อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องปัญหาน้ำในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลางและภาคอีสาน โดยเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศไทยมีความต้องการน้ำที่มากกว่าแหล่งน้ำที่มีอยู่ และการขาดความเป็นเอกภาพในเรื่องของนโยบาย ยุทธศาสตร์ งบประมาณ และองค์กร
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้อภิปราย ในการรับฟังรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้นะครับ ผมเองฟังการอภิปราย มาตั้งแต่ช่วงบ่าย ได้เห็นถึงคุณค่าจากความเหนื่อยยากของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ที่ได้ใช้ความตั้งใจและใช้เวลาที่มีคุณค่า และเราก็ได้รายงานที่ได้สรุปถึงสภาพของปัญหา สภาพข้อเท็จจริงของปัญหาเรื่องน้ําในประเทศไทยเป็นข้อสรุปรายงานที่มีคุณค่าและตรงต่อ ข้อเท็จจริง และแนวทางต่าง ๆ ที่ได้มีการนําเสนอ ไม่ว่าจะแต่ละภาค แต่ละส่วน ถ้าแม้ ได้ถูกนําไปใช้เพียงครึ่งเดียวคนไทยก็จะได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากเม็ดงาน เม็ดเหงื่อที่ท่าน ได้กระทําลงไป ในนามของ ส.ส. ของสภาแห่งนี้ผมก็ขอบพระคุณ เราต้องยอมรับความจริง ครับว่าสภาแห่งนี้จะมีอยู่ ๒-๓ เรื่องที่เราหยิบยกมาพูดอยู่เป็นประจํา เรื่องที่เราพูดกันบ่อย ที่สุดก็คือเรื่องการขาดแคลนน้ําของพี่น้องเกษตรกร เรื่องของปัญหาความยากจน เรื่องของ ชีวิตที่ไม่เป็นธรรมของพี่น้องชาวไร่ ชาวนา ๒-๓ เรื่องนี้ประเด็นอาจจะแตกต่างกัน แต่เนื้อหา ก็เป็นเรื่องเดียวกัน เนื้อหาซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความขาดประสิทธิภาพในการที่จะจัดการ ให้ประเทศซึ่งมีฐานะเป็นอู่ข้าวอู่น้ําของโลกจะได้มีปัจจัยการผลิตที่มีความสมบูรณ์ ข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการศึกษาเมื่อเห็นแล้วน่าตกใจและก็น่าเศร้าใจ ผมเชื่อ ส.ส. จํานวนมากก็เพิ่งได้ทราบว่าประเทศที่ผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารหล่อเลี้ยงชาวโลก ที่แบ่งเป็น ๔ ภาคนี้มีอยู่ภาคเดียวที่ปริมาณน้ําต้นทุนกับความต้องการน้ําอยู่ในสัดส่วน ที่สมดุลก็คือภาคเหนือ อีก ๓ ภาคที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคใต้ น้ําต้นทุนที่มีน้อยกว่าปริมาณความต้องการของพี่น้องประชาชนเกือบครึ่งหนึ่ง และแม้แต่ภาคเหนือเองซึ่งบอกว่าน้ําต้นทุนมีเพียงพอต่อความต้องการ หลายพื้นที่ ของภาคเหนือก็แห้งแล้งไม่ต่างจากพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดของภาคอีสาน ผมได้เคยอภิปราย ในสภาแห่งนี้ว่าประเทศที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ําของโลกมองหาระบบชลประทานยาก เหมือนมองหา สิวเสี้ยนบนแก้มของนางสาวไทย ตัวเลขที่คณะกรรมการได้นําเสนอได้ชี้ให้เราเห็นว่า วันนี้เป็นวันที่ต้องเหนื่อยมากเพื่อปฏิบัติเปลี่ยนแปลงปฏิรูประบบชลประทานเพื่อแก้ปัญหา การขาดแคลนน้ําในประเทศไทย อย่างเช่นตัวเลขที่ท่านระบุว่าในปี ๒๕๕๑ ความต้องการ ใช้น้ํารวมของประเทศนี้อยู่ที่ ๗๓ ล้านลูกบากศ์เมตร ไม่ว่าจะเป็นน้ําเพื่อการเกษตร น้ําเพื่อการบริโภค อุตสาหกรรม หรือเพื่อการรักษาสภาพทางนิเวศวิทยา แต่เรามีน้ําที่ใช้ได้จริง ๆ น้อยกว่านั้นเป็นอันมาก ภาคกลางบ้านผม ความต้องการใช้น้ํา ๓๗ ล้านคิวต่อปี แต่เรามีน้ําต้นทุนแค่ ๑๘ ล้านคิว คือครึ่งเดียว แม้ว่าเราจะไปแย่งชิงน้ํา จากภาคเหนือมาใช้ ผมว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สภาแห่งนี้และวันนี้จะต้องเป็นวันเริ่มต้น โดยใช้ ข้อมูล ข้อเท็จจริง แนวทางการนําเสนอของคณะกรรมการชุดนี้เป็นกุญแจอันสําคัญ สิ่งที่เรา ได้เห็นอย่างชัดเจนก็คือว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ําของประเทศนี้ ที่แหล่งน้ํานี่ล่ะคือต้นทาง ของอารยธรรมของการตั้งประเทศก็คือการขาดความเป็นเอกภาพ ซึ่งท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านได้นําเสนอประเด็นเหล่านี้ไปแล้ว ไม่ว่าจะการขาดความเป็นเอกภาพในเรื่องของ นโยบาย เรื่องของยุทธศาสตร์ เรื่องของงบประมาณ หรือแม้กระทั่งเรื่องขององค์กร ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ในเวลาอันจํากัด อย่างที่จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่บางพื้นที่ของอําเภอเขาย้อย ซึ่งเป็นอําเภอที่มีความแห้งแล้งใกล้เคียงกับภาคอีสาน เราได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหา ความแห้งแล้งตรงนั้น ยกตัวอย่างอย่างที่ตําบลหนองปรง ตําบลทับคาง อําเภอเขาย้อย แล้งมาก เราได้รับน้ําต้นทุนมาจากคลองราชบุรีฝั่งขวาซึ่งมาจากจังหวัดกาญจนบุรี มาจาก เขื่อนท่าม่วง มาจากเขื่อนศรีนครินทร์ แต่น้ําเหล่านี้ไม่สามารถจะหล่อเลี้ยงพื้นที่เหนือ ด้านที่สูงของคลองชลประทานนี้ได้ ใช้ได้แต่ด้านล่าง เพราะด้านบนเป็นที่สูง เกือบ ๒ ปีที่เรา นําเสนอปัญหาด้วยการตั้งเครื่องสูบน้ําพลังงานไฟฟ้าเพื่อดึงน้ําจากคลองราชบุรีฝั่งขวาขึ้นไป บนที่สูงแล้วก็ปล่อยมาด้วยแรงกราวิทัตหรือแรงโน้มถ่วงหล่อเลี้ยงพื้นที่ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ไร่ วันนี้โครงการยังไม่เกิดครับ ตรวจสอบดูไม่เกิดเพราะอะไร เพียงเพราะว่าหน่วยงาน ชลประทานในพื้นที่ยังไม่ได้รับรายงานถึงปริมาณน้ําต้นทุนที่โครงการราชบุรีฝั่งขวาจะเข้ามา สนับสนุนโครงการนี้ได้ ตัวเลขแค่ตรงนี้ครับเกือบ ๒ ปีนะครับ นั่นกรมเดียวกันนะครับ ถ้าต้องข้ามกรมไปที่กรมทรัพยากรน้ํา ถ้าต้องข้ามกรมที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถ้าต้องไปถึงพาองค์กรส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็ไม่ทราบเมื่อไรครับ อาจจะ ๑ วัน ก่อนชั่วนิจนิรันดรก็ได้ครับ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพอย่างชัดเจนที่สุด ผมจึงสนับสนุนแนวทางที่จะได้มีกฎหมาย ที่จะรวบรวมหมวดหมู่ของการจัดการบริหาร เรื่องน้ําเป็นแหล่งเดียว ที่เรียกว่าร่างพระราชบัญญัตินโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา และนําทุกหน่วยงานจาก ๓ กระทรวงหลัก ไม่ว่ากระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงพลังงานมารวบรวมเป็นทิศทาง เดียวกัน มีองค์กรผู้ใช้น้ําในแต่ละระดับพื้นที่เพื่อมานําเสนอประเด็นความต้องการ งบประมาณไปทิศทางเดียวกัน ยุทธศาสตร์ แผนงาน เป็นทิศทางเดียวกัน เราอาจจะยังทํา ไม่ได้ถึงขนาดที่จะต้องตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ําขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่ได้เพียงมีเวทีเดียวกัน คณะทํางานเดียวกัน งบประมาณเดียวกัน ยุทธศาสตร์เดียวกัน จุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมเชื่อว่ากรมชลประทานก็จะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ ตอบสนองความต้องการของ ประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่เป็นเพียงหม้อข้าวใบใหญ่ของใครบางคน ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ สนับสนุนแนวทางของคณะกรรมาธิการวิสามัญ และผมขอให้ท่านต่อสู้ต่อไป ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัตินโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําให้เกิดขึ้น และผมก็หวังว่า จากวันนี้คุณูปการที่เกิดขึ้นจะทําให้หลายพื้นที่ของประเทศไทยได้มีโอกาสใช้น้ําชลประทาน หยดแรกในชีวิตครับ ขอบคุณครับ