อภิรักษ์ โกษะโยธิน อภิปรายพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฉบับปรับปรุงแก้ไข เพื่อคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในระดับสากล ให้มีขอบเขตที่กว้างขึ้น และปรับปรุงให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องของเครื่องหมายการค้า มีความร่วมสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฉบับปรับปรุงแก้ไข ซึ่งท่านรัฐมนตรีได้กรุณากล่าวในประเด็นหลักการที่จะมีการแก้ไข ทั้งหมด ๑๓ ข้อ ด้วยเหตุผลเพื่อที่จะคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในระดับสากล ให้มีขอบเขต ขยายให้ความคุ้มครอง แล้วก็ปรับปรุงให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องของเครื่องหมายการค้า ให้มีความร่วมสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ซึ่งต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน และอนาคตก็จะมีสินค้าและบริการจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่า มีสินค้าและบริการจากบริษัทข้ามชาติที่ได้มาด้าเนินธุรกิจในประเทศไทยได้มีการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าเพื่อคุ้มครองในเรื่องของลิขสิทธิ์ หรือที่ส้าคัญก็คือในประเภทของสินค้า หรือบริการที่ได้มีการจัดจ้าหน่ายไปในเครือข่ายทั่วโลก ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นข้อพิพาท ของเครื่องหมายการค้าที่เป็นสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องหมายการค้า จากบริษัทข้ามชาติในประเทศทางตะวันตก แล้วก็ที่ส้าคัญ ก็คือในประเทศที่มีความเข้มแข็ง ทางด้านเศรษฐกิจในเอเชียด้วยกันเอง เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น แต่ว่าประเด็นที่ผมอยากตั้งเป็นข้อสังเกตใน ๒-๓ เรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นเรื่องใหม่ ที่กฎหมายฉบับนี้ได้มีการเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ก็คือในเรื่องของ ประเด็นมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ซึ่งมาตรา ๕ ให้ยกเลิกข้อความในวรรคสองของมาตรา ๗ แล้วก็เพิ่มประเด็นใน (๙) (๑๐) (๑๑) และ (๑๒) ก็คือในเรื่องของภาพอันไม่ได้เล็งเห็น ถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง แล้วไม่เป็นแผนภาพ หรือแผนที่ที่แสดงภาพ ทางด้านภูมิศาสตร์ แล้วก็ได้ก้าหนดว่าเป็นประเด็นที่ให้รัฐมนตรีประกาศหรือก้าหนด ส่วนที่ ๒ ก็เป็นในเรื่องของรูปร่าง และรูปทรงอันไม่เป็นลักษณะธรรมชาติ แล้วก็ส่วนที่ ๓ และส่วนที่ ๔ ก็คือเรื่องกลิ่นและเสียง ประเด็นตรงนี้ผมคิดว่าจะมีความส้าคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าเราสังเกตดูก็คือว่าสินค้าและบริการส่วนใหญ่ที่คนไทยคุ้นเคยมักจะเป็นสินค้า จากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่ว่าในกรณีของประชาคมอาเซียนที่ก้าลังจะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วบางครั้งก็จะมีสินค้าและบริการจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย หรือแม้แต่ในอนาคตก็จะมี ประเทศใหม่ ๆ ที่จะส่งสินค้าเข้ามาขายในบ้านเรา ประเด็นที่ผมจะมีข้อสังเกต แล้วก็เป็นห่วง ที่จะฝากท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ก็คือว่าในแนวทางที่เปิดโอกาสให้รัฐมนตรี ได้ประกาศเป็นข้อก้าหนด หรือจะมีรายละเอียดที่จะประกาศตามออกมา อันนี้ จะเป็นประเด็นซึ่งอาจจะเป็นช่องโหว่ที่จะเป็นประเด็นที่ท้าให้เกิดข้อพิพาทในอนาคต ส้าหรับเจ้าของสินค้า ทั้งในส่วนที่เป็นเจ้าของสินค้าของคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งในกรณีที่ อาจจะมีการไปลอกเลียนแบบ แล้วก็ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แล้วในอนาคตอันใกล้ ก็อาจจะมีสินค้าและบริการของผู้ผลิตซึ่งอยู่ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในชั้นต้นอาจจะเป็นสินค้า และบริการที่จ้าหน่ายเฉพาะในประเทศของเขา คือยังไม่แพร่หลายเหมือนสินค้าและบริการ ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปหลายท่าน เช่นน้าอัดลม ซึ่งอาจจะเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นที่มีความส้าคัญว่ารายละเอียดของข้อกฎหมาย ซึ่งเขียนไว้ค่อนข้างกว้างในมาตรา ๕ ที่มีการปรับปรุงแก้ไข ทั้งในเรื่องของลักษณะเฉพาะ รูปร่าง หรือแม้แต่ในเรื่องของกลิ่นและเสียง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่นะครับว่าเรามีความพร้อม ที่จะสามารถที่จะมีรายละเอียดที่จะให้ความรู้กับผู้ประกอบการในประเทศไทยว่า ประเภทของกลิ่นและเสียงในลักษณะไหนที่สามารถที่จะจดทะเบียนได้ เพราะว่าถ้าไม่มีแล้ว ก็จะเป็นช่องว่าง หรือช่องโหว่ให้กับผู้ประกอบการซึ่งอาจจะมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์จากต่างประเทศ อาศัยมาเป็นช่องโหว่ในการที่จะจดจองไว้ก่อน ซึ่งอันนี้ ก็จะเป็นผลกระทบที่จะท้าให้แนวนโยบายที่จะส่งเสริมในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมในเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ตามแนวนโยบายในเรื่องของเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ ซึ่งรัฐบาลชุดท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ริเริ่มไว้ แล้วรัฐบาลชุดปัจจุบันก็มี แนวนโยบายที่จะส่งเสริมให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยใช้แนวความคิดในเรื่องความคิด สร้างสรรค์ ส่งเสริมในเรื่องของการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการใช้สินค้าและบริการที่มีการสร้าง ตราสินค้า ที่เราเรียกกันว่าการสร้างแบรนด์ (Brand) มีการส่งเสริมนโยบายในเรื่องของ การใช้แนวทางการตลาดในยุคสมัยใหม่ เพื่อที่จะพัฒนาในเรื่องของการจดจ้า การสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งอันนี้ก็จะโยงไปถึงมาตรา ๖ ที่มีการก้าหนดว่า เครื่องหมายการค้า ที่ไม่มีลักษณะตามวรรคสอง (๑) ถึง (๑๒) หากได้มีการจ้าหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้า ที่ใช้เครื่องหมายการค้าจนแพร่หลายแล้ว ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศก้าหนด และพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ก็แปลว่าสามารถ ให้จดทะเบียนได้ อันนี้ก็จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งนะครับที่เขียนไว้อย่างกว้าง ๆ แล้วก็ต้องไป รอว่าจะมีประกาศที่รัฐมนตรีก้าหนดในลักษณะไหน อันนี้ก็จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งว่าอาจจะมี ช่องโหว่ที่จะท้าให้ผู้ประกอบการทั้งที่มีความตั้งใจหรือมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ไปดูว่ามันมีสินค้า และบริการ ซึ่งอาจจะเป็นสินค้าและบริการของผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกลุ่มเครือข่ายอาเซียน ซึ่งอาจจะไม่รู้จักแพร่หลายเหมือนกับ สินค้าและบริการที่มาจากประเทศทางตะวันตกหรือจากประเทศที่มีความเข้มแข็งทางด้าน เศรษฐกิจในเอเชียไปจดไว้แล้วก็มีการโฆษณาเผยแพร่ ซึ่งอาจจะใช้งบประมาณใช้อะไร เพียงเล็กน้อยเพื่อให้เข้าเกณฑ์ อันนี้ก็จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อยากฝากไว้ ส่วนในประเด็น ที่กลับกันว่าจะมีแนวทางที่จะเพิ่มเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทย ซึ่งวันนี้อาจจะมี ตราสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในประเทศไทย ต้องการที่จะไปจัดจ้าหน่ายสินค้าในกลุ่ม เครือข่ายประเทศในประชาคมอาเซียน จะมีวิธีการอย่างไรที่จะไปเชื่อมโยงให้สินค้าที่มีการ จดทะเบียนการค้าหรือตราสินค้าไว้แล้วสามารถที่จะมีความสะดวก แล้วก็มีความมั่นใจว่า ในทางกลับกันก็จะไม่มีผู้ประกอบการในประเทศกลุ่มเครือข่ายอาเซียนหรือประเทศอื่น ไปจดจองไว้เหมือนที่เรามักจะเห็นในประเทศก้าลังพัฒนาหลายประเทศ บางที ก็มีผู้ประกอบการที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ไปจดทะเบียนเพื่ออย่างน้อยหรืออาจจะมีการเจรจา เพื่อขายตราสินค้านั้นด้วยซ้าไปในอนาคต อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่อยากฝากเพิ่มเติมเป็นข้อสังเกตนอกเหนือจากมาตรา ๕ และ มาตรา ๖ แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมคิดว่าในเรื่องของ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้ายังถือว่า มีความส้าคัญที่ทางกระทรวงพาณิชย์เองในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่เฉพาะในเรื่องของการก้ากับดูแลพระราชบัญญัติในเรื่องเครื่องหมายการค้า แต่มีหน้าที่ โดยตรงในการที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีความเข้มแข็งสามารถที่จะส่งเสริมในเรื่อง ของแนวทาง ในเรื่องของกระบวนการการจดลิขสิทธิ์ทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าคนไทยมีความพร้อมในการที่จะ ออกแบบตราสินค้าหรือออกแบบตราที่เรามักจะพูดกันบ่อยครั้งและพูดกันมานานแล้ว ด้วยซ้าไปว่าเราอยากเห็นสินค้าไทยมีกระบวนการการสร้างมูลค่าเพิ่ม มีการสร้างตราสินค้า ที่เรียกกันว่าแบรนดิ้ง (Branding) แต่เราไม่มีกระบวนการที่จะให้ความรู้หรือท้าให้ ข้อกฎหมายมีความสะดวกที่จะท้าให้ผู้ประกอบการไทยสามารถที่จะจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า แล้วก็สามารถที่จะสร้างตราสินค้าให้มีความเข้มแข็ง แล้วก็จะท้าให้สินค้า และบริการของไทยสามารถที่จะขยายไปในประเทศต่าง ๆ ทั้งในภูมิภาคอาเซียน แล้วก็ ในนานาประเทศเหมือนผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งอาจจะมีความพร้อมที่ท้าได้ แต่ว่า ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ทั้งเอสเอ็มอี (SME) ก็ดี หรือผู้ประกอบการยุคใหม่ที่เราอยากเห็น ส่งเสริม อย่างยกตัวอย่างวันนี้เราเห็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่ของเราสามารถ ที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ สามารถที่จะใช้การออกแบบดีไซน์ (Design) ใช้พวกกราฟฟิก ดีไซน์ (Graphic design) ต่าง ๆ มาออกแบบในเรื่องของตราสินค้า ตราผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่ยกตัวอย่างในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นการจดทะเบียนในเรื่องของตราสินค้า ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ความคิดสร้างสรรค์ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอนเทนต์ (Content) ใหม่ ๆ เช่น ในเรื่องของกราฟฟิกดีไซน์ ในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี แอนิเมชั่น (Animation) ต่าง ๆ แบบนี้อาจจะไม่ได้เป็นเครื่องหมายการค้าที่เราเห็นกันทั่วไป ในสินค้าอุปโภคและบริโภค แต่ว่าในยุคสมัยใหม่ที่เราก้าลังส่งเสริม เศรษฐกิจยุคใหม่ที่เน้น ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ในเรื่องของคอนเทนต์ใหม่ ๆ อันนี้ก็น่าจะเป็นประเด็นที่ทาง กระทรวงพาณิชย์ได้หยิบยกมาพิจารณานะครับว่าจะเข้าโยงเกี่ยวกับเรื่องตราสินค้าที่จะ คุ้มครองในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญามากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าไม่อย่างนั้นเราก็จะ ไปเข้าใจว่าตราสินค้าหรือเครื่องหมายการค้าก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราจะไปจดทะเบียน เพื่อคุ้มครองสิทธิในสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งก็จะเป็นสินค้าปกติในหมวดที่อาจจะ มีการด้าเนินการอยู่แล้ว แต่ว่าในธุรกิจใหม่ ๆ หรืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใหม่ ๆ อันนี้ ก็จะเป็นแนวทางที่อยากฝากทางท่านประธานถึงรัฐมนตรีให้ช่วยไปพิจารณาหาแนวทาง เพราะว่าก็จะเป็นประเด็นที่จะช่วยส่งเสริมให้นักธุรกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ เข้ามาในธุรกิจสร้างสรรค์ แล้วก็สามารถที่จะคุ้มครองในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา และตราสินค้า แล้วก็สามารถที่จะเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก ๓ ปีข้างหน้าด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ