ฐิติมา ฉายแสง ระบุว่ารายงานการศึกษากำหนดกรอบแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยไม่ได้แก้ปัญหาน้ำในภาคกลางตอนตะวันออกที่เธอสังกัด
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานนะคะที่อนุญาตให้ดิฉันได้เป็นผู้หนึ่งที่จะอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับ รายงานการศึกษากําหนดกรอบแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศไทย ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมากและรอมาเป็นปี ๆ แล้ว เพราะรายงานนี้ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ท่านประธานคะ ดิฉันสนใจเรื่องน้ําเป็นพิเศษ เพราะว่าหลายคน พูดว่าน้ําคือชีวิต น้ําคือทรัพยากรธรรมชาติที่สําคัญที่สุด แล้วก็น่าหวงแหนที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นความสนใจของดิฉันจึงต้องพยายามดูว่าเล่มนี้เขาเขียนอะไรไว้บ้าง แล้วก็เล่มนี้ มีประโยชน์อย่างไร ตอนแรกก็ดีใจว่ามีรายงานเล่มนี้ออกมาเพราะว่าพออ่านชื่อแล้วรู้สึกว่า เอาล่ะสิ ทีนี้เราคงจะได้แก้ปัญหาน้ํากันได้แล้วของประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ และประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งจําเป็นต้องใช้น้ําอย่างมากเราคงจะดี แต่พออ่าน ลงไปเรื่อย ๆ แล้วก็พบว่าเล่มนี้ดูดีเฉพาะภายนอก ดูดีถ้าเราดูมันหลวม ๆ แล้วก็ดูดี เพราะว่ามันหนาดีท่านประธาน มันหนาดี ๒๓๖ หน้า แต่ถ้าเราไปดูในรายละเอียดแล้วจะ พบว่ารายงานฉบับนี้ถึงแม้จะมีแผนที่ แผนภูมิและเหตุผล หรือทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย แต่มัน อาจจะไม่ได้แก้ปัญหาให้กับพื้นที่ประเทศไทยในหลาย ๆ ส่วน ซึ่งความสนใจของดิฉัน ดิฉัน เป็น ส.ส. ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ในภาคกลางตอนตะวันออกของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งตั้ง เป็นคณะอนุกรรมาธิการศึกษากันออกไปในรายละเอียด เล่มนี้มันจะแบ่งเป็นภาค ๆ ถูกไหม จะภาคเหนือ ภาคเหนือตอนนั้นตอนนี้ ภาคใต้อะไรก็ว่าไป แต่เล่มนี้พูดถึงภาคกลางตอน ตะวันออก ดิฉันเป็น ส.ส. จังหวัดฉะเชิงเทราก็จึงต้องลงไปดูในรายละเอียดว่าพูดถึงจังหวัด ฉะเชิงเทราบ้างหรือเปล่าหนอ ก็พบว่าในเนื้อหาเขาก็จะบอกว่าคณะอนุกรรมาธิการเพื่อ พิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ําในพื้นที่ภาคกลางตอนตะวันออก ประกอบด้วย ๑๓ จังหวัด ซึ่งมีจังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครนายก จังหวัด ระยอง จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสระแก้ว มีท่านชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งท่านเป็น ส.ส. จังหวัดนครนายก พอมา ตรงนี้พออ่านไปเรื่อย ๆ ท่านทราบไหมคะว่า ข้อสรุปต่าง ๆ ที่จะเกี่ยวกับภาคกลาง ตอนตะวันออกนั้นไม่มีพูดถึงจังหวัดฉะเชิงเทราอีกเลยในเล่มนี้ พูดแค่เพียงว่าจังหวัด ฉะเชิงเทราเป็น ๑ ใน ๑๓ จังหวัดนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาดิฉันจึงยังไม่พบว่าเขา พูดถึงปัญหาอะไรเอ่ย แล้วทางแก้ของเขาคืออะไรเอ่ย ดูยังไม่เจอเลย แต่ก็พบว่าคณะอนุ กรรมาธิการภาคกลางตอนตะวันออกนี้มีความขยันขันแข็งเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าไปศึกษา ดูงานมากกว่าภาคอื่น ๆ ไปถึง ๖ ครั้งด้วยกัน แต่ ๖ ครั้งนั้นท่านทราบไหมคะว่าเขาไปที่ไหน ใน ๖ ครั้งไปจังหวัดนครนายกถึง ๔ ครั้ง เพราะจังหวัดนี้เป็นจังหวัดของท่านประธาน คณะกรรมาธิการเอง ไปจังหวัดชลบุรี ๑ ครั้ง จังหวัดสมุทรปราการ ๑ ครั้ง ก็ไม่ได้ไปศึกษา ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ํา เป็นพื้นที่ต้นน้ําที่จะส่งน้ําไปให้ยังอุตสาหกรรม ด้วย ก็ไม่ได้ไปศึกษาว่าปัญหามันคืออะไร แต่ดิฉันเป็น ส.ส. ของจังหวัดฉะเชิงเทราจึงพบว่า ปัญหาจริง ๆ แล้วมันมีมากมายเหลือเกิน โดนฟ้องมาจากประชาชนมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่ เป็น ส.ส. สมัยแรกจนมาสมัยนี้ ปัจจุบันเมื่อวานยังฟ้องอยู่เลยว่าขณะนี้แล้งเหลือเกิน น้ํา ไม่มีเลย ท่านคะ ดิฉันพูดถึงจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นแหล่งต้นน้ํา เพราะเรามีแม่น้ําบางปะกง แม่น้ําบางปะกงก็เป็นแม่น้ําที่มีทั้งน้ําเค็มแล้วก็น้ําจืด เพราะฉะนั้นปัญหาก็คือว่าถ้าเวลาที่มัน มีน้ําเค็มล่วงเข้ามานั้นมันทําให้ทําการเกษตรไม่ได้ ชลประทานก็พยายามจะสร้างเขื่อนทดน้ํา บางปะกงเพื่อกะว่าจะกั้นน้ําที่มันเค็ม ๆ ให้เอาน้ําจืดไว้ใช้ แล้วก็จะใช้ ปรากฏว่าศึกษากันไป มีโครงการกันไปหลายพันล้านก็ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้เพราะว่าผลิตทีไรตลิ่งพังทุกที นี่คือปัญหาซึ่ง ท่านอาจารย์รอยลท่านทราบดี ท่านเป็นผู้ศึกษาน้ํามากมาย แต่ว่าในภาคกลางตอน ตะวันออกนี้แม้แต่เป็นที่ปรึกษาหรือเป็นอะไรท่านก็ไม่ได้เป็นเลย เพราะฉะนั้นคนเก่ง ๆ แบบนี้ไม่เอามาใช้ ดิฉันก็ไม่ทราบว่าทางความสัมพันธ์กับชลประทาน ท่านมีหรือไม่อย่างไร จึงไม่ได้มีชื่อท่านอยู่ในนี้เลย ทีนี้จังหวัดฉะเชิงเทราเองยังมีคลองมีโครงการอ่างเก็บน้ําสียัด ซึ่งเป็นต้นน้ําอีกเช่นเดียวกัน เป็นต้นน้ําที่จะต้องเอาน้ําให้กับเกษตรกรรม ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มากกว่าอุตสาหกรรมที่เป็นวัตถุประสงค์แรกของโครงการอ่างเก็บน้ําสียัด ซึ่งเขาจะต้องส่ง น้ําให้เกษตรกรรมก่อนเป็นข้อแรก ๆ แล้วจึงส่งให้อุตสาหกรรม แต่ก็พบว่าหลังจากที่หลายปี มานี้ต้องทะเลาะกับชลประทาน นั่นหมายความว่าใครทะเลาะ ประชาชนทะเลาะกับ ชลประทานเพราะแย่งน้ํา เกษตรกรต้องแย่งน้ําจากอุตสาหกรรม เนื่องจากให้อุตสาหกรรม ตลอดเลย แต่ประชาชนต้องรอดูว่าจะให้น้ําฉันวันไหน สัปดาห์ไหน ปัจจุบันให้น้ํากับ เกษตรกร ๑๕ วันครั้ง อีก ๑๕ วันไม่ให้ ๑๕ วันนี่ก็เอาล่ะ พอได้ก็แจกจ่ายกันไปตามคลอง เล็ก ๆ ก็ว่าไป ๑๕ วันที่ไม่ได้ก็รอกันไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวอีก ๑๕ วันข้างหน้าค่อยมาเอา แต่อุตสาหกรรมสิคะ ได้ตลอด นี่คือปัญหาที่ประชาชนพบ แต่อีกแหล่งหนึ่งท่านประธาน อีกแหล่งหนึ่งก็คือมาซีกที่เป็นคลองพระองค์ไชยานุชิตที่จะต้องรับน้ําจากทางรังสิต ท่านประธาน ตอนนี้คลองทุกคลองแห้งหมด มีน้ําที่ดิฉัน เช็กแล้วจะ ๕๐ เซนติเมตรก็ดีหรือว่า ๓๐ เซนติเมตรหรือ ๒๐ เซนติเมตรก็ดีหรือเป็นถนน แล้วก็ดี คลองนี้กลายเป็นถนนแล้วก็ดี เพราะฉะนั้นตรงนี้เขาขาดน้ํามาก ทางชลประทาน จังหวัดฉะเชิงเทราก็พยายามขอน้ําไปที่ทางหน่วยเหนือว่าอย่างนั้นเถอะ หน่วยเหนือนี่ขอหน่อย เถอะ ๑.๓ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปรากฏว่าได้แค่ ๔๐๐,๐๐๐ มันหางจากเป้าหมายเขา เหลือเกิน ทีนี้จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวมาก เพราะฉะนั้นประชาชน ที่เดือดร้อนขณะนี้คือข้าวกําลังจะออกรวง แต่ไม่มีข้าวที่จะมาให้ นอกจากนั้นแล้วบางพื้นที่ ยังเป็นที่ดอนอีกด้วย จึงมีปัญหามากมายต้องทําการกักเก็บน้ํา แต่สุดท้ายไม่มีทดค่ะ ท่านประธาน ไม่มีเขื่อน ไม่มีทด ประชาชนจึงต้องทําทํานบเอาเองอย่างนี้เป็นต้น แต่การศึกษาในฉบับนี้ก็ไม่ได้ศึกษาถึงขั้นว่าจังหวัดฉะเชิงเทราหรือทางภาคตะวันออกนั้น มีปัญหาอะไรหรือไม่อย่างไร ได้แต่พูดเป็นเพลา ๆ เหมือนอ่านทฤษฎีค่ะท่านประธาน เราอ่านทฤษฎีนี้ คณะอนุกรรมาธิการไปศึกษา ๑๕ ครั้ง ๑๕ ครั้งนี้มีอะไรบ้าง อาจจะบอกว่า ขนส่งทางน้ํากระจายน้ําควรจะเพิ่มปริมาณน้ําต้นทุน พูดสวยหรูแต่ไม่ได้บอกหรอกว่า เพิ่มปริมาณน้ําต้นทุนนั้นมันจะต้องทําอย่างไร จะปลูกฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ําให้อุดมสมบูรณ์ ก็เป็นทฤษฎี ไม่ได้พูดลงไปอีกว่าการเพิ่มป่าต้นน้ําทําอย่างไร ในขณะที่เขาอ่างฤาไนนั้นควร จะเป็นป่า ซึ่งมันไม่สมบูรณ์แล้ว ตอนนี้ควรจะพูดว่าปลูกป่าให้มากขึ้น เพื่อให้มันมีฝนตกลง มากขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้จึงเป็นรายงานที่พูดถึงภาคกลาง ตอนตะวันออกเพียงหน้าครึ่งเท่านั้นเอง และไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ดิฉันเลยเกิดคําถามว่า รายงานฉบับนี้เมื่อท่านรับฟัง ส.ส. แล้ว ส.ส. บ่นให้ฟังแล้วท่านเอาไปทําอะไรต่อไป อาจจะสรุป ให้รัฐบาล แล้วรัฐบาลก็เก็บอีก แล้วยิ่งรัฐบาลชุดนี้ยิ่งไม่แน่ใจว่าตั้งใจจริงหรือเปล่าในการที่จะ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเกษตรกรรม เพราะอะไร กรมชลประทานเป็นกรมที่มีงบประมาณ มากที่สุดในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลายหมื่นล้านบาท แต่ว่าแค่ทําทํานบ หรือแค่ทํา เขื่อน หรือแค่ทําฝายกั้นอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งใช้งบประมาณไม่มากเลย ที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดนั้น เป็นตัวอย่างเท่านั้น แต่มันมีทั้งซีกซ้าย ซีกขวาในจังหวัดฉะเชิงเทราที่จําเป็นจะต้องทําทํานบ ที่พูดถึงนี่ หรือเขื่อน หรือประตูระบายน้ําเพื่อกั้นน้ํา ควรจะทําอีกหลายจุด ซึ่งไม่ได้ใช้ งบประมาณมาก ถ้าทํามันจะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนทําการเกษตร ไม่ว่าจะปลูกข้าวก็ มากมาย ผลไม้ก็มากมาย และยังเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งกันอีก เป็นจังหวะที่ทําตรงนี้เยอะมาก แต่น้ําไหลลงจังหวัดสมุทรปราการหมด เพราะจังหวัดสมุทรปราการเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ต่ํากว่า จังหวัดฉะเชิงเทรา นี่คือปัญหาที่ประชาชนพบอยู่ตลอดเวลาและขอร้องมา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งตรงตําบลบางปะกง อําเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น เขาขอให้ทําประตูกั้นน้ํา หรือขอให้กักเก็บน้ําไว้ให้ประชาชนตามคลองซอยต่าง ๆ มานาน ๒๐ กว่าปีแล้ว แล้วดิฉัน ก็ทํากระทู้เพื่อให้รัฐบาลนั้นตอบก็ยังไม่ได้ตอบให้ ถามว่าทําอะไร ทําประตูกั้นน้ําเพื่อไม่ให้ น้ําไหลไปสู่จังหวัดสมุทรปราการหมดนั่นเอง ไหลไปสู่จังหวัดสมุทรปราการ ไม่ใช่ว่า ประชาชนจังหวัดสมุทรปราการจะได้ธรรมดานะคะ มันไหลลงทะเลค่ะท่านประธาน ไหลไป หมด เพราะฉะนั้นมันก็คือของเสียเปล่า นี่คือการบริหารจัดการที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ช่วยเหลือ ประชาชนอย่างแท้จริงเลยท่านประธาน ดิฉันจึงขออภิปรายเชิงต่อว่ากับการรายงาน การศึกษากําหนดกรอบแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศไทยฉบับนี้ที่ว่า น่าเสียดายค่ะ ขอบพระคุณค่ะ