ผุสดี ตามไท หารือเรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาความลับและไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลเปิดเผยต่อสาธารณะ และเรียกร้องการเพิ่มการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในมาตรา 7/1
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้ขอ สงวนความเห็นในมาตรา ๗/๑ ตรงนี้ไว้ก็ด้วยเหตุผลประการแรกเลย ก็คล้าย ๆ กับที่ ท่านกรรมาธิการประทีปได้อธิบายไป ดิฉันขออนุญาตท่านประธานอธิบายซ้ําอีกครั้งหนึ่ง แล้วกันนะคะว่า เวลาที่เรามีตัวบัตรประชาชนซึ่งเราจะถือว่าต่อไปในอนาคตนั้นมีชิปความจํา แต่จริง ๆ แล้วมีชิปความจําก็จริงอยู่ แต่ความจําตรงนั้นมีเฉพาะความจําที่จะต้องไป เชื่อมกับรายละเอียด ยกตัวอย่างเช่นว่าถ้าเป็นผุสดี ตามไท และอาจจะเป็น สปสช. ๑ ซึ่งหมายความว่าดิฉันอยู่ในระบบประกันสังคมของสาธารณสุขระบบ ๑ ข้อมูลที่เกี่ยวกับการ รักษาของดิฉันนั้นต้องอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข บัตรประชาชนของดิฉันไม่สามารถที่จะ นําเอาทุกรายละเอียดของข้อมูลส่วนตัวที่เป็นเรื่องของการรักษา นี่พูดเฉพาะเรื่องกระทรวง สาธารณสุขกระทรวงเดียวเท่านั้นนะคะ เพราะฉะนั้นบัตรประชาชนนี้หลักใหญ่คือเป็นการ ยืนยันความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราเอง แต่ส่วนข้อมูลต่าง ๆ อยู่ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานองค์กรนั้นทั้งหมด ตัวที่อยู่ในชิปจะต้องเป็นตัวเชื่อม จะเป็นผุสดี ๑ สปสช. ๑ กระทรวงกลาโหม ๑ อะไรก็แล้วแต่ก็ว่าไป ดังนั้นดิฉันจึงได้คิดว่าเป็นความจําเป็นที่จะต้อง เพิ่มข้อความเอาไว้ในบรรทัดที่ ๒ ของมาตรา ๗/๑ แต่ข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจํา ดังกล่าวหรือฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง นั่นหมายความว่านอกเหนือจากตัวที่อยู่ในหน่วยความจํา ซึ่งอาจจะเป็นตัวย่อเท่านั้น เช่น สปสช. ๑ กระทรวงกลาโหม ๒ ซึ่งระบุว่าเรานี้เป็นทหาร ประเภทไหน หรือเรานี้อยู่ในระบบประกันสังคมประเภทไหน แต่รายละเอียดเกี่ยวกับ การเกณฑ์ทหารก็ดี วันที่ หรือเรื่องของการรักษาพยาบาลนั้นต้องอยู่ที่หน่วยงานที่สังกัด เพราะฉะนั้นความจําเป็นที่จะต้องปกป้องข้อมูลส่วนตัวจึงต้องมีอยู่ ถ้าหากเขียนแต่เฉพาะ ข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจําเฉย ๆ ไม่เพียงพอ ท่านประธานคะ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็น การป้องกันสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนคนไทยทุกคน ความจําเป็นที่จะต้องเติมข้อความนี้ จึงต้องมีค่ะ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลส่วนตัวที่ปรากฏอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ นั้นจะได้รับ การปกป้อง ยกเว้นเสียแต่ว่าข้างท้ายที่บังเอิญกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ตกลงปลงใจแล้วว่า จะเป็นการเปิดเผยได้ก็คือ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ แม้ดิฉันไม่ได้สงวนความเห็นตรงนี้แต่อยากจะขออธิบาย เพิ่มเติม ซึ่งนั่งฟังอยู่แล้วก็คิดว่าเห็นด้วยว่าอาจจะต้องตัดข้อความเหมือนที่ท่านกรรมาธิการ ประทีปพูดถึงว่า ในบรรทัดที่ ๓ ของมาตรา ๗/๑ นะคะ คือบอกว่าข้อมูลที่บันทึกไว้ใน หน่วยความจําดังกล่าวและฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ต้องไม่สามารถเปิดเผยต่อบุคคล หรือหน่วยงานซึ่งมิใช่เป็นผู้จัดทําหรือรวบรวมข้อมูลนั้นได้ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยต่อ หน่วยงานที่มีความจําเป็นต้องทราบข้อมูลนั้นเท่าที่จําเป็นเพื่อประโยชน์ของผู้ถือบัตร โดยได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร ปกติเวลาเราใช้บัตรประจําตัวไปติดต่อธนาคารก็ดี ไปติดต่ออะไรก็ดี เราดูเสมือนหนึ่งว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ใครก็ดูข้อมูลที่หน้าบัตรของเราได้ แต่นั่นหมายถึงว่าเรายินยอมที่จะให้หน่วยงาน จะเป็นธนาคารหรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ทราบข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าบัตร แต่ท่านลองคิดดูนะคะ ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกที่อยู่ ที่นี่ต้องถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ข้อมูลที่ปรากฏอยู่หน้าบัตรของทุกท่านอาจจะปรากฏ หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิกิพีเดีย (Wikipedia) หรือจะเป็นกูเกิล (Google) ตรงไหนก็แล้วแต่ แต่นั่นคือราคาที่บุคคลสาธารณะต้องจ่าย ทุกคนทราบว่าท่านอยู่ที่ไหน ท่านลองนึกถึงว่าประชาชนคนอื่น ๆ ที่เขาไม่ได้ยินดีจะเป็นบุคคลสาธารณะ เขาไม่ยินดี จะต้องจ่ายราคาตรงนี้ เขาจําเป็นและอยากที่จะปกป้องข้อมูลส่วนตัว แม้แต่จะเป็นเรื่องของ ชื่อ นามสกุล หรือเป็นเรื่องของบ้านเลขที่ ที่อยู่อะไรก็ตาม ถ้าเรายังคงไว้ตรงนี้ให้สามารถ เปิดเผยข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนบัตร ทั่วท้องฟ้าทั้งหมดเลย เท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคลของประชาชนคนไทยที่ไม่ยินดีจะเป็นบุคคลสาธารณะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า ตรงนี้คงจะต้องขอความกรุณา ขอความเข้าใจจากท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่า ทําความ เข้าใจตรงนี้สักนิดหนึ่ง แล้วก็อาจจะต้องช่วยกันให้ความเห็นชอบในการแก้ไข เนื่องจากว่า อันนี้จะเป็นหลักประกันพื้นฐานที่สุดในเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล ขอบพระคุณค่ะ