สุดท้ายครับท่านประธาน นโยบายฉบับนี้ได้พูดถึงปัจจัยแห่งความสําเร็จ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะว่านอกเหนือจากจะเป็นแนวในการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะลงไปทํางานเรื่องนี้จะได้เห็นธงว่าความสําเร็จจะต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง เป็นตัวชี้วัดแล้วนะครับ ผมคิดว่าปัจจัยแห่งความสําเร็จที่ท่านระบุไว้นี้ก็จะเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนหรือผู้ได้รับผลกระทบ ในพื้นที่ท่านก็สามารถตรวจสอบได้ สามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือหน่วยงานของรัฐได้ว่าทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนมาในนโยบายนั้น เขาจะเข้าไปตรวจสอบ แล้วจะเห็นความสําเร็จของนโยบายนี้อย่างไรนะครับ ซึ่งดัชนีชี้วัดทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นเครื่องมือ ที่ค่อนข้างดีมาก แต่ต้องเรียนกับท่านประธานว่าเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างหินก็คือยากในการที่ จะทําได้สําเร็จ ๑. ก็คือนโยบายของรัฐ หน่วยงานรัฐและข้าราชการเข้าใจตรงกันในปรัชญา แนวคิดและทิศทางนโยบาย จะทําอย่างไร จะต้องใช้เวลาเท่าไรที่จะทําให้หน่วยงานของรัฐ ทั้งหมดเข้าใจในแนวนโยบายที่เรากําลังจะประกาศใช้นี้นะครับ ๒. ข้าราชการทุกหน่วย มีจิตสํานึกและตระหนักในการทําหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ อันนี้ก็ทําได้ครึ่งหนึ่ง ก็ประสบความสําเร็จแล้ว ถ้าทําให้เต็มร้อยต้องใช้เวลาเท่าไร ผมไม่แน่ใจว่าระยะเวลา ๓ ปี ของนโยบายนี้จะทําให้ข้าราชการทุกหน่วยมีจิตสํานึกและตระหนักในการทําหน้าที่อย่างเต็ม ความสามารถได้หรือไม่ ๓. ทุกภาคส่วนที่มีส่วนได้เสียยอมรับและมีส่วนในการแก้ไขปัญหา ตามนโยบาย อันนี้ก็ยิ่งหินเข้าไปใหญ่อีกนะครับ เพราะว่ามีผู้คนที่เกี่ยวข้อง ภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง มีส่วนได้ส่วนเสียมากมายเหลือเกิน ท่านเองก็เขียนไว้ในนโยบายฉบับนี้ มีทั้งผู้ก่อการร้าย มีทั้งผู้ค้าของเถื่อน มีทั้งผู้ปฏิบัติผิดกฎหมายต่าง ๆ มากมาย ข้อที่ ๔ รัฐบาลส่งสัญญาณสนับสนุนการดําเนินนโยบายนี้อย่างจริงจัง ชัดเจนและต่อเนื่อง นี่เป็นหัวใจที่มีความสําคัญที่สุดของนโยบายฉบับนี้ แล้วก็ต้องขอชื่นชมกับผู้ที่ร่างนโยบาย ฉบับนี้ที่กล้าพูดตั้งคําถามกับรัฐบาลในประเด็นนี้ก็คือถ้ารัฐบาลไม่สนับสนุนนโยบายนี้ อย่างจริงจัง ไม่ชัดเจนและต่อเนื่องหรือทําแบบที่ต้องการเอาหน้าไปเป็นครั้งคราว นโยบายนี้ ก็ไม่มีทางสําเร็จ ทั้ง ๔ ประการนี้เป็นปัจจัยแห่งความสําเร็จซึ่งผมก็จะเฝ้าติดตามและเอาใจช่วย กับการปฏิบัติตามนโยบายนี้ต่อไป เพราะนั่นหมายถึงว่าถ้าทําเรื่องนี้ได้สําเร็จสันติสุขก็จะ เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกผมซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรนอกพื้นที่ก็ไม่จําเป็นจะต้อง มาพูดปัญหานี้กันในสภาแห่งนี้อีกต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ