แวมาฮาดี แวดาโอะ หารือเรื่องการศึกษาเอกชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนเอกชน และเรียกร้องการพิจารณาเกี่ยวกับกฎหมายการจัดการการศึกษาเอกชน โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรกำไรของโรงเรียนเอกชนที่ได้รับใบอนุญาต และการสนับสนุนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอย่างยุติธรรม
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาสครับ ขออนุญาต ท่านประธานเพื่อฝากประเด็นทั้งหมด ๗ ประเด็นให้กับคณะกรรมาธิการครับ ในฐานะที่เป็น พ่อที่มีลูก ๒๐ คน ประกาศกลางสภาไปเลยนะครับว่ามีลูก ๒๐ คน แล้วก็ใช้บริการโรงเรียน ทุกประเภท โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชน ทั้งโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน โรงเรียนเอกชน สอนศาสนา โรงเรียนท่องอัลกุรอาน โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา รวมทั้งโฮมสคูล (Home School) ด้วยครับที่จดทะเบียนที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กกาญจนบุรี ผมจึงได้อ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้เอาประเด็นไปพิจารณาด้วย นะครับ ก่อนอื่นขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่นะครับที่ไปเยี่ยมลูกชายผมที่ประเทศ มาเลเซียในฐานะที่เป็นนักเรียนทุนของประเทศไทย แต่รัฐมนตรีลืมถามว่าลูกของภรรยา คนไหนใช่ไหมครับ ก็ไม่เป็นไร
ทีนี้ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะฝากก็คือว่าเนื่องจากกฎหมายเพื่อการจัด การศึกษาเอกชนมันมีปัญหาก็คือว่าเอกชนมีหลากหลายแล้วก็แตกต่างกันไป ผมฟังดูทั้งวัน อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดหรอกครับเดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่าตรงไหนนะครับ ทีนี้ปัญหาว่า มันเป็นกฎหมายฉบับเดียวที่โรงเรียนหลากหลายที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้แล้วก็ มันจะเกิดปัญหาครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเอกชนมี ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ ก็คือเอกชนที่เจ้าของ เป็นคนลงทุนครับ ดินของเขา เงินของเขา กู้เงินมาแล้วก็ต้องจ่ายดอกแล้วก็ลงทุนเพื่อทํา ธุรกิจเกี่ยวกับโรงเรียน ปฏิเสธไม่ได้ครับเอกชนประเภทนี้ แน่นอนล่ะครับแม้ทําไปด้วย ความสบายใจแต่ที่แน่ ๆ ก็คือหวังกําไร ปฏิเสธไม่ได้ เอกชนประเภทที่ ๒ ก็คือเอกชนที่ได้เงิน จากการบริจาค ตรงนี้เป็นปัญหาครับ ที่ได้จากการบริจาคถ้าท่านมีโอกาสไปดูในภาคใต้ มันจะมีเอกชนประเภทนี้เสียส่วนใหญ่ เป็น ๑๐๐ โรงเรียนครับ ตั้งแต่ระดมที่ดินที่จะสร้าง โรงเรียน บ้านผมเรียกว่า กินน้ําชามาแกแต ก็คือเงินบริจาคซื้อที่ และหลังจากนั้นก็บริจาค อีกครับก็คือเพื่อสร้างอาคาร หรือในบางครั้งก็ขอเงินซะกาต หรือเงินที่เป็นภาษีศาสนา หมายความว่าในอิสลามถ้า ๑๐๐ บาท ต้องจ่ายภาษี ๒.๕ เพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อเด็ก กําพร้าและผู้ด้อยโอกาส เงินเหล่านี้ละครับเป็นต้นทุนที่ผมต้องพูดประเด็นนี้เพราะในอิสลาม เรียกว่า วะกัฟ คือเป็นที่ดินที่มอบให้สาธารณประโยชน์จะไปเปลี่ยนแปลงตามระเบียบ บางข้อที่มีอยู่นี้ไม่ได้นะครับแม้ทายาทจะยินยอมตามเงื่อนไขก็ตาม ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านจดด้วยประเด็นก็คือว่า เอกชนส่วนหนึ่งนั้นมาจากลงทุนเอง ๒. คือจากการบริจาคโดยเฉพาะมุสลิม การบริจาคตรงนั้นเราเรียกว่าการทําวะกัฟที่ดิน เขาจะมีจดทะเบียนครับที่คณะกรรมการอิสลาม เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มี พ.ร.บ. ว่าด้วย ที่ดินวะกัฟหรือทรัพย์สินวะกัฟไม่เหมือนกับประเทศอียิปต์ที่เขามีครับ แล้วก็ สิ่งสาธารณประโยชน์เหล่านี้จะถูกบันทึกแล้วก็ต้องใช้ประโยชน์ตามหลักการที่อิสลามได้ กําหนดไว้ครับ อันนี้คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ในนี้จะไม่พยายามพูดถึงอย่างครอบคลุมก็คือเรื่องระบบ การศึกษา เรามี ๓ ครับ มีในระบบ ๒. มีนอกระบบ ท่านลืมครับมีตามอัธยาศัย โรงเรียน หมู่บ้านเด็กครับที่รับนักเรียนจดทะเบียนเป็นโฮม สคูล ไม่มีในนี้หรอกครับ จดทะเบียนเป็นโฮมสคูลครับ เรียนตามอัธยาศัยลูกผมเคยเป็นนักเรียนที่นั่น ๕ คนครับ โรงเรียนนี้ควรอยู่ในกติกาใดของโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ ในอนาคต ตาม พ.ร.บ. การศึกษา แห่งชาติจะต้องมีการศึกษาตามอัธยาศัย ผมลูกประมาณ ๘ คนครับอยู่ตามระบบอัธยาศัย รวมทั้งที่กําลังเรียนแพทย์อยู่ที่ประเทศรัสเซียในขณะนี้ก็จบจากโรงเรียนตามอัธยาศัย เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีครับผมขอฝากไว้ด้วยว่า การอุดหนุน การดูแล การช่วยเหลือมัน ต้องเป็นอย่างไรครับในกรณีอย่างนี้นะครับ แล้วปัจจุบันเด็กที่อยู่ในโรงเรียนตามอัธยาศัย ที่ต้องไปสอบ ที่ต้องไปทํากิจกรรมกับโรงเรียนหมู่บ้านเด็กเรายังให้ความช่วยเหลือนั้นน้อยนิด จริง ๆ ครับ อันนี้คืออยากจะฝากไว้ เพราะฉะนั้นท่านต้องตั้งนิยามดี ๆ ครับ นิยาม ในกฎหมายฉบับนี้คําว่า ในระบบคืออะไร นอกระบบคืออะไร ตกลงโรงเรียนปอเนาะเป็นใน หรือนอกระบบครับ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาท่านบอกว่า ในระบบ แต่บอกว่าโรงเรียน สอนศาสนาตกลงเป็นในระบบหรือนอกระบบ ตกลงโรงเรียนปอเนาะเป็นโรงเรียนนานาชาติ หรือว่าเป็นโรงเรียนตามอัธยาศัย หรือเป็นโรงเรียนนอกระบบ เพราะคําว่า โรงเรียน นานาชาติ ที่ระบุในนี้ไม่ได้ระบุว่าโรงเรียนนั้นจะต้องใช้สื่อเป็นภาษาอังกฤษแล้วยังระบุอีก นะครับว่าเป็นโรงเรียนที่จะใช้หลักสูตรจากต่างชาติหรือจะบูรณาการเป็นหมวดวิชาให้ตรงไป ตามกระทรวงศึกษาธิการกําหนด ผมทัศนะผมนะครับโรงเรียนปอเนาะเป็นโรงเรียนานาชาติ ครับท่านประธาน เพราะเป็นโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรมาจากต่างประเทศ และเป็นโรงเรียนที่จะ ใช้ภาษาอาหรับและภาษามลายูเป็นสื่อในการเรียนการสอน เพราะฉะนั้นถ้ามันครอบคลุม ตรงนั้นแสดงว่าโรงเรียนนี้อยู่ในระบบและเป็นโรงเรียนนานาชาติด้วยนะครับ นิยามต้องไปดู ดี ๆ ครับ เพราะผมเห็นในบางร่างมีการพูดถึงโรงเรียนนานาชาติในบางมาตรา
ข้อที่ ๓ หลักสูตรมี ๒ ๑. คือเนชั่นแนล ซิลละบัส (National syllabus) เป็น หลักสูตรประจําชาติ การศึกษาขั้นพื้นฐานกําหนดชัดเจน ถ้าท่านจะเข้าในระบบก็ได้ นอกระบบก็ได้ อัธยาศัยก็ได้ แต่ท่านต้องไปสอบ แต่อีกอันหนึ่งครับที่เราไม่ค่อยพูดถึงคือ อินเตอร์เนชั่นแนล (International) ซิลละบัส คือหลักสูตรนานาชาติ มันก็มีระบบของ ประเทศอังกฤษ มันมีระบบของประเทศอเมริกา แต่ในนิยามอันนี้รวมไปถึงหลักสูตรของ ประเทศไหนก็ได้ที่ท่านเอามาเรียนการเรียนการสอนแล้วก็ใช้สื่อเป็นภาษาต่างประเทศ ต้องดูดี ๆ นะครับ ทีนี้ในหลักสูตรนานาชาติอีก ผมไปดูในระเบียบของกระทรวงซึ่งเกี่ยวโยง กับกฎหมายฉบับนี้ก็คือว่า ถ้าหลักสูตรที่โรงเรียนนานาชาติกําหนดขึ้นมาแล้วก็ได้ผ่าน การรับรองของกระทรวงศึกษาธิการก็จะไปอยู่ในโรงเรียนในระบบและโรงเรียนนานาชาติ แต่อีกส่วนหนึ่งครับ นักเรียนที่อยู่ตามอัธยาศัยถึงเวลาคิดว่ามีความรู้พอโดยผ่านโรงเรียนใด ก็แล้วแต่ไปขึ้นทะเบียนกับบริติช เคาน์ซิล (British council) แล้วก็ขออนุญาตสอบเทียบ ที่เราเรียกว่า โอเลเวลล์ (O-Level) กรมวิชาการเทียบเท่าให้กับ ม. ๖ หรือประถมศึกษา ตอนปลายของประเทศไทย อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ท่านจะต้องไปดู แล้วก็จะโยงไปสู่ปอเนาะ ได้อย่างไรเกี่ยวกับอินเตอร์เนชั่นแนล ซิลละบัส ครับ
ประเด็นที่ ๔ ผมสนใจในเรื่องของประเด็นการจัดสรรกําไร ถ้าท่านดู ในรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็มีการสรุปการเสนอร่างกฎหมายที่ทางสภา ได้เตรียมไว้นั้นมีการพูดถึงการจัดสรรกําไรบอกว่า ผู้รับอนุญาตมีสิทธิที่จะรับกําไรสิ้นปี ไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตกลงการจัดสรรกําไรลักษณะนี้มันเกิดความเป็นธรรมไหมสําหรับ โรงเรียนเอกชนที่เจ้าของจะต้องลงทุนเอง และกับโรงเรียนเอกชนที่เจ้าของไม่ต้องลงทุนเลย เป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเป็นตัวแทนของนิติบุคคลแล้วก็ไปจดทะเบียนรับใบอนุญาต ท่านก็มีสิทธิที่จะได้กําไรในส่วนนั้นทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยในการดําเนินการโรงเรียน เหล่านั้นนะครับ อันนี้คือข้อที่ ๔
ข้อที่ ๕ เกี่ยวกับบุคลากรที่ท่านพูดถึงในนี้ บุคลากรครับ ผมอยากจะให้ ครอบคลุมโรงเรียนครูหรือบุคลากรที่นอกระบบด้วย ตกลงบุคลากรในนี้ครอบคลุมครูที่สอน โรงเรียนตาดีกาหรือไม่ ครอบคลุมโรงเรียนปอเนาะไหม เพราะในระเบียบการให้เงินอุดหนุน ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันนั้น การให้เงินอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรม ไม่เท่าเทียม คือโรงเรียนเอกชนทั่วไปนั้น ท่านอุดหนุนโดยรายหัว ๑๒,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี หรือ ๖,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี แต่ทําไมในโรงเรียนที่อยู่นอกระบบที่ท่านให้คํานิยามทั้ง ๆ ที่อยู่ ในระบบนั่นละครับ ท่านให้ค่าตอบแทนเป็นรายครูคือ ๒,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน แล้วก็ ให้เงินการจัดการเพียง ๑,๐๐๐ บาทต่อโรงเรียนต่อเดือน คือ ๑,๐๐๐ บาทต่อโรงเรียน ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนปอเนาะถ้าเขามีนักเรียน ๑๐๐ คน ถ้าเขาได้รับการอุดหนุนเป็นรายหัว ปีหนึ่งเขาจะได้รับเงินอุดหนุน คือ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่พอมาคิดเป็นรายหัวต่อครูนั้น จะได้รับเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาทต่อปี ให้กับ ๑ ปอเนาะที่มีนักเรียนอยู่ ๘๐ คน เพราะท่าน กําหนดอัตราคือ ๔๐ คนต่อครู ๑ คน ที่จะให้ค่าตอบแทน ๒,๐๐๐ ต่อคนต่อเดือนสําหรับครู เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่น่าจะได้รับความเป็นธรรม ในเมื่อคํานิยามของท่านนั้นกําหนดชัดเจนว่า โรงเรียนในระบบคืออะไร นอกระบบคืออะไร และโรงเรียนนานาชาตินั้นคืออะไร
ข้อที่ ๖ ก็คือในภาคใต้ ผมอยากจะบอกกับท่านว่าในภาคใต้นั้น ๑. มันมี โรงเรียนที่เป็นของรัฐ ๒. เป็นโรงเรียนเอกชนทั่วไป คือสอนสามัญอย่างเดียว ๓. คือโรงเรียน อาชีวะ ๔. เป็นโรงเรียนเอกชน แต่ไปเสริมทักษะเกี่ยวกับศาสนา ที่เราเรียกว่า โรงเรียน เอกชนสอนศาสนา จริง ๆ ไม่ใช่ครับ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนานั้นถ้าฟังดูเหมือนกับว่า เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเพียงศาสนาอย่างเดียว ตรงนั้นเราเรียกว่า ปอเนาะ หมายความว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาก็คือ โรงเรียนที่สอนเรื่องศาสนาและภาษาอาหรับ ภาษามลายู และในบางครั้งก็สอนภาษาอังกฤษ ภาษาไทยด้วย อันนั้นละครับคือโรงเรียนเอกชน สอนศาสนา ส่วนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่ท่านให้เงินอุดหนุน ๑๒,๐๐๐ บาทต่อคน ต่อปีนั้น มันเป็นโรงเรียนสามัญทั่วไป เพียงแต่ว่าไปเพิ่มเนื้อหาวิชาเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม เพื่อเป็นทักษะชีวิตเหมือนกับคํานิยามที่ท่านให้ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ อันนี้คือประเภทที่ ๓ ประเภทที่ ๔ ก็คือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ตรงนี้มีเจ้าของ ๒ ลักษณะ คือ ๑. เจ้าของ ที่เป็นตัวปัจเจก ๒. เจ้าของก็คือเป็นของสาธารณะที่เราเรียกว่าวะกัฟ อาจจะอยู่ในนามของ มูลนิธิ อาจจะเป็นของมัสยิดหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ แล้วก็สุดท้ายเป็นโรงเรียนเอกชนสอน ศาสนาที่สอนเฉพาะในช่วงวันเสาร์ วันอาทิตย์ ที่เราเรียกว่าโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนตาดีกา ก็เช่นกันครับ การช่วยเหลือที่พูดถึงเรื่องบุคลากรในนี้ต้องครอบคลุมด้วยตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เงินอุดหนุนก็ต้องครอบคลุมด้วยครับ เพราะปัจจุบันเราเราให้กับโรงเรียนตาดีกาเพียง ๒,๐๐๐ บาทต่อครู ๑ คน นักเรียน ๔๐ คน ทั้ง ๆ ที่เขาต้องรับผิดชอบนักเรียน ๒๐๐ คน ครับ ๒๐๐ คน ต้องสอนทั้งหมด ๒ วัน ซึ่งเทียบเท่ากับโรงเรียนปกติก็คือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของ จํานวนเวลาที่เรียน เพราะฉะนั้นถ้าด้วยความเป็นธรรมแล้ว ถ้าหากว่าเราสนับสนุนโรงเรียน เอกชนที่เสริมกับศาสนา ๑๒,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปีนั้น โรงเรียนนี้ควรที่จะได้รับเงินอุดหนุน ๔,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี นั่นก็คือถ้ามี ๑๐๐ คน ก็เท่ากับ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเพียงพอที่เขา จะไปดําเนินการ ไม่ใช่ให้ ๒,๐๐๐ บาทต่อคนต่อครู ๑ คน แต่ละเดือน ซึ่งไม่เพียงพอ สุดท้าย ก็มีโรงเรียนอีกชนิดหนึ่งก็คือโรงเรียนอัลกุรอาน โรงเรียนฮาฟีส และโรงเรียนอื่นอีกทั้งหมด เพราะฉะนั้นในเมื่อรัฐบาลนี้มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการเรียนฟรีมาตรฐาน ๑๕ ปีนั้น รวมทั้งมีความตั้งใจที่จะมาเสนอร่างพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนนี้ ผมจึงอยากจะให้เอา ประเด็นเหล่านี้ โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีที่นั่งฟังในขณะนี้ประกอบในการที่จะพิจารณา แล้วก็ กําหนดรายละเอียด รวมทั้งการไปออกระเบียบกฎหมายต่อเนื่อง กฏกระทรวงอะไรก็แล้วแต่เพื่อครอบคลุมประเด็นที่ผมอยากจะให้เห็นความเป็นธรรมในการ จัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษาในฐานะที่ผมมีลูกอยู่ทุกระบบที่รัฐบาลนี้อนุญาต ในฐานะที่เป็นคนไทย ก็อยากจะเห็นโอกาสของประชาชนที่อยู่ในทุกระบบของการศึกษานั้น ได้รับการดูแล แล้วก็โรงเรียนเอกชนที่พูดถึงนี้จะต้องครอบคลุมโรงเรียนทั้งหมดที่ผมได้กล่าว มาแล้วครับ ขอบคุณมากครับ