องอาจ คล้ามไพบูลย์ ถามว่า ท่านรัฐมนตรีทำไมไม่บอกว่า มีระเบียบ (๓) ที่มีผลกระทบต่อกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และถามว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศพม่าเพื่อเจรจากับผู้นำฝ่ายค้าน และถามว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรทำไมถึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ท่านได้เจรจากับทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านของพม่าแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่าท่านรัฐมนตรีพยายาม บอกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วไปสร้างปัญหาให้กับมิตรประเทศทั่วไปหมดนั้น ผมอยากจะ กราบเรียนว่ามิตรประเทศที่เขายึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม เขาไม่มีปัญหาอะไรกับรัฐบาลชุดที่ แล้วหรอกครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไปในรัฐบาลชุดนี้ที่จะก่อให้เกิด ปัญหา ไม่ใช่เฉพาะกับมิตรประเทศแต่จะก่อให้เกิดปัญหาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะ ท่านพยายามที่จะไม่ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ท่านพยายามจะอธิบายความมากมาย แต่สิ่งที่ ท่านไม่ตอบผมเมื่อสักครู่นี้คือว่าท่านรู้อยู่แล้วว่าออกพาสปอร์ตไปเมื่อวันที่ ๒๖ แต่วันที่ท่าน บอกกับสื่อเมื่อวันที่ ๒ นั้น เหมือนกับพาสปอร์ตยังไม่ออก แต่ท่านก็ได้บอกไปแล้วนะครับว่า เพราะอะไร อย่างไร แต่สิ่งที่ท่านพยายามชี้แจงว่าไม่มีหมายจับจากตํารวจ ไม่มีหมายจับ จากศาลนั้น แล้วท่านก็พยายามอ้างระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ข้อ ๒๑ (๒) ทําไม ท่านไม่อ่าน (๓) ครับ ผมไม่มาถกเถียงกับท่านในรายละเอียดในเชิงข้อกฎหมายเพราะยังมีเวทีอื่น ที่จะต้องไปถกเถียงกันในเรื่องนี้ แต่ก่อนจะอ่าน (๓) ให้ท่านฟังนะครับ ผมอยากจะบอก เพื่อท่านจะได้ชัดเจนนะครับว่า โฆษกศาลยุติธรรมได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่าศาลไม่มีหน้าที่ จะต้องนําข้อมูลคดีใด ๆ แจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศทราบเพื่อคัดค้านการออกหนังสือ เดินทางเพราะไม่ใช่หน้าที่ศาล ถูกต้องครับ ศาลไม่มีหน้าที่จะต้องนําข้อมูลคดีความใด ๆ แจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศทราบเพื่อคัดค้านการออกหนังสือเดินทางเพราะไม่ใช่หน้าที่ศาล แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะกระทรวงการต่างประเทศได้ออกระเบียบ ไว้ชัดเจนของตัวเอง เมื่อปี ๒๕๔๘ โดยเฉพาะระเบียบ หมวด ๗ ว่าด้วยการปฏิเสธหรือยับยั้ง คําขอหนังสือเดินทาง ข้อ ๒๑ ที่บอกว่า พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถปฏิเสธหรือยับยั้งการขอ หนังสือเดินทางหรือแก้ไขหนังสือเดินทางในกรณีดังต่อไปนี้ (๒) ท่านพูดไปแล้วครับ ผมบอกว่า ยังไม่ถกเถียงกับท่านในเรื่องนี้ แต่ผมอยากถามท่านว่าทําไมกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ไม่ทํารายงานให้ท่าน แล้วมาบอกให้คนทั้งประเทศทราบว่ามันมี (๓) อยู่ด้วย (๓) ที่บอกว่า เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ที่ศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอํานาจตามกฎหมายอื่นสั่งห้ามไม่ให้เดินทางออก นอกราชอาณาจักร ผมถามว่าศาลสั่งไม่ให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณออกนอกราชอาณาจักร ท่านจึงต้องไปขอศาลที่จะออกนอกราชอาณาจักร แล้วท่านก็หนีคดีไปเลย เมื่อมีคําตัดสิน ออกมา ผมถามว่าทําไมกระทรวงการต่างประเทศภายใต้บริหารงานของรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ไม่สอบถามไปกรมสนธิสัญญาและกฎหมายหรือครับว่าทําไมท่านเสนอมาแค่ (๒) ของข้อ ๒๑ ทําไมกรมสนธิสัญญาและกฎหมายไม่บอกมาหรือครับว่ามี (๓) อยู่ด้วย ซึ่งมันเข้าประเด็นนี้ ชัดเจน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าสิ่งที่ท่านชี้แจงในวันนี้นั้นท่านกําลัง จะลากข้าราชการอีกกรมหนึ่งเข้ามามีส่วนรับผิดกับท่านไปด้วย เพราะท่านบอกเมื่อสักครู่ว่า ท่านอ่านตามที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายเขียนมาให้ท่านอ่าน ท่านทําให้ข้าราชการหลายกรมจะต้องรับผิดกับท่านไปแล้วไม่พอหรือครับท่านประธาน ท่านกําลังจะให้ข้าราชการอีกกรมหนึ่งมารับผิดกับท่านไปด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะ ถามต่อไปซึ่งคงไม่ใช่เรื่องนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งครับ เพราะเรื่องนี้ผมคิดว่ามีความชัดเจนในตัวของ มันเองอยู่แล้วตามระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศ สิ่งที่ผมจะถามเป็นข้อที่ ๓ ข้อสุดท้ายก็คือว่า ๒ วันที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเดินทางไปเยือนประเทศพม่า เป็นการประชุมตามปกติในเรื่องของแม่น้ําโขง ซึ่งมีผู้นําหลายประเทศมาร่วมประชุม วันที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไป อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่า ก่อนหน้านี้ท่านได้เดินทางไปพม่า แล้วก็ไปจัดการเจรจาความต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว เจรจากับทั้งรัฐบาล เจรจากับทั้งผู้นําของพม่าทางด้านฝ่ายค้านคือนางออง ซาน ซูจี ที่จะให้ นายกรัฐมนตรีไปพบ ไปสนทนากัน ท่านประธานที่เคารพรักครับ ผมอยากจะเรียนสอบถาม ท่านรัฐมนตรีครับว่าสิ่งที่ผมในฐานะผู้แทนของพี่น้องประชาชนคนไทยมีความวิตกกังวลก็คือว่า สมัยที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านเองก็อ้างว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเราคือสหภาพพม่า แล้วก็ปรากฏว่ามีพฤติกรรมและ กิจกรรมหลายอย่างที่ก่อให้เกิดความน่าเคลือบแคลงสงสัยว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงในประเทศพม่า ผู้นําในอดีตของพม่าเอง ลูกชายของผู้นําเอง ซึ่งไปมีความสัมพันธ์กับธุรกิจหลายอย่างของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นต้องถูกดําเนินคดี ในประเทศพม่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้นําในประเทศพม่า ต้องมีการปฏิวัติเป็นการภายใน ในประเทศพม่า เพราะส่วนหนึ่งก็คือผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผู้นําพม่าในขณะนั้นมีกับผู้นําของ มิตรประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นการเดินทางไปครั้งนี้ของท่านนายกรัฐมนตรี ถึงแม้ว่า ท่านจะออกมาปฏิเสธว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่ผมขอเรียนถามท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมาตอบแทนท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้ก็คือว่ามีอะไรเป็น เครื่องยืนยันครับว่าพฤติกรรมในอดีตของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยมีปัญหาจนกระทั่ง มีคดีความอยู่ในขณะนี้ในประเทศไทยด้วย แล้วมีปัญหาจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลง ในประเทศพม่า ต้องเปลี่ยนผู้นําในประเทศนั้น เป็นเพราะผลประโยชน์ทับซ้อน มีอะไร ที่ท่านรัฐมนตรีจะยืนยันกับผมว่าครั้งนี้ที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางไป แล้วก็ไปจัดการ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไปเจรจาความทุกอย่าง ไปนัดหมายให้นายกรัฐมนตรีไทยพบกับใครต่อใคร มากมายในประเทศพม่านั้น จะไม่ใช่เป็นการเดินทางไปเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง หรือผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างครอบครัวของท่านกับหลายครอบครัวในประเทศพม่า มีอะไรยืนยันครับท่านรัฐมนตรีว่าจะไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นครับ ขอเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีครับ