สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

นคร มาฉิม พูดถึงร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงสิทธิในการชุมนุมและการสมาคม และขอความเห็นชอบกฎหมายจากสมาชิกสภา

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วม ในการสนับสนุน แล้วก็เสนอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... และต้อง ขอบคุณความเพียรพยายามของพี่น้องประชาชน โดยผ่านตัวแทนของพี่น้องประชาชน ที่ท่านได้เสนอและได้มีความพยายามที่จะรวบรวมรายชื่อของประชาชนที่เสียสละ แล้วก็ ทุ่มเทอย่างยิ่งในการเสนอก่อนที่จะเป็นร่างพระราชบัญญัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และนำมาสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ อันที่จริงแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... อันที่จริงแล้วร่างฉบับนี้ ได้เสนอมาตั้งแต่สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านได้ให้ความเห็นชอบแล้วก็เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๓ ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ แต่ในระหว่างที่รอการพิจารณารับหลักการในวาระที่หนึ่ง ของสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ก่อน ก็ขอขอบคุณรัฐบาลชุดของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านได้ให้ความสำคัญแล้วก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา ในวันจันทร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ แล้วก็ได้นำมาสู่ การพิจารณาของสภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง ก็ต้องขอขอบคุณท่านที่ไม่ได้ละเลยต่อกฎหมาย แล้วก็ตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนและเจตนารมณ์ของเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอถือโอกาสนี้กล่าวถึงที่มาที่ไปเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง เพื่อความเข้าใจของพี่น้องประชาชนหลายท่านที่อาจจะฟังวิทยุรัฐภา แล้วก็ไม่ได้มีโอกาส ที่จะได้ศึกษาค้นคว้าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๓ ขออนุญาตสั้น ๆ นะครับว่า มาตรา ๑๖๓ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน มีสิทธิเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ตามที่กำหนดไว้ในหมวด ๓ และหมวด ๕

ขออนุญาตขยายความเพิ่มอีกนิดหนึ่ง ในหมวด ๓ ก็คือหมวดว่าด้วยสิทธิ และเสรีภาพของชนชาวไทย ตั้งแต่ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ สิทธิในกระบวนการ ยุติธรรม สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ สิทธิเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา สิทธิเสรีภาพ ในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม สิทธิของชุมชน และสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ อันนี้ประชาชนทุกท่านถ้าเกิดว่ารวมกันเกินกว่า ๑๐,๐๐๐ คนขึ้นไป มีสิทธิในการที่จะเข้าชื่อ ร่วมกันเสนอกฎหมายตามหมวด ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ

หมวด ๕ สำคัญครับ ท่านประธานครับ อันนี้ขออนุญาตที่จะขยายความ และเพิ่มเติมนิดหนึ่ง ก็คือหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ได้กำหนดไว้ ๑๐ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือบททั่วไป ส่วนที่ ๒ แนวนโยบายด้านความมั่นคงแห่งรัฐ ส่วนที่ ๓ แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนที่ ๔ แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม สาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม ส่วนที่ ๕ ก็คือแนวนโยบายด้านกฎหมาย และการยุติธรรม ส่วนที่ ๖ แนวนโยบายด้านการต่างประเทศ ส่วนที่ ๗ แนวนโยบาย ด้านเศรษฐกิจ ส่วนที่ ๘ แนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนที่ ๙ แนวนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญาและพลังงาน ส่วนสุดท้ายก็คือ ส่วนที่ ๑๐ แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมขออนุญาตที่จะขยายความ เฉพาะในส่วนที่ ๘ แนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปราชญ์โบราณ ผู้ที่ศึกษาด้านนิติศาสตร์ ด้านรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สมัยก่อน ตั้งแต่ ยุคกรีก ยุคโรมัน รวมไปถึงปัจจุบันปรัชญาเมธีต่าง ๆ พูดไว้ แล้วก็ยังคงมีความเป็นจริง แล้วก็ศักดิ์สิทธิ์อยู่ ก็คือชนชั้นใดเป็นผู้ออกกฎหมาย แน่นอนครับ เพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น ผมว่าปรัชญาอันนี้ที่สืบทอดกันมา ๒,๐๐๐ กว่าปียังคงธำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ นับเป็นวิวัฒนาการทางการเมือง นับเป็นพัฒนาการทางการเมืองในการดึง เจ้าของอำนาจที่แท้จริงเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนทางการเมืองและแสดงเจตนารมณ์ ในความต้องการของเจ้าของอำนาจที่แท้จริงก็คือประชาชนให้ได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการผลักดันเจตนารมณ์ หรือความต้องการของตนเองเข้ามาสู่การตราเป็นกฎหมาย แน่นอนครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้รอความหวัง เป็นที่คาดหวังของประชาชนในทุกภาคส่วน ที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อนำพาเอาความประสงค์ นำพาเอาความต้องการของตนเอง ที่สื่อเจตนารมณ์ออกมาเกินกว่า ๑๐,๐๐๐ คนขึ้นไป เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ แน่นอนครับ กลไกทางการเมืองในปัจจุบันไม่สามารถที่จะ สนองตอบต่อเจตนารมณ์และความต้องการของประชาชนได้ทุกภาคส่วน เหตุผลครับ เหตุผล ก็เนื่องจากว่า แน่นอนครับการเลือกตั้งในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นหรือว่าในระดับชาติ ผมถามว่ามีใครจะปฏิเสธได้ว่าเงินมีอิทธิพลต่อการชี้แพ้ ชี้ชนะมากที่สุด เงินหรือทุน เป็นปัจจัยในการนำไปสู่การชนะการเลือกตั้งเพื่อนำมาสู่การบริหารรัฐหรือใช้อำนาจของรัฐ ในเมื่อเงินจากทุนและทุนจะใหญ่ขึ้น ๆ และพัฒนาเข้าไปสู่การครอบงำพรรคการเมืองได้ ทุนหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งในและต่างประเทศจึงเข้าไปสู่การครอบงำพรรคการเมือง พรรคการเมืองจึงไม่สามารถที่จะไปขัดขืนต่อความประสงค์ของทุนที่สนับสนุนและมีอิทธิพล ต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองนั้นได้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าพรรคการเมืองอยู่ภายใต้ อาณัติของทุน พรรคการเมืองนั้นจะไม่เสนอกฎหมายหรือหลักการเพื่อไปโต้แย้ง หรือลดอำนาจของกลุ่มทุนเด็ดขาด เพราะจะขาดแรงสนับสนุนในการทำกิจกรรมทางการเมือง อย่างต่อเนื่องและนำมาสู่ชัยชนะการเลือกตั้ง หลังจากที่พรรคการเมืองมีอิทธิพลเพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุน พรรคการเมือง ก็จะจำกัดกรอบของ ส.ส. ที่สังกัดพรรคการเมืองและรัฐมนตรีที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ไม่ให้กล้าที่จะเสนอกฎหมายใด ๆ ที่นำไปสู่การขัดแย้งกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุน ที่สนับสนุนและมีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองของตนเองอยู่ได้ ต่อให้เสนอมาก็ไม่สามารถ ที่จะผ่านรัฐสภาหรือขอความเห็นชอบจากรัฐสภาโดยส่วนใหญ่ได้เพราะอยู่ภายใต้อาณัติของทุน ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นการเปิดโอกาสหรือช่องทางที่จะให้ประชาชนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ร่วมกันเสนอชื่อเพื่อที่จะแสดงเจตนารมณ์ของตนเองผ่านกลไกของรัฐสภา ผมถือว่าถึงเวลาแล้วที่พัฒนาการทางการเมืองในภาคของประชาชนจะได้มีส่วนร่วม ในการสะท้อนเจตนารมณ์ของตนเองผ่านกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยไม่หวังพึ่งพิงเฉพาะ พรรคการเมืองและนักการเมืองซึ่งอาจจะอยู่ภายใต้อาณัติของทุนนิยมหรือกลุ่มทุนที่มีอาณัติ เหนือกว่าตนเอง กระบวนการนี้ละครับ ผมจึงถือว่าเป็นพัฒนาการที่น่าชื่นชมและเห็นพ้องด้วย เป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝากเพิ่มเติมผ่านไปถึง พี่น้องประชาชนทั้งประเทศก็คือท่านใด โดยเฉพาะที่ผมได้หยิบยกขึ้นมาในหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในส่วนที่ ๘ แนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาหรือยังที่ประชาชนที่ทำมาหากินโดยสุจริต ทำกินในที่ดินของตนเอง ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ตั้งแต่บรรพบุรุษของตนเอง ที่จะรวมตัวกันในการเรียกร้องสิทธิว่า นับจากนี้ไปรัฐจะต้องเคารพเจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือประชาชน และแน่นอนครับเห็นพ้องด้วย กับเพื่อนสมาชิกหลายท่านว่าร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนจะต้องให้ความสำคัญ เป็นที่ ๑ แม้ว่าจะมีการยุบสภาไป ร่างนี้จะต้องไม่ตกไปเพราะกระบวนการในการรวบรวมรายชื่อนั้น ยากลำบากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติม ท่านประธานที่เคารพครับ อันที่ ๑ ประชาชนจะต้องตื่นตัวเอง แล้วก็รวมกลุ่มกันเสนอกฎหมาย ถ้าเกิดว่าท่านยังมี ปัญหาในการร่างกฎหมาย ท่านยังมีอุปสรรคในการที่จะเขียนกฎหมายให้เป็นไปตามแบบ ให้ถูกต้องตามร่าง ตามแนว ตามวิธีการ ขอให้องค์กรอิสระต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม กกต. ป.ป.ช. องค์กรประกอบรัฐธรรมนูญอื่นหรือนักวิชาการตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนผลักดันเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินการโดยกลไกที่ถูกต้องชัดเจน จะได้ลดปัญหาในการเสนอกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน เรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำหรือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ประชาชนจะต้อง มีส่วนร่วม แล้วก็เสนอกันเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้องและความเป็นธรรมให้กับตนเอง และเจตนารมณ์ของตนเอง

สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายฉบับนี้ จะได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนที่เพียรพยายาม ร่วมกันเสนอรายชื่อเข้ามาสู่การพิจารณา รวมไปถึงที่รัฐบาลและเพื่อนสมาชิกได้ร่วมกันเสนอ จะผ่านความเห็นชอบ และสนองตอบต่อความต้องการอันแท้จริงของประชาชน กราบขอบพระคุณครับ